กลับไปเกจิ

托屐祖師|ทวดเคว็จ คงแก้ว/เคว็จ ขนทองแดง

ทวดเคว็จ คงแก้ว ชีวิตในป่าเขาและสายวิชาเขาอ้อ

ทวดเคว็จ คงแก้ว ชีวิตในป่าเขาและสายวิชาเขาอ้อ

ทวดเคว็จ คงแก้ว ปรากฏในข้อมูลสายสะสมและสายสืบทอดด้วยชื่ออื่น เช่น “เคว็จ ขนทองแดง” และ “เคว็จ ชาวป่า” คำว่า “ทวด” ในที่นี้เป็นคำยกย่องของลูกหลานและศิษย์ ไม่ใช่สมณศักดิ์ เรื่องราวที่สืบต่อกันมามุ่งถึงชีวิตครูฆราวาสหลังลาสิกขา โดยยังเล่าถึงช่วงที่ท่านเคยบวชเรียนอยู่ด้วย

ฉบับคำบอกเล่าของครอบครัวระบุว่า ท่านเกิดราว พ.ศ. 2424 ในวัน “เสาร์ 5” การเทียบปฏิทินเบื้องต้นเสนอวันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 1882 หรือ พ.ศ. 2425 ตามการเทียบสมัยปัจจุบัน เป็นวันเกิดโดยประมาณ เพราะวันดังกล่าวตรงกับวันเสาร์ แรม 5 ค่ำ เดือน 5 จึงตรงกับเงื่อนไขปฏิทินสามประการนี้ ทั้งนี้ วันที่ดังกล่าวเป็นผลจากการเทียบปฏิทิน ยังไม่ใช่วันที่ยืนยันด้วยทะเบียนราษฎร ครอบครัวมีถิ่นเดิมที่อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านเป็นบุตรคนที่สี่ในพี่น้องแปดคน บิดาชื่อคงและอยู่ในสายพราหมณ์กับโนรา ส่วนมารดาชื่อมะเยาะและเป็นมุสลิม ข้อมูลภาษาไทยจากผู้สืบสายอีกแห่งหนึ่งเรียกบิดาว่า นายคง รัตนพราหมณ์ หรือ โนราห์คง ศรีรัตนศิลป์ และกล่าวถึงการย้ายจากหัวไทรไปดอนศาลา พัทลุง เรื่องเล่าวัยเยาว์ระบุว่าเคว็จเป็นสามเณรเมื่ออายุ 12 ปี อุปสมบทเมื่อ 21 ปี และลาสิกขาเมื่ออายุ 30 ปีหลังครอบครัวถูกปล้น เรื่องวัยเยาว์เหล่านี้สืบต่อกันในครอบครัวและสายครู ส่วนวันเกิดที่เทียบจากเสาร์ 5 ยังเป็นวันที่โดยประมาณ

อีกสายคำบอกเล่าให้วันเกิดเป็นวันเสาร์ แรม 5 ค่ำ เดือน 4 ปีมะโรง ต่างจากเงื่อนไขเดือน 5 ที่ใช้เทียบข้างต้น วันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 1882 จึงยังเป็นเพียงข้อเสนอ

ในเรื่องของบิดา ครอบครัวเล่าว่าคงเป็นบุตรของพราหมณ์บัวทองกับนางแว่นแก้ว เรียนรำโนราและวิชาจากครอบครัว ต่อมาอยู่แถวดอนศาลาราวยี่สิบปีแล้วจึงย้ายไปร่มเมือง เมื่อเลิกรำโนรา ท่านเลี้ยงควายและเป็นหมอพื้นบ้านช่วยชาวบ้านทั้งด้านการรักษาและพิธีกรรม

คำบอกเล่าช่วงหลังการลาสิกขาพรรณนาท่านในหลายบทบาท ทั้งโจรคุณธรรม ผู้นำท้องถิ่น หมอพื้นบ้าน และครูพิธีกรรม มีเรื่องการต่อสู้ด้วยไม้หรือไม้ไผ่ การถูกขุนพันธรักษ์ราชเดชติดตาม การเป็นผู้ใหญ่บ้าน การเล่นพนัน การมีภรรยาสิบสี่คน ตลอดจนการช่วยรักษาโรคและปัญหาครอบครัว ยังมีเรื่องเล่าถึงความคงกระพัน การเรียกวิญญาณ วาจาสิทธิ์ การรู้วันตาย และศพที่ยกไม่ขึ้น ซึ่งสืบต่อกันมาในหมู่ผู้ศรัทธา

