หลวงปู่สินแห่งวัดละหารใหญ่
หลวงปู่สิน ภทฺทาจาโร เป็นพระเกจิอาจารย์แห่งวัดละหารใหญ่ อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง วัดนี้มีชื่อเรียกในหมู่นักสะสมภาษาจีนว่า 屈啦霞曳 ท่านมีความผูกพันในฐานะศิษย์กับหลวงปู่ทิมแห่งวัดละหารไร่ หรือ 屈啦霞麗 ซึ่งอยู่ใกล้กัน แม้ชื่อคล้ายกัน แต่ทั้งสองเป็นคนละวัด มีเจ้าอาวาสและสายสืบทอดของตนเอง
ท่านมีชื่อเดิมว่า สิน สุขมาก บิดาชื่อเซี้ย มารดาชื่อจัน เป็นครอบครัวชาวนาในตำบลหนองบัว อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ประวัติและบันทึกงานมุทิตาจิตในเวลาต่อมาระบุวันเกิดเป็นวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2471 ส่วนวันเดือนปีที่ตรงกันในคริสต์ศักราชยังต้องอาศัยหลักฐานการเกิดยุคแรกเพื่อยืนยัน
ตามประวัติ เมื่ออายุราวเจ็ดปีท่านเข้าเรียนภาษาไทยและอักษรขอมที่โรงเรียนประชาบาลละหารใหญ่ ซึ่งหลวงพ่อเพ่ง สาสโน อดีตเจ้าอาวาสวัดละหารใหญ่เป็นผู้ก่อตั้งและสอน ท่านได้เรียนรู้พระพุทธศาสนาตั้งแต่เด็ก เมื่อเรียนจบก็ออกมาช่วยครอบครัวทำนา ต่อมาเมื่ออายุราวยี่สิบปีเข้ารับราชการทหารสองปี ก่อนกลับบ้านและเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์
อุปสมบทและเรียนรู้จากครูอาจารย์
ท่านอุปสมบทใน พ.ศ. 2494 ได้รับฉายาว่า ภทฺทาจาโร ประวัติที่เผยแพร่กันหลายฉบับระบุสถานที่เป็นวัดละหารไร่ โดยมีหลวงพ่อลัด หรือรัตน์ แห่งวัดหนองกระบอกเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการเพ่ง สาสโน แห่งวัดละหารใหญ่เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูเกลี้ยงเป็นพระอนุสาวนาจารย์ แต่ละรูปจึงมีหน้าที่เฉพาะในพิธีอุปสมบท
ปีอุปสมบทปรากฏค่อนข้างตรงกัน แต่วันที่มีทั้ง 14 กรกฎาคมและ 6 กรกฎาคม บางฉบับระบุวันต่างกันภายในเรื่องเดียว นอกจากนี้ยังมีประวัติอีกฉบับระบุวัดละหารใหญ่แทนวัดละหารไร่ ทั้งวันและสถานที่จึงยังต้องตรวจสอบกับทะเบียนอุปสมบทในสมัยนั้น
การศึกษาของท่านไม่ได้มีเฉพาะหลวงปู่ทิม หลวงพ่อเพ่งเป็นทั้งครูในวัยเด็กและพระอาจารย์ที่ท่านใกล้ชิดหลังบวช ส่วนหลวงพ่อลัดถ่ายทอดวิชาแพะ สายวิชานี้สืบจากหลวงพ่ออ่ำมายังหลวงพ่อลัด แล้วจึงถึงหลวงปู่สิน เป็นการรับช่วงตำรับของวัดหนองกระบอกผ่านครูผู้ถ่ายทอด
วัดทั้งสองอยู่ใกล้กัน ท่านจึงไปอุปัฏฐากและเรียนวิชากับหลวงปู่ทิมที่วัดละหารไร่อยู่เสมอ หลวงพ่อสาครแห่งวัดหนองกรับก็ศึกษาในสำนักเดียวกัน และเป็นสหธรรมิกสำคัญในช่วงชีวิตการเรียนรู้ของท่าน
เรื่องการเรียนวิชาเล่าว่า หลังฉันเพลหลวงปู่ทิมจะถ่ายทอดคาถาทีละบท หลวงปู่สินต้องท่องจำให้ได้ก่อน ครูจึงสอนบทต่อไป ท่านค่อย ๆ เรียนและฝึกฝนตามลำดับเช่นนี้อยู่เป็นเวลาแปดปี
งานวัดและการเกื้อกูลชุมชน
ชีวประวัติยังกล่าวถึงข้อวัตรของท่านว่า ในช่วงเข้าพรรษาท่านทำวัตรเช้าเย็นอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นกิจที่พระสงฆ์พึงปฏิบัติ เมื่อญาติโยมมาขอให้เจิมรถ สะเดาะเคราะห์ หรือถวายสังฆทาน ท่านก็ต้อนรับ และหากไม่อาพาธก็รับนิมนต์ไปร่วมพิธีพุทธาภิเษก
ตามประวัติ เมื่อหลวงพ่อเพ่งมรณภาพใน พ.ศ. 2508 ทายกทายิกาเสนอให้หลวงปู่สินรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดละหารใหญ่ ท่านจึงรับภาระดูแลงานวัดต่อมา
วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568 มหาเถรสมาคมมีมติที่ 348/2568 อนุมัติให้ท่านเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดระยอง เอกสารระบุว่าท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดละหารใหญ่และมีวุฒินักธรรมเอก ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของการศึกษานักธรรม
