กลับไปเกจิ

หลวงปู่ศุข เกสโร

หลวงปู่ศุข เกสโรและวัดปากคลองมะขามเฒ่า

หลวงปู่ศุข เกสโรและวัดปากคลองมะขามเฒ่า

พระครูวิมลคุณากร ฉายา เกสโร หรือที่รู้จักกันว่า “หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า” เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดปากคลองมะขามเฒ่าและอดีตเจ้าคณะอำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ประวัติส่วนใหญ่ระบุว่าเกิดใน พ.ศ. 2390 ที่บ้านมะขามเฒ่า และมรณภาพเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2466 โดยทั่วไปนับสิริอายุ 76 ปี 54 พรรษา วันเดือนเกิดยังมีหลายข้อมูล อีกฉบับระบุอายุ 79 ปี ซึ่งไม่สอดคล้องกับปีเกิดและปีมรณภาพที่ให้ไว้ อายุ 76 ปีจึงเป็นตัวเลขที่พบโดยทั่วไปในชีวประวัติ

วัยเด็กและการศึกษาในสมณเพศ

ชีวประวัติรุ่นหลังเรียกนามเดิมว่าศุข บิดาชื่อน่วม มารดาชื่อทองดี นามสกุลพบทั้ง “เกศเวช” และรูปที่ลูกหลานใช้ภายหลังว่า “เกศเวชสุริยา” กล่าวกันว่าท่านเป็นบุตรชายคนโตในพี่น้องเก้าคน ครอบครัวทำไร่ ทำสวน หรือค้าขายขนาดเล็ก เรื่องวัยเด็กมีสองแนวหลัก แนวหนึ่งว่าราวเจ็ดขวบถูกนำไปฝากเรียนภาษาไทยและอักษรขอมที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า อีกแนวหนึ่งว่าลุงแฟงซึ่งไม่มีบุตรรับไปเลี้ยงที่บางเขน พระนคร เรื่องทั้งสองอาจกล่าวถึงคนละช่วงวัย แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าท่านออกจากบ้านและเริ่มเรียนในวัดเมื่อใด

ประวัติที่หน่วยงานท้องถิ่นเก็บรวบรวมไว้ระบุว่า ท่านไปอยู่กับลุงแฟงที่บางเขนเมื่ออายุประมาณ 10 ขวบ ครั้นอายุ 18 ปีได้แต่งงานกับสมบุญ ทั้งคู่ทำสวนเลี้ยงชีพและมีบุตรชายชื่อสอน เอกสารเดียวกันเรียงชื่อน้องทั้งแปดคนว่า อ่ำ รุ่ง ไข่ สิน มี ขำ พลอย และหลวงพ่อปลื้ม โดยใช้นามสกุลว่าเกษเวช และระบุว่าลูกหลานบางคนใช้เกษเวชสุริยา

บางฉบับกล่าวว่าเมื่อเป็นหนุ่มท่านเคยมีครอบครัวและบุตรหนึ่งคนก่อนบวช ขณะที่อีกกลุ่มย่อเพียงว่าออกจากวัดเมื่ออายุสิบแปด แล้วอุปสมบทเมื่ออายุยี่สิบหรือยี่สิบสองปี แกนที่พบร่วมกันคือ ท่านเข้าสู่สมณเพศราว พ.ศ. 2412 ในพื้นที่บางเขน–นนทบุรี และอยู่ศึกษากับพระอธิการเชย จนฺทสิริ ที่วัดโพธิ์ทองล่าง เรื่องพระอุปัชฌาย์มีสองแบบ ประวัติทั่วไปเรียกพระอธิการเชยว่าเป็นพระอุปัชฌาย์ แต่อีกฉบับที่ถ่ายทอดคำบอกเล่าของศิษย์ระบุว่า ท่านอุปสมบทที่วัดโพธิ์บางเขนโดยมีพระครูปัญญา เอี่ยมธรรม เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วจึงไปเรียนกับพระอธิการเชยที่วัดติดกัน ทั้งสถานที่บวชและชื่อพระอุปัชฌาย์จึงยังต่างกัน โดยยังไม่มีทะเบียนอุปสมบทต้นฉบับมายุติข้อแตกต่างนี้