วัตถุที่ใช้ชื่อทวดเคว็จในตลาดมักเป็นน้ำมัน สีผึ้ง ผงยา ตำรับ และเครื่องรางที่อ้างว่าสืบทอดในครอบครัว มากกว่าจะเป็นพระเครื่องรุ่นมาตรฐานที่มีบัญชีวัด ฉบับคำบอกเล่าระบุว่าท่านเสียชีวิตเมื่ออายุ 84 ปีและมอบมรดกให้ลูกหลาน ในสายครอบครัว ผู้ที่กล่าวถึงในการดูแลมรดกนี้คืออาจารย์สิทธิชัย ผู้เป็นเหลนของทวดเคว็จ

วัยเรียนของเด็กขนทองแดง

เรื่องของทวดเคว็จที่เล่ากันในครอบครัวและสายครู มักเริ่มจากขนสีทองแดงอันเป็นที่มาของฉายาท่าน

ตามเรื่องเล่า เคว็จเป็นลูกคนที่สี่จากพี่น้องแปดคน บิดาชื่อคงมาจากครอบครัวครูพราหมณ์ มารดาชื่อมะเยาะนับถือศาสนาอิสลาม ผู้เล่าว่าท่านมีขนสีทองแดงตั้งแต่เกิด จนได้ฉายาที่สื่อถึงลักษณะนี้ และมักสวมเสื้อผ้าแขนขายาวปิดไว้ เรื่องวันเกิดเสาร์ 5 ทำให้ชาวบ้านเห็นว่าเป็นเด็กพิเศษที่เลี้ยงยาก จึงแนะนำให้ฝากพระ แต่พ่อแม่ยังเลี้ยงเองจนถึงอายุสิบสองปี แล้วจึงส่งไปอยู่กับอาจารย์ทองเฒ่าที่วัดเขาอ้อ ต้นฉบับเดิมให้วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2424 และบอกว่าเป็นวันเสาร์ ส่วนวันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 1882 ในฐานข้อมูลเป็นเพียงวันที่คำนวณเทียบจากเงื่อนไขเสาร์ 5 ไม่ใช่ข้อมูลจากทะเบียนเกิด

เรื่องเล่าว่าท่านเริ่มชีวิตในวัดในฐานะสามเณร แล้วอุปสมบทเมื่ออายุยี่สิบเอ็ดปี ท่านชอบเขียนหนังสือและเขียนได้เรียบร้อย ครูจึงมอบหมายให้คัดและจัดบันทึกตำรา การทำงานนี้เป็นช่องทางให้ได้อ่านคัมภีร์ บทคาถา และวิธีประกอบพิธีหลายชนิด การคัดอ่านและปรนนิบัติครูต่อเนื่องหลายปีจึงทำให้ท่านคุ้นเคยกับคัมภีร์ คาถา และพิธีต่าง ๆ

ในสายสืบทอดยังเล่าว่า ทวดเคว็จเป็นเพื่อนสนิทกับพระอาจารย์เอียด วัดดอนศาลา และมีจดหมายถึงกันอยู่ในบันทึกที่เก็บรักษาไว้ ความสัมพันธ์ที่เล่าในตอนนี้จึงเป็นมิตรภาพ ไม่ใช่การเป็นศิษย์อาจารย์

เมื่ออายุสามสิบปี เหตุร้ายในครอบครัวทำให้ต้องลาสิกขา เล่ากันว่าโจรปล้นทรัพย์สินในบ้านและล่วงละเมิดทางเพศน้องสาว เคว็จกลับมาดูแลน้องและจัดการเรื่องครอบครัว เมื่อรู้ว่าบ้านอื่นถูกโจรกลุ่มเดียวกันทำร้าย ท่านจึงรวมตัวกับชาวบ้าน ไล่จัดการโจรจนเสียชีวิตทีละคน ผู้เล่าเน้นว่าใช้อาวุธไม้และไม้ไผ่เหลาแหลม ไม่ใช้ดาบหรือปืน เพราะเคยรับปากครูว่าจะไม่ใช้ของเหล่านั้นฆ่าสัตว์ และอ้างว่าลงมือเฉพาะเมื่อจำเป็น

