กลับไปเกจิ

หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวัณโณ

หลวงปู่โต๊ะ อินฺทสุวณฺโณ ชีวิต การปฏิบัติ และวัดประดู่ฉิมพลี

หลวงปู่โต๊ะ อินฺทสุวณฺโณ ชีวิต การปฏิบัติ และวัดประดู่ฉิมพลี

พระราชสังวราภิมณฑ์ หรือหลวงปู่โต๊ะ อินฺทสุวณฺโณ เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลี เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ท่านเกิดวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2430 ในจังหวัดสมุทรสงคราม และมรณภาพวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2524 สิริอายุ 93 ปี 344 วัน 73 พรรษา ในภาษาจีนมักเรียกว่า “龍婆多” หรือ “龍普多” ต้องแยกจากสมเด็จโต วัดระฆังอย่างชัดเจน เพราะเป็นพระคนละรูป คนละสมัย และคนละวัด อีกสำนวนหนึ่งระบุปีเกิดเป็น พ.ศ. 2429 ต่างจาก 2430 จึงยังต้องตรวจสอบวิธีนับปีตามปฏิทิน

ประวัติของวัดเริ่มก่อนยุคหลวงปู่โต๊ะ สำนักงานเขตบางกอกใหญ่ระบุว่า ทัต บุนนาคเป็นประธานสร้างวัด ใช้เวลาแปดปีตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 3 ถึงต้นรัชกาลที่ 4 งานของหลวงปู่โต๊ะจึงเป็นการสืบต่อและพัฒนาวัด ไม่ใช่การก่อตั้ง ส่วนการได้รับเลือกเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างใน พ.ศ. 2535 เกิดขึ้นหลังท่านมรณภาพแล้ว

ชีวประวัติไทยระบุว่า เดิมชื่อโต๊ะ เป็นบุตรของนายพลอยและนางทับ รัตนคอน เป็นพี่ชายของนายเฉื่อย ทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดา เมื่อยังเด็กเรียนหนังสือที่วัดเกาะแก้วใกล้บ้าน หลังมารดาเสียชีวิต พระภิกษุแก้วซึ่งเป็นญาติและเห็นความขยันของเด็กชายโต๊ะ จึงนำมาฝากกับพระอธิการสุข เจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลี การย้ายจากสมุทรสงครามเข้าสู่พื้นที่ธนบุรีครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์กับวัดที่ยาวนานตลอดชีวิต

ท่านศึกษาอยู่ในวัดประมาณสี่ปี ก่อนบรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 17 ปี ใน พ.ศ. 2447 โดยมีพระอธิการสุขเป็นพระอุปัชฌาย์ ประวัติเล่าว่าเพียงหนึ่งวันหลังพิธี พระอธิการสุขก็มรณภาพ ต่อมาพระอธิการคำรับหน้าที่เจ้าอาวาส ขณะที่นายคล้ายและนางพันธ์ช่วยอุปการะสามเณรโต๊ะ ท่านศึกษาพระธรรมวินัยและเรียนกรรมฐานกับพระอาจารย์พรหม วัดประดู่ฉิมพลี ชีวิตสามเณรของท่านจึงมีทั้งครูผู้สอนและฆราวาสผู้ดูแลความเป็นอยู่

วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2450 ท่านอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดประดู่ฉิมพลี มีพระครูสมณธรรมสมาทาน (แสง) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูอักขรานุสิต (ผ่อง) วัดนวลนรดิศ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูธรรมวิรัต (เชย) วัดกำแพง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “อินฺทสุวณฺโณ” หลังอุปสมบทเรียนทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระ และสอบได้นักธรรมชั้นตรี การอุปสมบท การศึกษาพระธรรม และการภาวนาเป็นส่วนสำคัญของชีวิตพระภิกษุในระยะแรก

หลังพระอธิการคำพ้นจากตำแหน่ง คณะสงฆ์แต่งตั้งหลวงปู่โต๊ะเป็นเจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลีเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2456 ขณะมีอายุประมาณ 26 ปี ท่านดำรงตำแหน่งต่อเนื่องจนมรณภาพ รวมเวลาราว 68 ปี สำนักงานเขตบางกอกใหญ่ของกรุงเทพมหานครกล่าวถึงความเจริญของวัดในยุคที่ท่านเป็นเจ้าอาวาส ระยะเวลานี้ครอบคลุมสงครามโลกทั้งสองครั้ง การขยายตัวของกรุงเทพฯ และการเปลี่ยนแปลงบทบาทวัดในสังคมเมือง ท่านดูแลงานปกครอง การศึกษา การก่อสร้าง และความสัมพันธ์กับชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง

