กลับไปเกจิ

หลวงปู่เผือก ปญฺญาธโร

หลวงปู่เผือกกับวัดกิ่งแก้วและเรื่องราวพระขุดสระ

หลวงปู่เผือกกับวัดกิ่งแก้วและเรื่องราวพระขุดสระ

ชื่อหลวงปู่เผือก ปญฺญาธโร แห่งวัดกิ่งแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ ผูกอยู่กับพระขุดสระในความทรงจำของนักสะสม และกับการเรียนหนังสือ การปฏิบัติธรรม และการร่วมแรงสร้างวัดในความทรงจำของชุมชน ท่านมีสมณศักดิ์ที่พระครูกรุณาวิหารี และรับผิดชอบวัดตั้งแต่เป็นเจ้าอาวาสจนมรณภาพเกือบหกสิบปี

นักสะสมชาวจีนรู้จักท่านในชื่อ 龍普丕, 龍普不, 龍婆丕 หรือ 龍婆不 ส่วนชื่อ 屈建嬌寺 และ 屈景嬌 หมายถึงวัดกิ่งแก้วแห่งเดียวกันในจังหวัดสมุทรปราการ

วัยเด็กกับวัดในชุมชนริมน้ำ

ชีวประวัติภาษาไทยส่วนใหญ่ระบุตรงกันว่า ท่านเกิดวันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2412 ตรงกับวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 9 ปีมะเส็ง ที่บ้านคลองสำโรง ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ บิดาชื่อนายทองสุข มารดาชื่อนางไข่ นามสกุลพบทั้งรูปขุมสุขทองและบุญสุขทอง ครอบครัวมีอาชีพทำนาทำไร่ มีบุตรแปดคน และเด็กชายเผือกเป็นคนที่ห้า รูปนามสกุลทั้งสองแบบยังเป็นข้อแตกต่างในประวัติที่สืบต่อกันมา

เมื่ออายุราว 13 ปี บิดานำไปฝากเรียนกับพระอาจารย์อิ่ม อินทสโร เจ้าอาวาสวัดที่ชาวบ้านเรียกวัดข้างหนองกิ่งไม้ ซึ่งต่อมาคือวัดกิ่งแก้ว และในเอกสารบางชุดพบชื่อวัดกิ่งไผ่ ท่านเรียนจนอ่านออกเขียนได้แล้วกลับไปช่วยครอบครัวเมื่ออายุประมาณ 15 ปี ครั้นอายุ 18 ปีถูกเกณฑ์เป็นทหารเรือประจำการอยู่สองปี ก่อนปลดกลับมาช่วยงานบ้านอีกระยะ

ประวัติวัดฉบับหนึ่ง ระบุปีสร้างไว้ที่ พ.ศ. 2428 เดิมชื่อวัดกิ่งไผ่ และเปลี่ยนชื่อหลังหม่อมแก้วอุปถัมภ์บูรณะ แต่ปีนี้ช้ากว่าช่วงที่คำนวณได้จากเรื่องเด็กชายเผือกเข้าเรียนเมื่ออายุ 13 ปี ยังไม่ชัดเจนว่าปีสร้างดังกล่าวหมายถึงการตั้งวัดครั้งแรกหรือการบูรณะขึ้นใหม่

การอุปสมบทและครูบาอาจารย์

เมื่ออายุ 21 ปี ราว พ.ศ. 2433 ท่านอุปสมบทที่วัดกิ่งแก้ว ได้ฉายา “ปญฺญาธโร” หมายถึงผู้ทรงไว้ซึ่งปัญญา ชีวประวัติระบุหลวงปู่ทองเป็นพระอุปัชฌาย์ และพระอาจารย์อิ่ม อินทสโรเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ผู้ทำหน้าที่สวดกรรมวาจาในพิธี ชื่อวัดราชโยธากับวัดลาดบัวขาวที่ปรากฏคู่กับหลวงปู่ทองไม่ได้หมายถึงคนละวัด ข้อมูลของสำนักงานเขตสะพานสูงระบุว่าเป็นชื่อของวัดเดียวกัน ส่วนรูปฉายาของหลวงปู่ทองและวันเดือนที่หลวงปู่เผือกอุปสมบทยังไม่แน่นอน

