กลับไปเกจิ

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)

ชีวิต ครูบาอาจารย์ และสายพระสมเด็จของสมเด็จโต

ชีวิต ครูบาอาจารย์ และสายพระสมเด็จของสมเด็จโต

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า “สมเด็จโต” และ “สมเด็จวัดระฆัง” เป็นพระเถระสำคัญแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ชีวิตของท่านครอบคลุมตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงต้นรัชกาลที่ 5 ลำดับเวลาที่ใช้แพร่หลายที่สุดระบุว่า ท่านเกิดวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2331 และมรณภาพวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2415 สิริอายุ 84 ปี 64 พรรษา อย่างไรก็ตาม หนังสือและบทความบางชุดที่เรียบเรียงภายหลังระบุปีเกิดเป็น พ.ศ. 2333

ชีวประวัติที่พบแพร่หลายระบุว่าสมเด็จโตเกิดที่บ้านไก่จ้นหรือบ้านท่าหลวง แถบอำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่ชื่อมารดา ภูมิลำเนา และตัวตนของบิดามีหลายสำนวน ในคำบอกเล่ายังมีเรื่องเชื่อมโยงฝ่ายบิดากับราชวงศ์ โดยชาติกำเนิดส่วนนี้ยังไม่มีข้อยุติ

ชีวประวัติส่วนใหญ่ระบุว่าสมเด็จโตบรรพชาเมื่ออายุประมาณ 12 ปี ต่อมาอุปสมบทได้รับฉายา พฺรหฺมรํสี ศึกษาพระธรรม บาลี และการแสดงธรรมตามสำนักสำคัญ จนเป็นที่รู้จักในนามพระมหาโต ปีอุปสมบทมีทั้ง พ.ศ. 2350 และ 2351 ส่วนสถานที่และรายชื่อพระอาจารย์ในพิธีก็แตกต่างกัน ยังต้องอาศัยทะเบียนสงฆ์ยุคต้นเพื่อคลี่คลายรายละเอียด

งานรวบรวมสายครูภายหลังระบุว่าเจ้าคุณอรัญญิกสอนหนังสือเมื่อท่านยังเยาว์ พระบวรวิริยเถร (อยู่) เป็นพระอุปัชฌาย์เมื่อบรรพชา และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (นาค) วัดระฆัง เป็นครูพระปริยัติ ครูแต่ละรูปจึงเกี่ยวข้องกับช่วงการเรียนและการเข้าสู่ชีวิตสมณเพศต่างกัน

ชีวประวัติฉบับเก่าหลังมรณภาพกล่าวถึงพระอาจารย์แก้วแถบบางลำพู ผู้ดูแลท่านตั้งแต่วัยเด็กและสอนมารยาทก่อนเข้าเฝ้าในเวลาต่อมา ยังยืนยันไม่ได้ว่าพระอาจารย์แก้วองค์นี้กับเจ้าคุณอรัญญิกข้างต้นเป็นบุคคลเดียวกัน

ในรัชกาลที่ 4 ท่านได้รับสมณศักดิ์และดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ลำดับที่อ้างกันทั่วไปคือได้รับราชทินนามพระธรรมกิติใน พ.ศ. 2395 เลื่อนเป็นพระเทพกระวีใน พ.ศ. 2397 และสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ใน พ.ศ. 2407 ท่านดำรงความสัมพันธ์กับวัดระฆังอย่างยาวนานจนมรณภาพในต้นรัชกาลที่ 5 สมณศักดิ์เหล่านี้บอกบทบาทในโครงสร้างคณะสงฆ์ แต่ภาพที่ศิษย์จดจำมากกว่าคือความสมถะ ไม่ยึดติดลาภยศ และการสอนที่ตรงจนคนธรรมดาเข้าใจได้

เล่ากันว่าเมื่อรัชกาลที่ 4 รับสั่งให้หาตัวพระมหาโต ท่านออกธุดงค์และใช้วิชานารายณ์แปลงรูปจนคนคุ้นเคยจำไม่ได้ ต่อมาเห็นพระอาคันตุกะรูปอื่นถูกจับตรวจจนอดอาหารและตากแดดตากฝน ท่านจึงแสดงตัวและกลับเข้ากรุงเทพฯ