ด้านการศึกษา อีกสำนวนหนึ่งเล่าว่าท่านตั้งโรงเรียนประถมวิริยบำรุงใน พ.ศ. 2455 ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนวัดประดู่ฉิมพลี และเปิดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและบาลีใน พ.ศ. 2475

สารนิพนธ์ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. 2554 ระบุอีกสำนวนหนึ่งว่า นายอำเภอบางกอกใหญ่ตั้งโรงเรียนเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2475 ใช้ศาลาการเปรียญสอนชั้น ป.1–ป.4 ก่อนโอนไปสังกัดเทศบาลนครธนบุรี ข้อมูลนี้ยังต่างจากเรื่องการตั้งโรงเรียนในปี 2455 และยังไม่ชัดว่าเป็นโรงเรียนเดิมกับการจัดตั้งอย่างเป็นทางการหรือไม่

ชีวประวัติกล่าวว่าท่านออกธุดงค์ไปหลายภาค และไปศึกษากับพระอาจารย์หลายรูป ชื่อที่พบซ้ำได้แก่หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน และหลวงพ่อชุ่ม วัดราชสิทธาราม ส่วนหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ และพระร่วมยุคบางรูปมักถูกระบุว่าเป็นสหธรรมิก

เมื่อกลับจากการเดินทาง ท่านมีงานทางศาสนาและงานพัฒนาวัดหลายด้าน ประวัติกล่าวถึงการสร้างรอยพระพุทธบาทจำลองที่วัดประดู่ฉิมพลี ขณะที่ข้อมูลของกรุงเทพมหานครยกให้ช่วงเจ้าอาวาสของท่านเป็นสมัยสำคัญของวัด งานวัด การศึกษาของพระเณร และการปฏิบัติธรรมดำเนินควบคู่กันตลอดช่วงที่ท่านครองวัด และเชื่อมวัดเข้ากับชุมชนโดยรอบ

ประวัติเล่าว่าเริ่มสร้างหอสมุดใน พ.ศ. 2509 ชั้นบนเก็บโบราณวัตถุและศึกษาพระปริยัติธรรม ชั้นล่างมีห้องเรียนประถมสี่ห้อง และเสร็จในปี 2511 ต่อมาในปี 2522 ท่านสร้างพระบูชาจำลองพระประธานเพื่อหาปัจจัยบูรณะวัด ถึงปี 2524 งานเจดีย์และวิหารส่วนใหญ่เสร็จแล้ว แต่การซ่อมอุโบสถยังไม่เริ่มเมื่อท่านมรณภาพ

เรื่องการถ่ายทอดวิชามีชื่อศิษย์ให้ติดตามได้เช่นกัน ประวัติของศิษย์เล่าว่าหลวงพ่อนงค์ วัดบางน้ำชน กรุงเทพฯ เคยอยู่กับหลวงปู่โต๊ะตั้งแต่เป็นสามเณร และได้เรียนกรรมฐาน อักขระยันต์ ตลอดจนตำราสร้างพระผงปิดตา วิชาที่ศิษย์สืบทอดกับวัตถุมงคลที่หลวงปู่โต๊ะสร้างหรือปลุกเสกด้วยตนเองจึงเป็นคนละเรื่องกัน

กิจวัตรที่เล่าไว้ในชีวประวัติช่วยให้เห็นชีวิตประจำวันชัดขึ้น ท่านเริ่มภาวนาราวตีสี่ นำพระเณรทำวัตรตอนแปดโมง และพบผู้มาหาในช่วงบ่าย ส่วนวันพฤหัสบดีมีพระจากวัดอื่นและฆราวาสมาฝึกกรรมฐาน ภาพที่บันทึกไว้นี้แสดงให้เห็นการสอนผ่านการปฏิบัติร่วมกันและการตอบคำถาม มิใช่มีเพียงเรื่องวัตถุมงคล

นอกกรุงเทพฯ วัดถ้ำสิงโตทองเป็นสถานที่สำคัญอีกแห่ง ข้อมูลการเรียนรู้ท้องถิ่นราชบุรีเล่าว่า พระมานิตย์พาท่านมารู้จักถ้ำใน พ.ศ. 2509 ท่านเห็นว่าเงียบสงบเหมาะแก่การภาวนา ศิษย์จึงร่วมกันซื้อที่ดินถวายเป็นที่พักปฏิบัติธรรม ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดใน พ.ศ. 2521 แต่ประกาศตั้งวัดใน พ.ศ. 2527 หลังท่านมรณภาพแล้ว การเริ่มใช้พื้นที่ปฏิบัติธรรมกับการตั้งวัดอย่างเป็นทางการจึงเป็นคนละช่วงของประวัติเดียวกัน