หลังอุปสมบท พระเผือกจำพรรษาที่วัดกิ่งแก้ว ศึกษาพระธรรมวินัย หลักบาลี หนังสือไทย อักษรขอม และวิปัสสนากัมมัฏฐานกับพระอาจารย์อิ่ม ชีวประวัติกล่าวว่าท่านเรียนเร็วและได้รับความไว้วางใจให้ช่วยดูแลงานวัดมากขึ้น เรื่องราวสายวิชายังเชื่อมวิชาผง ยันต์ และคาถาหลายอย่างเข้ากับพระอาจารย์อิ่ม อาจารย์ทอง และวัดราชโยธา แต่ไม่ได้ระบุครบทุกวิชาว่าเรียนเมื่อใด ใช้ตำราใด และได้รับถ่ายทอดจากครูท่านไหน

การครองวัดและหน้าที่คณะสงฆ์

พ.ศ. 2442 พระอาจารย์อิ่มมรณภาพ พระสงฆ์กับชาวบ้านพร้อมใจกันเสนอให้พระเผือกรับผิดชอบวัด และมีการขอตราตั้งจากฝ่ายการศาสนา แหล่งหนึ่งระบุว่าท่านมีอายุ 31 ปี พรรษา 9 ขณะที่การนับตามวันเกิดให้ประมาณ 30 ปี ในปีเดียวกันท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส พ.ศ. 2443 เป็นเจ้าคณะตำบลราชาเทวะ และ พ.ศ. 2446 เป็นพระสมุห์ในฐานานุกรมของพระครูสุนทรสมุทร (จ้อย) เจ้าคณะจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ จากการสอนผู้เรียนในวัด หน้าที่ของท่านจึงขยายไปถึงการปกครองสงฆ์และการอุปสมบทให้คนรุ่นหลัง

พ.ศ. 2480 ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูกรุณาวิหารี โดยประกาศปรากฏในราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2481 ชีวประวัติภายหลังยังระบุว่าใน พ.ศ. 2487 ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสงฆ์องค์การสาธารณูปการในอำเภอบางพลี การรวบรวมปัจจัยและวัสดุ ประสานความร่วมมือ และดูแลงานก่อสร้าง เป็นส่วนหนึ่งของงานเจ้าอาวาสที่ท่านทำต่อเนื่องมานาน

การสร้างวัดและการศึกษาในชุมชน

พื้นที่วัดกิ่งแก้วเดิมเป็นที่ลุ่ม มีคูคลองและสวนล้อมรอบ พอถึงฤดูฝนมักมีน้ำขัง เมื่อท่านรับหน้าที่เจ้าอาวาสจึงเริ่มบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ แหล่งชีวประวัติกล่าวถึงการสร้างหรือปรับปรุงพระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ พระพุทธชินราชจำลอง และถาวรวัตถุอื่น ชาวบ้านช่วยทั้งเงิน วัสดุ และแรงงาน

ด้านการศึกษา ท่านตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมสำหรับพระภิกษุสามเณร บางช่วงลงมือสอนเองและว่าจ้างครูที่มีความรู้จากกรุงเทพฯ มาช่วย อีกทั้งสนับสนุนโรงเรียนประชาบาลให้บุตรหลานในท้องถิ่นได้เรียนหนังสือ ท่านส่งเสริมการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานแก่พระ อุบาสก และอุบาสิกา

ชีวประวัติยังเล่ารายละเอียดการสร้างวัดว่า ระยะแรกมีผู้ช่วยไม่มาก ต่อมาชาวบ้านทยอยนำวัสดุ เงิน และแรงงานมาสมทบ พระประธานในอุโบสถเป็นพระพุทธชินราชจำลอง หน้าตักกว้างกว่าห้าศอก และงานก่อสร้างยังรวมถึงมณฑปด้วย วัดอยู่ท่ามกลางคลอง ทุ่งนา และสวน ผู้คนในสมัยนั้นเดินทางมาทางเรือเป็นหลัก การร่วมแรงสร้างวัดจึงเกิดขึ้นในวิถีชุมชนริมน้ำเช่นนี้