ชีวิตช่วงต่อมาถูกเล่าในภาพโจรคุณธรรม ปล้นพ่อค้าที่เอาเปรียบและข้าราชการทุจริต แล้วแบ่งทรัพย์ให้คนยากจน จึงถูกเจ้าหน้าที่ติดตาม เรื่องนี้ยังกล่าวถึงขุนพันธรักษ์ราชเดชว่าแม้ติดตามหลายครั้งก็จับไม่ได้ ชาวบ้านในเรื่องเชื่อว่าเป็นเพราะฝีมือและวิชาของเคว็จ การไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์และการช่วยชาวบ้านทำให้ได้รับความคุ้มครองจากชุมชน ผู้เล่ายังกล่าวถึงการยอมรับโดยปริยายของฝ่ายบ้านเมือง ก่อนที่ผู้มีบรรดาศักดิ์ในท้องถิ่นจะช่วยให้พ้นคดี กลับบ้าน และได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน

อีกเรื่องหนึ่งเล่าว่าท่านชอบเล่นพนันทั้งลูกเต๋าและไพ่ และผู้เล่ายกชัยชนะให้เป็นผลของวิชา เมื่อคนใกล้บ้านไม่กล้าเล่นด้วย ก็ว่าท่านเดินเท้าไปเมืองตรังหาคู่แข่ง จนบ่อนที่นั่นไม่ต้อนรับอีก เรื่องเล่าถึงชัยชนะในวงพนันนี้ไม่ใช่คำรับรองว่าวัตถุมงคลจะทำให้ผู้ถือชนะพนัน

อีกด้านหนึ่งคือการปลีกตัวอยู่ตามป่าเขาในพัทลุง นครศรีธรรมราช และตรัง ต้นฉบับจีนใช้คำยกย่องว่าเซียนแห่งสามขุนเขา และนำขนสีทองแดงกับความเชื่อเรื่องคงกระพันมาประกอบภาพบุคคลพิเศษ ท่านไม่ชอบพบปะผู้คน ไม่รับแขกหลังพลบค่ำ ไม่ไปร่วมงานศพหรือกินอาหารในงาน และไม่กินต่อหน้าผู้อื่น ชาวบ้านในเรื่องเชื่อว่าท่านมีวาจาสิทธิ์ พูดแล้วเป็นจริง ทั้งยังเล่าว่ามีที่ดินมากและแบ่งให้คนยากจนทำกิน

ผู้เจ็บป่วย ผู้เชื่อว่าถูกคุณไสยหรือผีรบกวน และครอบครัวที่มีปัญหาล้วนมาขอความช่วยเหลือ ตามคำบอกเล่า ท่านใช้สมุนไพรร่วมกับพิธีที่เรียนจากเขาอ้อโดยไม่เรียกค่ารักษา รายการวิชาที่ผู้เล่าให้ไว้มีคุ้มครอง แคล้วคลาด เรียกหรือควบคุมวิญญาณ ใช้วิญญาณปราบผีร้าย สมุนไพรประกอบพิธี และเมตตาด้านความสัมพันธ์ กรณีสามีหรือภรรยาหายไปและปัญหามือที่สามก็รวมอยู่ด้วย ผู้เล่ายกย่องว่าได้ผลทุกกรณี เป็นถ้อยคำแสดงความศรัทธา ไม่ใช่อัตราสำเร็จทางสถิติ

เรื่องครอบครัวกล่าวว่าท่านมีภรรยาสิบสี่คน และสี่คนอยู่ในบ้านที่จัดให้อยู่ติดกันโดยไม่ทะเลาะ ผู้เล่าเชื่อมเรื่องนี้กับเสน่ห์และวิชาของท่าน

ปลายชีวิตท่านยังอยู่อย่างเรียบง่าย เรื่องเล่าระบุว่าท่านเสียชีวิตเมื่ออายุแปดสิบสี่ปี และเล่าว่ารู้ล่วงหน้าสามปี จึงเตรียมที่เก็บอัฐิและสั่งไม่ให้นำศพไปเผาที่วัด เหตุผลในเรื่องคือท่านรู้สึกว่าเคยทำสิ่งไม่ดี ไม่ต้องการนำความไม่บริสุทธิ์ไปสู่วัด วันหนึ่งภรรยาคนที่สองเห็นท่านนั่งสมาธิในห้อง จึงไม่รบกวน จนผ่านไปทั้งวันยังไม่ขยับ เมื่อเข้าไปดูจึงพบว่าหยุดหายใจแล้ว