ประวัติท้องถิ่นฉบับนี้ระบุอีกว่า ท่านอุปสมบทเมื่ออายุ 25 ปี ที่วัดโพธิ์บางเขน มีพระครูเชย จนฺทสิริ เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระถายมเป็นพระคู่สวด ลุงแฟงออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนบิดามารดาไม่ได้มาร่วมพิธีเพราะการเดินทางลำบาก จากชัยนาทถึงกรุงเทพฯ ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองถึงสามวัน ฉบับนี้ยังอธิบายว่าวัดโพธิ์บางเขนเปลี่ยนชื่อภายหลังเป็นวัดโพธิ์ทองล่าง ต่างจากอีกเรื่องที่กล่าวถึงวัดสองแห่งอยู่ติดกัน จึงมีข้อมูลอายุเมื่ออุปสมบททั้ง 20, 22 และ 25 ปี รวมทั้งเรื่องชื่อวัดที่เล่าต่างกัน

หลังอุปสมบท มีประวัติกล่าวถึงการเรียนพระปริยัติธรรมที่วัดสามง่ามและวัดชนะสงครามในกรุงเทพฯ ตลอดจนการออกธุดงค์พบครูหลายสำนัก บุคคลที่ปรากฏในเรื่องการศึกษาและแลกเปลี่ยนความรู้ ได้แก่ หลวงอินทร์ วัดไทรม้าใต้ พระสังวรานุวงศ์เถร (เอี่ยม) วัดพลับ และหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ชีวประวัติแต่ละฉบับให้รายละเอียดเรื่องระยะเวลาและวิชาที่เรียนไม่เท่ากัน การรู้จักแลกเปลี่ยนวิชากับการอยู่ศึกษาเป็นศิษย์เป็นเวลานานจึงเป็นความสัมพันธ์คนละลักษณะ

กลับบ้านและพัฒนาวัด

ราว พ.ศ. 2435 ท่านกลับถิ่นชัยนาท ประวัติกล่าวว่าวัดอู่ทองเดิมตั้งลึกเข้าไปทางคลองมะขามเฒ่าและชำรุดเกินกว่าจะซ่อมได้สะดวก ท่านจึงค่อย ๆ ย้ายศูนย์กิจกรรมออกสู่บริเวณปากคลองซึ่งเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยา เริ่มจากสร้างกุฏิหนึ่งหลัง ก่อนขยายพุทธาวาส สังฆาวาสและสิ่งสาธารณะ กลายเป็นวัดปากคลองมะขามเฒ่า ชื่อวัดมาจากตำแหน่งปากคลองและเรื่องต้นมะขามเก่าแก่ริมแม่น้ำ เมื่อกุฏิและสิ่งสาธารณะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น วัดริมทางน้ำแห่งนี้ก็เป็นที่ทำบุญ ศึกษา และพบปะแลกเปลี่ยนความรู้

สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชัยนาทระบุว่ามณฑปเริ่มสร้างใน พ.ศ. 2456 แต่ยังไม่แล้วเสร็จเมื่อหลวงปู่มรณภาพ ภายหลังทางจังหวัดจึงบูรณะขึ้นมา งานช่วงปลายชีวิตส่วนนี้จึงไม่ได้เสร็จสมบูรณ์ในสมัยท่าน

ตำรายาและผู้สืบทอด

หน้าที่ของวัดไม่ได้มีเพียงพิธีกรรม บทความของกระทรวงวัฒนธรรมอธิบายว่า วัดอู่ทองและวัดปากคลองมะขามเฒ่าเคยเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนพระธรรม กรรมฐาน สมุนไพร การต้มยา เป่าพ่น จับเส้น อักขระ และความรู้พื้นบ้าน เพราะเดินทางทางน้ำได้สะดวก ตำรับยาบางส่วนเป็นลายมือหลวงปู่ บางส่วนศิษย์จดตามคำบอก ภายหลังยังติดตามสายผู้ครอบครองตำราได้ราวสิบเอ็ดราย ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมรวบรวมข้อมูล ผู้รับถ่ายทอดโดยตรงเหล่านี้เสียชีวิตหมดแล้ว เหลือทายาทเก็บเอกสารไว้ ตำราเหล่านี้มีคุณค่าในฐานะมรดกภูมิปัญญา ไม่ได้หมายความว่าคำกล่าวรักษามะเร็ง เบาหวาน อัมพฤกษ์ หรือโรคอื่นผ่านการทดลองทางคลินิกสมัยใหม่แล้ว