ข้อมูลวัดของ กศน.ตำบลราชาเทวะระบุว่าอุโบสถสร้างใน พ.ศ. 2465 และเริ่มสอนพระปริยัติธรรมใน พ.ศ. 2467 ส่วนศาลาการเปรียญ พ.ศ. 2507 และการสอนเด็กก่อนเกณฑ์ พ.ศ. 2511 เป็นพัฒนาการหลังหลวงปู่เผือกมรณภาพแล้ว สถานีอนามัยกับห้องสมุดประชาชนที่กล่าวถึงไม่ได้ระบุปีเริ่ม จึงยังนับเป็นผลงานของท่านโดยตรงไม่ได้

ศิษย์และสายสืบทอดของฆราวาส

ตามประวัติของศิษย์ หลวงพ่อทองสุข นกขมิ้นมาอยู่วัดตั้งแต่เด็ก แล้วอุปสมบทโดยมีหลวงปู่เผือกเป็นพระอุปัชฌาย์ ยังกล่าวถึงหลวงพ่อสินกับหลวงพ่อสุกซึ่งเป็นพี่น้องกัน และว่าหลวงพ่อสุกอยู่รับใช้ท่านช่วงปลายชีวิต หลวงพ่อสุกองค์นี้ไม่ใช่หลวงพ่อทองสุข

ประวัติหลวงพ่อทองสุขยังเล่าว่า หลังอุปสมบทครั้งแรกท่านพายเรือไปกราบหลวงปู่ทองที่วัดราชโยธา เดิมตั้งใจเพียงขอตะกรุด แต่เมื่อได้พบความเมตตาของครูจึงแวะไปกราบอยู่เสมอจนหลวงปู่ทองมรณภาพ

ต่อมาหลวงพ่อทองสุขลาสิกขา แล้วอุปสมบทใหม่ใน พ.ศ. 2503 โดยมีหลวงปู่ทอง วัดลาดกระบังเป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อแจ่มกับหลวงพ่อสิน วัดกิ่งแก้วเป็นคู่สวด จากนั้นหลวงปู่บุญมี วัดบางโฉลงนิมนต์ให้ไปครองวัดราษฎร์นิยมธรรมและสร้างอุโบสถ เมื่อเสร็จงานจึงกลับวัดกิ่งแก้ว เป็นงานที่ศิษย์ดำเนินต่อมาในช่วงหลังหลวงปู่เผือกมรณภาพแล้ว

สายสืบทอดยังมีคำเล่าถึงฆราวาสด้วย เรื่องเล่าที่ถ่ายทอดต่อมาระบุว่าอาจารย์ชะล่อมแห่งสมุทรปราการเป็นศิษย์หลวงปู่เผือก และเป็นครูของอาจารย์ชุ้น พยัคปะผู้สักยันต์ ลำดับการถ่ายทอดในเรื่องนี้จึงผ่านอาจารย์ชะล่อมมายังอาจารย์ชุ้น ส่วนอาจารย์ชุ้นเคยเรียนกับหลวงปู่เผือกด้วยตนเองอีกหรือไม่ เรื่องนี้ไม่ได้กล่าวไว้

ที่มาของพระขุดสระและเรื่องเล่ามวลสาร

ชื่อพระขุดสระมีที่มาจากเรื่องชาวบ้านร่วมแรงสร้างวัด เล่ากันว่า เมื่อท่านต้องการสร้างอุโบสถบนพื้นที่ต่ำ จึงขอแรงชาวบ้านขุดดินจากอีกส่วนหนึ่งของวัดไปถมพื้นที่ก่อสร้าง หลุมดินค่อย ๆ กลายเป็นสระเก็บน้ำ แล้ววัดทำพระผงแจกเป็นที่ระลึกและตอบแทนน้ำใจผู้มาช่วย จึงเกิดชื่อ “รุ่นขุดสระ” ปีสร้างพบทั้ง พ.ศ. 2460 และช่วง พ.ศ. 2460–2465 มีพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก และพิมพ์สามเหลี่ยมที่เรียกพิมพ์แจกแม่ครัว วันเริ่มงาน ลำดับการสร้างแต่ละพิมพ์ และจำนวนพระที่สร้างยังมีรายละเอียดไม่แน่นอน