งานของท่านมิได้จำกัดอยู่ที่วัดระฆัง ชีวประวัติภายหลังกล่าวถึงการริเริ่มหรือมีส่วนร่วมสร้างพระพุทธไสยาสน์วัดสะตือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง และพระยืนองค์ใหญ่ที่วัดอินทรวิหาร กรุงเทพฯ โครงการวัดอินทรวิหารยังไม่เสร็จเมื่อท่านมรณภาพ ส่วนช่วงเวลาก่อสร้างและขอบเขตบทบาทของท่านที่วัดไชโยมีรายละเอียดต่างกันในแต่ละสำนวน

ประวัติที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเผยแพร่ระบุว่า พระนอนวัดสะตือสร้างใน พ.ศ. 2413 สมเด็จโตมาพักที่วัดเพื่อดูแลการก่อสร้าง เดิมวัดอยู่ถัดไปทางเหนือ ก่อนย้ายมายังบริเวณพระนอนและใช้ชื่อวัดท่างามอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วจึงกลับมาใช้ชื่อวัดสะตือ การสร้างพระนอนจึงสัมพันธ์กับการย้ายที่ตั้งวัดด้วย

วัดไชโยมีเรื่องของพระใหญ่สององค์ต่อเนื่องกัน ประวัติวัดที่จังหวัดอ่างทองเผยแพร่เล่าว่า พระองค์เดิมซึ่งสมเด็จโตริเริ่มสร้างพังลงจากแรงสั่นสะเทือนระหว่างสร้างวิหารใน พ.ศ. 2430 รัชกาลที่ 5 จึงโปรดให้สร้างใหม่ ลดขนาดลงและเสริมโครงเหล็กภายใน พระองค์ใหม่ได้รับนามพระมหาพุทธพิมพ์ มิใช่องค์เดิมที่คงสภาพมาโดยไม่เปลี่ยนแปลง

พระยืนวัดอินทรวิหารเป็นพระปางอุ้มบาตร ทางวัดระบุว่าเริ่มสร้างใน พ.ศ. 2410 แต่สมเด็จโตมรณภาพก่อนงานเสร็จ การก่อสร้างหยุดไประยะหนึ่งแล้วจึงมีผู้สืบต่อ พระสูงราว 32 เมตรที่เห็นในวันนี้จึงสืบทั้งเจตนาของท่านและกำลังศรัทธาของคนรุ่นหลัง ส่วนปีที่สร้างเสร็จยังมีข้อมูลต่างกัน ต้องแยกจากปีเริ่มสร้าง

ปีที่พระยืนองค์นี้สร้างเสร็จมีสองสำนวน สารนิพนธ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2553 ระบุ พ.ศ. 2470 นับจากเริ่มสร้างใน พ.ศ. 2410 เป็นเวลาหกสิบปี ขณะที่ประวัติของวัดอีกสำนวนระบุ พ.ศ. 2467 และบันทึกงานสมโภชครั้งแรกวันที่ 4–6 มีนาคม พ.ศ. 2471 ปีสร้างเสร็จจึงยังต่างกัน ส่วนงานสมโภชเป็นอีกเหตุการณ์ที่จัดภายหลัง ทั้งสองสำนวนต่างเป็นงานที่คนรุ่นหลังสานต่อจนสำเร็จหลังสมเด็จโตมรณภาพแล้ว

สมเด็จโตเป็นที่จดจำด้านการเทศนาด้วย ชีวประวัติเล่าว่าท่านใช้ภาษาตรงและยกอุปมาใกล้ตัวให้ผู้ฟังเข้าใจหลักธรรม โดยกล้าตักเตือนไม่ว่าผู้ฟังมีฐานะใด พงศาวดารรัชกาลที่ 5 กล่าวถึงการถวายพระธรรมเทศนาเรื่องทศพิธราชธรรมและวัตรของพระเจ้าจักรพรรดิภายหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

การถวายพระธรรมเทศนาครั้งนี้อยู่ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรกของรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2411 พระราชพงศาวดารบันทึกว่าทรงสดับพระธรรมเทศนาพิเศษสี่คืน สมเด็จโตถวายเทศนาเป็นกัณฑ์แรกในคืนแรม 13 ค่ำ ว่าด้วยทศพิธราชธรรมและจักรวรรดิวัตร จากนั้นพระเถระรูปอื่นถวายเทศนาเรื่องพระราชพงศาวดาร มงคลสูตร และรัตนสูตรในสามคืนถัดมา

