TAMRA เรื่องเล่ายามค่ำ · เรื่องแต่งต้นฉบับ
แขกหลังปิดร้าน
น้าฝากไว้เพียงข้อเดียว ก่อนปิดร้านต้องลงกลอนประตูหลัง แต่คืนนั้นคนที่เคาะประตูกลับเรียกชื่อเขาได้
4 นาทีโดยประมาณ

เรื่องแต่งต้นฉบับของ TAMRA บุคคล ร้านค้า และเหตุการณ์ในเรื่องเป็นเรื่องสมมติ
คืนแรกที่เช็งเฝ้าร้านคนเดียว ไฟก็ดับทั้งถนน
น้ำฝนไหลลงตามบานเหล็ก ป้ายสีแดงที่ดับอยู่ฝั่งตรงข้ามเปียกจนเป็นมัน เขาเก็บพระเข้าตู้ เรียงใบเสร็จไว้เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงรอโทรศัพท์จากน้า ก่อนเข้าโรงพยาบาลตอนบ่าย น้าส่งพวงกุญแจให้พร้อมกำชับว่า “ประตูหน้าจะปิดช้าหน่อยก็ได้ แต่ประตูหลังต้องลงกลอนก่อน” ตอนนั้นเช็งกำลังตอบข้อความลูกค้า จึงรับปากโดยไม่ได้เงยหน้า
เสียงเคาะสามครั้งดังจากซอยหลังร้าน
“เช็ง เปิดหน่อย น้าลืมกุญแจ”
เสียงน้าจริง ๆ เขาเดินเข้าทางแคบ วางมือลงบนกลอน แล้วนึกถึงชุดคนไข้ที่น้าสวมอยู่ พยาบาลบอกชัดว่าต้องนอนดูอาการคืนนี้ เช็งหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ไม่มีสัญญาณ
“เร็วหน่อย ข้างนอกฝนตกหนัก”
เขาก้มดูใต้ประตู ซอยมีน้ำขัง แต่ไม่มีเสียงคนย่ำน้ำ ไม่มีแสงลอดเข้ามา ก่อนจะทันถามอะไร กระดิ่งทองเหลืองหน้าร้านก็ดังขึ้น
ชายชราในเสื้อสีเทานั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์ เช็งจำได้ว่าตัวเองดึงบานเหล็กลงมาครึ่งหนึ่งแล้ว ปลายขากางเกงของชายคนนั้นเปียกชุ่ม แต่พื้นกลับไม่มีรอยเท้า เขาไม่ได้มองพระในตู้ มองเพียงกุญแจในมือเช็ง
“ดอกที่บิ่นนั่นแหละ กุญแจประตูหลัง”
“ลุงรู้จักน้าผมเหรอครับ”
ชายชราไม่ตอบ เสียงเคาะดังอีกครั้ง คราวนี้คนข้างนอกเรียกชื่อที่แม่เคยใช้เรียกเขาตอนเด็ก แม่เสียไปหลายปีแล้ว แต่เสียงของแม่กลับดังผ่านบานไม้เข้ามา “ลูก เปิดให้แม่หน่อย”
เช็งคอตีบ ก้าวไปทางหลังร้านโดยไม่รู้ตัว ชายชรายื่นมือมาวางใบเสร็จเปล่าบนเคาน์เตอร์
“โทรถามก่อน”
โทรศัพท์เครื่องเก่าไม่มีไฟติด ชายชราเลื่อนหูโทรศัพท์มาให้ เช็งกดเบอร์น้า สายกลับต่อติด ได้ยินเสียงโทรทัศน์กับเสียงพยาบาลเตือนให้คนไข้กินยา น้าฟังจนจบแล้วถามว่า “เปิดไปหรือยัง”
“ยังครับ”
“ไปล็อกเดี๋ยวนี้ ได้ยินอะไรอย่าตอบ”
เขากำกุญแจดอกบิ่นกลับไปที่ประตู แม่ร้องไห้อยู่ข้างนอก บอกว่าเท้าเย็น ถามว่าจำไม่ได้หรือว่าตอนเด็กเขากลัวการนอนคนเดียว ทุกคำเหมือนแม่พูดจริง ๆ เช็งเสียบกุญแจ หมุนจนสุด ได้ยินกลอนใหญ่เข้าที่ เสียงร้องไห้หยุดทันที
แล้วมีบางอย่างใช้เล็บลากลงมาตามอีกด้านของประตู เริ่มจากที่สูงเกินศีรษะคน ค่อย ๆ ครูดลงมาจนถึงพื้น
เช็งไม่กล้าหันไปไหน เขานับลมหายใจจนไฟถนนกลับมาติด จึงยอมปล่อยมือจากกุญแจ เมื่อกลับมาหน้าร้าน ชายชราไม่อยู่แล้ว ใบเสร็จยังว่างเปล่า มีสกรูขึ้นสนิมตัวหนึ่งทับมุมกระดาษไว้
เช้าวันต่อมา น้าถอดหูรับกลอนที่หลวมออก มันขาดสกรูไปหนึ่งตัว และตัวที่อยู่บนเคาน์เตอร์ก็ใส่ได้พอดี น้าไม่ดุเช็ง เพียงยกกล่องที่บังผนังออก เผยให้เห็นภาพถ่ายเก่า
ในภาพ น้าตอนหนุ่มยืนหน้าร้าน ข้าง ๆ คือชายชราในเสื้อสีเทาตัวเดิม
“คนที่สอนน้าเฝ้าร้าน”
“แล้วตอนนี้ล่ะครับ”
น้าเช็ดฝุ่นบนกระจก “ไปนานแล้ว”
คืนนั้นเช็งล็อกประตูหลังตั้งแต่หัวค่ำ แล้วเช็ดเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ให้สะอาด ก่อนปิดร้าน กระดิ่งดังเบา ๆ หนึ่งครั้ง ข้างนอกไม่มีใคร แต่เบาะเก้าอี้ค่อย ๆ ยุบลงนิดหนึ่ง
เขาไม่ได้ถามว่าแขกอยากดูพระองค์ไหน เพียงวางชาร้อนหนึ่งถ้วยไว้ข้างใบเสร็จเปล่าใบนั้น