นักสะสมมักอธิบายว่าเนื้อพระขุดสระเป็นผงพุทธคุณ สีขาวอมเหลือง บางองค์มีคราบน้ำตาล และมีว่านหรือผงต่าง ๆ ผสมอยู่ เรื่องเล่าสำนวนหนึ่งกล่าวว่าหลวงปู่ทอง วัดราชโยธามอบพระสมเด็จวัดระฆังชำรุดให้บดผสม อีกสำนวนกล่าวถึงผงศักดิ์สิทธิ์ที่หลวงปู่ทองได้รับมาจากสมเด็จโต โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นพระแตก เรื่องผงเก่าจึงเป็นส่วนหนึ่งของประวัติมวลสารที่นักสะสมให้ความสนใจ ส่วนพระแต่ละองค์มีส่วนผสมดังกล่าวจริงหรือไม่นั้น ลักษณะเนื้อที่คล้ายกันเพียงอย่างเดียวยังบอกไม่ได้

วัตถุมงคลอื่นและบริบทการสร้าง

วัตถุมงคลที่ผูกกับชื่อท่านมีมากกว่าพระขุดสระ ได้แก่พระปิดตาเนื้อว่านหรือผง พระสมเด็จฐานสามชั้น ห้าชั้น เก้าชั้น ตลอดจนรายละเอียดอกและหูต่างกัน พระนางพญา พระรัศมี พระพุทธชินราช พระโลหะ เหรียญรูปเหมือนสี่เหลี่ยมเนื้อฝาบาตร พระรูปเหมือนห้าเหลี่ยม รูปถ่าย ตะกรุด แหวน ลูกอม และผ้ายันต์ วัตถุแต่ละกลุ่มมีที่มาต่างกัน บางส่วนอาจเป็นงานของพระผู้ช่วย ศิษย์หรือวัดอื่นจัดสร้างแล้วนิมนต์ท่านร่วมพิธี และยังมีรุ่นอนุสรณ์หลังมรณภาพ

พระพุทธชินราชโลหะมีรายละเอียดอีกชุด บทความเกี่ยวกับการสะสม ระบุการเททองแบบโบราณใน พ.ศ. 2485 มีเนื้อทองผสมกับอัลปาก้า และพิมพ์สองเดือย ครึ่งซีก รวมถึงอกเลาหน้าอกเลาหลัง รูปทรงคล้ายพระพุทธชินราชอินโดจีนวัดสุทัศน์ในปีเดียวกัน แต่ความคล้ายไม่ทำให้เป็นพระรุ่นเดียวกันหรือพิธีเดียวกัน

วัตถุที่ใช้ชื่อหลวงปู่เผือกอาจมีที่มาต่างกันอย่างน้อยสี่แบบ คือวัดกิ่งแก้วสร้างขณะท่านยังมีชีวิต ศิษย์หรือเจ้าภาพสร้างแล้วนำมาให้ท่านอธิษฐานจิต วัดอื่นนิมนต์ท่านร่วมพิธี และของที่ระลึกหลัง พ.ศ. 2501 เช่นงานพระราชทานเพลิงหรือรุ่นอนุสรณ์ ปี ผู้จัด และวัตถุประสงค์จึงสำคัญพอ ๆ กับพิมพ์ เนื้อ ด้านหลัง ภาพยุคต้น และประวัติการครอบครอง รุ่นอนุสรณ์เป็นความระลึกถึงของศิษย์และผู้ศรัทธาในยุคหลัง ต่างจากวัตถุที่ท่านร่วมอธิษฐานจิตขณะยังมีชีวิต ความรู้สึกว่าเนื้อเก่าหรือคำบอกของผู้ขายอย่างเดียวไม่พอจะตัดสินพระรายองค์