ศิษย์สำคัญรูปหนึ่งคือหม่อมเจ้าทัด ต่อมาคือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด) มีชื่อเรียกในภาษาจีนว่า 龍婆必蘭 ชีวประวัติระบุว่าทรงเรียนกับพระมหาโตตั้งแต่เป็นสามเณร เมื่ออุปสมบท พระมหาโตเป็นพระกรรมวาจาจารย์ มิใช่พระอุปัชฌาย์ ภายหลังหม่อมเจ้าทัดทรงสืบตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดระฆัง

พระธรรมถาวร (ช้าง) เป็นศิษย์อีกองค์หนึ่งที่มีชื่ออยู่ในชีวประวัติฉบับเก่า ซึ่งเล่าว่าท่านใกล้ชิดสมเด็จโตตั้งแต่วัยเด็กและต่อมาได้รับตำแหน่งฐานานุกรม ท่านเป็นทั้งศิษย์และผู้ถ่ายทอดความทรงจำแก่ผู้เรียบเรียงประวัติ

ชีวประวัติยังเล่าความทรงจำของศิษย์องค์นี้ในงานศพ เมื่อเรือเชิญศพสมเด็จโตกลับถึงวัดระฆัง ผู้มาส่งศพแน่นวัด พระธรรมถาวร (ช้าง) แจกพระพิมพ์แก่ผู้มาสักการะคนละหนึ่งหรือสององค์ ท่านประมาณว่าช่วงนั้นแจกไปราวสามหมื่นองค์ และยังแจกต่อมาอีก ตัวเลขนี้เป็นความทรงจำโดยประมาณ มิใช่ทะเบียนจำนวนพระที่สร้างทั้งหมด

ชีวประวัติอีกสำนวนระบุว่าสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ อิศรางกูร) เคยเป็นศิษย์สมเด็จโต และต่อมาเป็นอาจารย์ของหลวงปู่นาค โสภโณ หลวงปู่นาคองค์หลังนี้เป็นพระคนละรุ่นและคนละรูปกับพระอาจารย์นาคที่สมเด็จโตเคยศึกษาในวัยเรียน

สำหรับพระเครื่อง ชื่อสมเด็จโตผูกพันแน่นแฟ้นกับพระสมเด็จ โดยเฉพาะสายวัดระฆัง ขณะที่สายบางขุนพรหมและวัดเกศไชโยมักถูกนำมาศึกษาร่วมกัน งานวิจัยทางพุทธศิลป์และสังคมวัฒนธรรมชี้ว่า พระพิมพ์เหล่านี้เป็นทั้งสื่อของหลักธรรม ความศรัทธา และความทรงจำของชุมชน และในเวลาเดียวกันก็กลายเป็นวัตถุสะสมที่มีราคาและสถานะทางสังคมสูง

คำว่า “สายสมเด็จโต” ไม่ได้พิสูจน์ว่าพระทุกองค์ที่ติดชื่อท่านถูกสร้างหรือปลุกเสกโดยท่าน พระยุคต้นที่เอกสารไม่ครบ พระบรรจุกรุ พระสร้างซ่อม พระอนุสรณ์ยุคหลัง ของถอดพิมพ์ และชื่อที่ตลาดตั้งขึ้นภายหลังมีอยู่ร่วมกันมานาน การรับรองพระรายองค์ต้องพิจารณาแม่พิมพ์ ขนาด มวลสาร ผิว การเสื่อมตามธรรมชาติ จุดค้นพบ ประวัติการครอบครอง และเอกสารประกอบแยกต่างหาก

เรื่องเล่ายังเผยให้เห็นอารมณ์ขันของท่าน เล่ากันว่าเมื่อเรือติดหล่ม ท่านวางพัดยศแล้วช่วยศิษย์เข็นเรือ ครั้นมีคนล้อว่าสมเด็จเข็นเรือ ท่านกลับชี้ไปที่พัดบนเรือ อีกเรื่องหนึ่งเล่าว่าศิษย์ทำกระบวยตกน้ำ แต่ภายหลังกลับงมได้ที่หน้าวัดระฆังตามคำบอกของท่าน

การเก็บ ความเห็น และห้องร่วมพิจารณา ต้องเป็นสมาชิกทั่วไปที่ผ่านแล้ว การอ่านไม่ต้องสมัคร สมัครเป็นผู้อ่าน