ท่านยังเกื้อกูลวัดอื่นด้วย ในงานฉลองอายุ 90 ปี วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ท่านมอบเงินสองล้านบาทให้วัดบ้านค่ายเพื่อสร้างกุฏิ
ในวันนั้น พระเทพสิทธิเวที เจ้าคณะจังหวัดระยองเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยองเป็นประธานฝ่ายฆราวาส พระสงฆ์ ข้าราชการ และประชาชนมาร่วมงานนับพัน ทั้งร่วมสรงน้ำขอพรและต่อแถวรับวัตถุมงคลที่จัดไว้เป็นที่ระลึก จึงเป็นงานที่สะท้อนสายสัมพันธ์ของวัดกับชุมชนระยองด้วย
วันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2563 ท่านร่วมอธิษฐานจิตพญาครุฑรุ่น เฮง ฮก ลก ซิ่ว ของศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 2 และเป็นหนึ่งในพระอาจารย์ที่มอบแผ่นจารให้โครงการ การจัดสร้างครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสมทบทุนเปลี่ยนสายไฟรอบลานฝึกและซื้ออุปกรณ์ฝึกอบรม ท่านจึงช่วยสนับสนุนการระดมทุนด้วยการร่วมปลุกเสกวัตถุมงคล
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 บุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดระยองไปถวายมุทิตาสักการะในวาระอายุ 96 ปี ณ วัดละหารใหญ่ บันทึกกิจกรรมของหน่วยงานระบุฐานะเจ้าอาวาสของท่านไว้ด้วย
ในงานอายุ 96 ปีครั้งนั้น ลูกศิษย์จัดโรงทานและบริการตัดผมฟรี พร้อมแจกขุนแผนรุ่น 8 รอบเป็นที่ระลึก รายงานในวันงานเล่าว่ามีผู้เข้าแถวรอรับจำนวนมาก วัตถุมงคลหมดภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง และผู้ที่ไม่ได้รับบางส่วนมีปากเสียงกับผู้แจก
ใน พ.ศ. 2567 วัดละหารใหญ่จัดพิธีพุทธาภิเษกและระดมทุนพระขุนแผนในวาระครบ 8 รอบ 72 พรรษาของหลวงปู่สิน รายงานระบุว่ารายได้มีเป้าหมายสมทบก่อสร้างศาลาอนุสรณ์ 8 รอบ ใช้งบประมาณ 1.8 ล้านบาท และหากมีเงินเหลือจึงนำไปบูรณะถาวรวัตถุภายในวัดที่ทรุดโทรมตามกาลเวลา นี่คือวัตถุประสงค์ของการระดมทุนที่ประกาศไว้ มิใช่บันทึกว่าศาลาสร้างเสร็จ ได้เงินครบ หรือการบูรณะแล้วเสร็จ
วัตถุมงคลและเรื่องเล่าของผู้ศรัทธา
ข้อมูลนักสะสมกล่าวถึงเหรียญรูปเหมือน พระปิดตา พระขุนแผน แพะ และหนุมาน พร้อมทั้งระบุเหรียญเสมา พ.ศ. 2540–2541 เหรียญหลังเต่า พ.ศ. 2546 และขุนแผน พ.ศ. 2549 เป็นตัวอย่าง ข้อมูลเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นในการศึกษารายรุ่น การสั่งสร้าง การร่วมปลุกเสก และการทำด้วยตนเองเป็นคนละบทบาท ส่วนประวัติบุคคลไม่อาจใช้ตัดสินพระแท้พระเก๊เป็นรายองค์ได้
ในหมู่ผู้ศรัทธามีเรื่องเล่าถึงประสบการณ์คุ้มครองภัย ผู้แขวนวัตถุมงคลของท่านบางรายเล่าว่ารถพลิกคว่ำสามถึงสี่ตลบแต่ตนไม่เป็นอันตราย อีกเรื่องหนึ่งกล่าวถึงการอาราธนาเหรียญรูปเหมือนมาทำน้ำมนต์ขับไล่ผี เรื่องเหล่านี้ยังเล่าต่อกันในหมู่ผู้ศรัทธา
ผู้ศรัทธาอีกรายเล่าว่า เดิมตนยังไม่คุ้นเคยกับหลวงปู่สินนัก จึงกำแพะของท่านไว้แล้วอธิษฐานว่า หากถูกหวยจะกลับมาบูชาเพิ่มหนึ่งร้อยตัว เขาเล่าว่าต่อมาถูกหวยจริง จึงทำตามที่ตั้งใจไว้ และนำแพะไปแจกญาติ เพื่อน และเพื่อนร่วมงาน เพื่อแบ่งปันความศรัทธาที่มีต่อหลวงปู่
คำสอนที่มีผู้ถ่ายทอดไว้เน้นการรักษาศีลห้า การทำความดี และไม่อาศัยวัตถุมงคลไปเบียดเบียนผู้อื่น ท่านเห็นว่าความศรัทธาช่วยให้คนมีกำลังใจ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค แต่การแขวนพระไม่ได้หมายความว่าจะพ้นจากอันตรายเสมอไป การเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงควรดำเนินควบคู่กับความดีในชีวิตประจำวัน
งานมุทิตาจิตอายุ 98 ปี
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 มีงานมุทิตาสักการะหลวงปู่สินในวาระอายุ 98 ปี โดยบันทึกกิจกรรมครั้งนั้นระบุ 74 พรรษา และมีผู้ไปร่วมงานเขียนเล่าถึงการถวายมุทิตาจิตไว้