ตะกรุดกับความทรงจำเรื่องงูในชุมชน

พรพรรณ สุคนธวงศ์เล่าในการสัมภาษณ์ท้องถิ่นว่า ชาวบ้านบางคนใช้ตะกรุดหลวงพ่อเผือกด้วยความเชื่อว่าจะช่วยกันงูได้ งานวิจัยยังมีภาพนง ช่วงนักคำแสดงตะกรุดที่คำบรรยายระบุว่าเป็นของหลวงพ่อเผือก โดยกำกับปี พ.ศ. 2557 (ค.ศ. 2014) นี่เป็นบันทึกความเชื่อและสิ่งของในช่วงเก็บข้อมูล ไม่ใช่ปีสร้างตะกรุด หลักฐานประสิทธิผลในการกันงู หรือคำรับรองความแท้ของวัตถุชิ้นนั้น

เรื่องอัศจรรย์ในพิธีพุทธาภิเษก

ท่านยังปรากฏในเรื่องอัศจรรย์ของพิธีต่างวัด เล่ากันว่าในพิธีวัดบางด้วน พ.ศ. 2493 โบสถ์สั่น วัตถุมงคลลอย และหลวงปู่เผือกลอยขึ้นขณะอธิษฐานจิต เรื่องนี้เป็นสำนวนหนึ่งที่ถ่ายทอดต่อมาในหมู่นักสะสม

อาพาธในบั้นปลายและมรณภาพ

ตามชีวประวัติ พ.ศ. 2496 ท่านเริ่มอาพาธที่กระเพาะปัสสาวะ ซึ่งในประวัติเรียกว่าโรคมะเร็ง และเข้ารับการผ่าตัดและรักษาในโรงพยาบาลนานกว่าสี่เดือน ก่อนกลับมาจำพรรษาที่วัดได้อีกราวสี่ถึงห้าปี วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2501 ท่านมรณภาพอย่างสงบ เมื่อคำนวณตามวันเกิดมีอายุ 88 ปี 7 เดือน 17 วัน แต่เอกสารไทยนิยมเขียน 89 ปี ส่วนพรรษาพบทั้ง 67 และ 69 ซึ่งยังไม่ลงตัวกับปีอุปสมบทที่ระบุไว้

เรื่องราวฉบับภาษาจีนอีกสำนวนหนึ่งระบุวันเกิดเป็น 12 เมษายนและอายุเมื่อมรณภาพ 87 ปี ต่างจากชีวประวัติภาษาไทยที่มักให้วันที่ 12 สิงหาคมและอายุ 89 ปี ทั้งยังใช้สมณศักดิ์ปะปนกับฉายา โดย ปญฺญาธโรเป็นฉายาของท่าน ส่วนพระครูกรุณาวิหารีเป็นสมณศักดิ์ที่ได้รับภายหลัง

ความระลึกถึงและมรดกในท้องถิ่น

ปัจจุบันแผนพัฒนาจังหวัดสมุทรปราการยังระบุเจดีย์หลวงปู่เผือกเป็นสถานที่ทางวัฒนธรรม และวัดราษฎร์นิยมธรรมมีประเพณีห่มผ้ารูปหลวงพ่อเผือกในวันอาสาฬหบูชา

สิ่งที่หลวงปู่เผือกทิ้งไว้จึงไม่ได้มีเพียงพระเครื่องที่ยังเปลี่ยนมืออยู่ในปัจจุบัน การศึกษาภายในวัด อาคารที่ชุมชนร่วมสร้าง และประเพณีระลึกถึงท่านในวัดอื่นล้วนผูกชื่อของท่านไว้กับชีวิตท้องถิ่น นักสะสมอาจเล่าเรื่องเมตตา โชคลาภ และแคล้วคลาด ขณะที่ชาวบ้านยังมีเรื่องขุดดินสร้างวัดและส่งลูกหลานเรียนหนังสือ

การเก็บ ความเห็น และห้องร่วมพิจารณา ต้องเป็นสมาชิกทั่วไปที่ผ่านแล้ว การอ่านไม่ต้องสมัคร สมัครเป็นผู้อ่าน