ญาติกลับเตรียมนำศพไปวัด ชายหนุ่มแปดคนช่วยกันยกไม่ขึ้น เพิ่มเป็นสิบหกคนและใช้ไม้ไผ่ช่วยหาม ไม้ไผ่หักแต่ศพยังอยู่ที่เดิม เรื่องเล่าว่าญาติคนหนึ่งถูกวิญญาณท่านเข้าทรง ตำหนิที่ไม่ทำตามคำสั่งและเตือนว่าจะมีผลร้ายหากฝืน ภรรยาคนที่สองจึงรับปากว่าจะเผาบนเขา จัดงานที่บ้านและนิมนต์พระมาสวด เมื่อจัดตามที่บอกแล้ว คนแปดคนกลับหามศพออกไปได้

หลังเผา ครอบครัวเก็บอัฐิไว้ที่บ้าน และเล่าว่าเล็บ ฟัน หนวด และขนสีทองแดงไม่ไหม้ แต่กลายเป็นลักษณะคล้ายแก้วหรือหินแล้วส่งต่อกันมา ตามสายครอบครัว วัตถุเหล่านี้พร้อมตำรา ตำรับยา และน้ำมัน สืบทอดมาถึงอาจารย์สิทธิชัยผู้เป็นเหลน ส่วนที่มาของวัตถุแต่ละชิ้นยังต้องพิจารณาแยกกัน

ตำรา เครื่องมือ และน้ำมันที่สืบทอด

มรดกที่เล่าต่อกันมาว่าได้รับการสืบทอดมีตำราวิชา ตำรับยา และน้ำมันที่ท่านเสก อีกทั้งเล่าว่าศิษย์กระจายไปหลายพื้นที่ บางคนเป็นหมอหรือพระ ส่วนรายชื่อศิษย์ฉบับเต็มยังอยู่ระหว่างรวบรวม ของที่ทำเมื่อมีชีวิตว่ามีไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้พิธี เบี้ยแก้ และน้ำมันหลายตำรับ บางชนิดกล่าวว่าใช้ทา บางชนิดให้พกเท่านั้น ไม่ควรเหมารวมว่าใช้กับผิวหนังได้ทั้งหมด

คาถาเพชรสะท้อนเป็นอีกวิชาที่เล่าสืบกันโดยระลึกถึงพระอาจารย์ทองเฒ่าและทวดเคว็จ ผู้สืบทอดกล่าวว่าใช้ป้องกันเจตนาร้ายและคุณไสยให้สะท้อนกลับ โดยให้ระลึกถึงพระรัตนตรัย บิดามารดา และครูอาจารย์ พร้อมกำชับไม่ให้คิดทำร้ายผู้อื่นเสียเอง

ผู้เล่าแบ่งตำราเขาอ้อเป็นสายคุ้มครองกับสายเมตตา และให้เคว็จเด่นในสายหลัง คำว่าเป็นต้นกำเนิดวิชาไทยหรือเป็นรากของวิชาเมตตามากมาย เป็นคำยกย่องที่ใช้กันในสายครู ผู้เล่าอธิบายว่าสิ่งอ่อนนุ่มรับพลังได้ง่าย จึงกล่าวว่าน้ำมันรับพลังได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เจือจางแล้วยังได้ผล และเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้บอกว่าดี ตัวเลขนี้เป็นถ้อยคำที่ผู้เล่าใช้บรรยายการประสิทธิ์วิชาและเสียงตอบรับ ไม่ใช่ค่าจากการวัดหรือสถิติ

เรื่องการทยอยนำมรดกออกมาเล่าว่าท่านกำหนดไว้ก่อนตายว่าอะไรให้เป็นของขวัญ อะไรเปิดให้บูชา และอะไรต้องรอเวลา บางอย่างจึงยังอยู่ที่แท่นบูชา คำว่าของเหลือน้อยและบูชาไปหนึ่งขวดก็ลดลงหนึ่งขวด เป็นความเข้าใจของผู้เล่าเรื่องมรดกที่มีจำกัด ส่วนจำนวนที่เหลือจริงต้องดูจากบันทึกของผู้เก็บรักษา

ผู้สืบทอดเล่าว่าของตามสายมีว่านและผงอยู่มาก ส่วนน้ำมันใสที่มีเพียงทองคำเปลวน่าสงสัย ตะกอนสมุนไพรเป็นข้อสังเกตอย่างหนึ่ง แต่ตัดสินความแท้เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเติมตะกอนได้ และความใสขุ่นขึ้นกับสูตรและการเก็บรักษา ไม่บอกอายุ ผู้ทำ หรือผู้เสกโดยตัวมันเอง

การเก็บ ความเห็น และห้องร่วมพิจารณา ต้องเป็นสมาชิกทั่วไปที่ผ่านแล้ว การอ่านไม่ต้องสมัคร สมัครเป็นผู้อ่าน