รายชื่อผู้สืบทอดที่กระทรวงวัฒนธรรมกล่าวถึง ได้แก่ หลวงพ่อบุญญัง วัดหนองน้อย อาจารย์กลับ แสงเขียว อดีตเจ้าอาวาสวัดดอนตาล อาจารย์พร แสงเขียว อาจารย์เสร็จ ฉิมดี อาจารย์เนตร เพ่งกลิ่น อาจารย์ดำ ปรีชาจารย์ และขุนเธียรแพทย์เชื้ออภัย ชื่อเหล่านี้เป็นร่องรอยของสายการถ่ายทอดสมุนไพรและตำรายา

กรมหลวงชุมพรและจิตรกรรมในวัด

พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงเป็นศิษย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดพระองค์หนึ่งของหลวงปู่ศุข ข่าวราชการจังหวัดกล่าวว่าพระองค์ทรงศรัทธาและฝากพระองค์เป็นศิษย์ ภายในวัดยังมีภาพถ่าย สิ่งของ และจิตรกรรมที่ทรงเขียนร่วมกับข้าราชบริพาร กรมศิลปากรบันทึกว่า จิตรกรรมบริเวณผนังหุ้มกลองหน้าพระประธานราว พ.ศ. 2464 แสดงพุทธประวัติตอนมารผจญ ส่วนด้านล่างเป็นตอนนางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส ผสมเทคนิคไทยกับแสงเงาตะวันตก มีหม่อมเจ้าจารุภัตรา อาภากร พระธิดาองค์โต และข้าราชบริพารร่วมเขียน

ปีที่เขียนภาพยังมีข้อมูลต่างกัน กรมศิลปากรกำหนดภาพผนังด้านหน้าราว พ.ศ. 2464 ส่วนสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชัยนาทกล่าวถึงปี พ.ศ. 2433 บนผนังด้านใต้ ทั้งสองกล่าวถึงผนังคนละด้าน จึงยังรวมเป็นปีเดียวสำหรับจิตรกรรมทั้งอุโบสถไม่ได้

ด้านข้างภาพมีจารึกอักษรขอมบทชัยมงคลคาถาหรือพาหุง และมีข้อความไทยลงชื่อผู้เขียน เรื่องความผูกพันระหว่างพระอาจารย์กับศิษย์ยังเล่าสืบกันผ่านตำนานหลายเรื่อง ทั้งการเสกหัวปลีเป็นกระต่าย การทดลองปืน การหายตัว และการถ่ายทอดวิชาให้กรมหลวงชุมพรจนหมดสิ้น เรื่องเหล่านี้ปรากฏในคำบอกเล่าและชีวประวัติรุ่นหลัง กรมหลวงชุมพรยังทรงรักษาผู้ป่วยและรวบรวมตำรายาในพระนาม “หมอพร” ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับสายสมุนไพรของพระอาจารย์ แต่ยังยืนยันไม่ได้ว่าทุกตำรับที่ทรงรวบรวมมาจากหลวงปู่ศุขโดยตรง

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าในท้องถิ่นว่า ท่านเสกใบไม้เป็นตัวต่อ ตัวแตน และเสกก้านกล้วยเป็นงู เรื่องเหล่านี้เล่าสืบต่อกันร่วมกับตำนานหัวปลีกลายเป็นกระต่ายขาว เป็นส่วนหนึ่งของอภินิหารที่ผู้คนจดจำเกี่ยวกับท่าน

อีกตำนานเล่าว่าเรือของกรมหลวงชุมพรขัดข้องจึงจอดที่วัด ขณะนั้นเด็กวัดเก็บหัวปลีมากองไว้ หลวงปู่ศุขเสกให้เป็นกระต่ายขาว แล้วลูบให้กลับเป็นหัวปลี พระองค์จึงประทับต่อ เรื่องเล่าสืบไปถึงวันรุ่งขึ้นว่า พลทหารชื่อจ๊อกกลายเป็นจระเข้ ก่อนที่หลวงปู่จะทำให้กลับเป็นมนุษย์ดังเดิม