ในเรื่องเล่าของผู้ศรัทธายังมีเหตุการณ์เมื่อท่านอาพาธ เรื่องเล่าระบุว่า ครั้งหนึ่งเกิดโรคระบาดและท่านก็ป่วยด้วย กลางคืนท่านฝันเห็นหลวงพ่อบ้านแหลมนำน้ำมนต์มาให้ เมื่อตื่นจึงปฏิบัติตามนิมิต และเล่ากันว่าหายป่วยในเวลาต่อมา เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าทางศรัทธา ไม่ใช่วิธีรักษาที่ใช้แทนการพบแพทย์

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเจ้าแม่กวนอิมและเทศกาลกินเจว่า หลวงปู่โต๊ะอาพาธในช่วงเทศกาลหลายปี ก่อนตั้งใจถือเจทุกปีแล้วอาการดีขึ้น ต่อมาท่านสวมจีวรแบบฝ่ายมหายานนั่งภาวนาในเวลากลางคืนช่วงถือเจ และเล่ากันว่าเจ้าแม่กวนอิมมาสอนธรรมในสมาธิ เรื่องนี้สืบต่อในหมู่ศิษย์ชาวจีนด้วย

ในวงการพระเครื่อง หลวงปู่โต๊ะโดดเด่นจากพระปิดตาหลายสาย เช่น จัมโบ้ ปลดหนี้ และหลังเต่า นอกจากนี้ยังมีพระผงแช่น้ำมนต์ พระสมเด็จ พระกริ่ง เหรียญ และวัตถุมงคลอื่น คำว่า “พระปิดตาหลวงปู่โต๊ะ” จึงไม่ได้หมายถึงรุ่นเดียว แต่เป็นกลุ่มใหญ่ที่ครอบคลุมหลายปี วัตถุประสงค์ แม่พิมพ์ และมวลสาร รูปทรงคล้ายกันไม่สามารถพิสูจน์ว่าเป็นรุ่นเดียวกันหรือสร้างในชีวิตท่าน

ข้อมูลแต่ละรุ่นต้องระบุว่าใครเป็นผู้ขออนุญาตหรือจัดสร้าง สร้างเพื่อกิจใด ปีใด ใครแกะแม่พิมพ์ ใช้เนื้ออะไร จำนวนเท่าใด หลวงปู่โต๊ะมีส่วนในขั้นตอนไหน แจกหรือเปิดให้บูชาอย่างไร และองค์พระมีประวัติการครอบครองต่อเนื่องหรือไม่ จัมโบ้ ปลดหนี้ หลังเต่า และพระอนุสรณ์ภายหลังต่างมีประวัติการสร้างของตนเอง แม้เรียกรวมว่าพระปิดตาหลวงปู่โต๊ะ ก็ไม่ได้หมายถึงปีหรือคราวสร้างเดียวกัน

ในช่วงปัจฉิมวัย ท่านอาพาธด้วยความชราและสุขภาพอ่อนลง ประวัติไทยระบุว่าอาพาธหนักครั้งสุดท้ายในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 และมรณภาพอย่างสงบเวลา 9.55 น. วันที่ 5 มีนาคม หลังจากนั้นได้รับพระราชทานเกียรติยศศพเป็นกรณีพิเศษ ตั้งศพที่ศาลา 100 ปี วัดเบญจมบพิตร ได้รับพระราชทานโกศโถ ฉัตรเบญจา และพระบรมราชานุเคราะห์ในงานบำเพ็ญกุศล 7 วัน 50 วัน และ 100 วัน ตลอดจนวาระอื่น ๆ

แหล่งภาษาจีนแห่งหนึ่งระบุวันมรณภาพเป็น 5 เมษายน พ.ศ. 2524 ต่างจากฐานข้อมูลพระสงฆ์ไทยและชีวประวัติที่ระบุวันที่ 5 มีนาคมอยู่หนึ่งเดือน

การเก็บ ความเห็น และห้องร่วมพิจารณา ต้องเป็นสมาชิกทั่วไปที่ผ่านแล้ว การอ่านไม่ต้องสมัคร สมัครเป็นผู้อ่าน