พระเครื่องและเครื่องราง

วัตถุมงคลร่วมสมัยของหลวงปู่ศุขมีมากกว่าชนิดเดียว วงการกล่าวถึงพระพิมพ์สี่เหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก พระปิดตา พระหล่อ ตะกรุด ผ้ายันต์ และเครื่องรางจารอักขระ วัสดุมีทั้งดิน ผง ชินตะกั่ว ทองแดงและโลหะผสม อีกทั้งมีแบบจารและไม่จาร หลักอ้างอิงทางการที่สำคัญคือพระพิมพ์ปางสมาธิในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี ซึ่งกรมศิลปากรเรียกตามวงการว่า “พิมพ์แจกแม่ครัว” กำหนดอายุโดยประมาณ พ.ศ. 2460–2463 และระบุว่าพระครูจากวัดปากคลองมะขามเฒ่ามอบให้พิพิธภัณฑ์เก็บเป็นสมบัติชาติ ส่วนเหตุที่เรียกแจกแม่ครัวนั้น กรมศิลปากรเขียนชัดว่าเป็นเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมา

พระองค์ในพิพิธภัณฑ์ยืนยันว่ามีตัวอย่างซึ่งมีสายการเก็บรักษาชัดเจน แต่ไม่ทำให้พระคล้ายกันทุกองค์ในตลาดแท้ ชื่อ “ประภามณฑล” “สี่เหลี่ยม” และ “แจกแม่ครัว” ถูกใช้ซ้อนกัน และยังแบ่งตามเนื้อ ซุ้มรัศมี เส้นกรอบ กับการจาร การพิจารณาพระรายองค์จึงอาศัยขนาด น้ำหนัก องค์ประกอบวัสดุ รายละเอียดแม่พิมพ์ รอยจาร ที่มาจากพิพิธภัณฑ์หรือกรุเก่า และสิ่งพิมพ์แรกที่ใช้ชื่อพิมพ์ ประกอบกัน รูปเหมือนหรือคำรับประกันของร้านค้าไม่อาจแทนสายที่มาได้

อีกตำนานหนึ่งผูกพระพิมพ์สี่เหลี่ยมประภามณฑลรุ่นแรกกับงานศพมารดา โดยกล่าวว่าท่านแจกผู้มาช่วยงานและเด็กในท้องถิ่น เรื่องนี้แพร่หลายแต่ยังต้องเทียบหนังสืออนุสรณ์ยุคต้น ไม่ควรนำไปรวมกับข้อมูลวัตถุชิ้นหนึ่งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจนกลายเป็นข้อสรุปเดียวกัน ตะกรุด ผ้ายันต์ และเครื่องรางแต่ละชิ้นมีประวัติการสร้างและการครอบครองของตนเอง ที่มาเหล่านี้จึงสำคัญต่อการพิจารณาว่าท่านทำด้วยตนเองหรือไม่

พระหลวงปู่ศุขมีชื่อเสียงมายาวนานทั้งในไทยและวงการสะสมภาษาจีน พร้อมเรื่องเล่าด้านคุ้มครอง แคล้วคลาด และคงกระพันที่ถ่ายทอดกันในหมู่ผู้ศรัทธา ในตลาดมีทั้งวัตถุมงคลยุคต้น รุ่นอนุสรณ์ภายหลัง ของเลียนแบบ และของที่ระบุชื่อวัดคลาดเคลื่อน การพิจารณาแต่ละองค์จึงยังต้องอาศัยประวัติการสร้างและการครอบครอง

ตำนานช้างใต้กะลา

เล่ากันว่า พ่อค้าช้างจากภาคเหนือมาพักที่วัด เมื่อยิงนกไม่ได้ก็ใช้อาคมถากเสาศาลาเป็นฟืน หลวงปู่ศุขจึงย่อช้างของพวกเขาแล้วซ่อนไว้ใต้กะลา พ่อค้าตามหาเท่าไรก็ไม่พบ จึงมาขอความช่วยเหลือจากท่าน ครั้นยอมรับผิดและชดใช้ค่าเสา ท่านจึงคืนช้างให้มีขนาดดังเดิม

การเก็บ ความเห็น และห้องร่วมพิจารณา ต้องเป็นสมาชิกทั่วไปที่ผ่านแล้ว การอ่านไม่ต้องสมัคร สมัครเป็นผู้อ่าน