หลวงปู่นาค โสภโณ การศึกษาและสายวัดระฆัง
พระเทพสิทธินายก (นาค โสภโณ) หรือหลวงปู่นาค เป็นพระเถระผู้ปกครองวัดระฆังโฆสิตารามมายาวนานในคริสต์ศตวรรษที่ 20 วงการพระเครื่องจดจำท่านในสายการสร้างพระสมเด็จภายหลังยุคสมเด็จพระพุฒาจารย์โต ท่านมีพื้นเพจากโคราช เริ่มเรียนหนังสือในวัดเมื่อโรงเรียนสมัยใหม่ยังไม่แพร่หลาย ก่อนร่วมกองคาราวานเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่ยังเยาว์ ศึกษาบาลีควบคู่กับการปฏิบัติกรรมฐาน และต่อมาครองวัดระฆังประมาณ 47 ปี ชีวิตส่วนใหญ่ที่วัดแห่งนี้จึงผูกพันกับการสอน การดูแลวัด และการสร้างวัตถุมงคล
วัยเยาว์ที่โคราชและการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ
เอกสารชีวประวัติฉบับละเอียดระบุว่า ท่านมีนามเดิมว่า นาค มะเริงสิทธิ์ เกิดวันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2427 เวลา 19.10 น. ตรงกับขึ้น 10 ค่ำ เดือน 9 ปีวอก ที่บ้านปราสาท ตำบลจันอัด ซึ่งปัจจุบันคือตำบลเมืองปราสาท อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา บิดาชื่อนายป้อม มารดาชื่อนางสงวน แต่ฉบับถอดความบางแห่งเขียนว่านางสวน ท่านเป็นบุตรคนโตในพี่น้องร่วมบิดามารดาสี่คน นามสกุลมีทั้งรูป มะเริงสิทธิ์ และ มะเริงสิทธิ ซึ่งยังพบใช้ต่างกันในชีวประวัติ
ในยุคที่โรงเรียนสมัยใหม่ยังไม่แพร่หลาย เด็กชายต้องเรียนอ่านเขียนในวัด บิดามารดาจึงฝากนาคไว้กับพระครูสังฆวิจารย์ (มี) ผู้เป็นลุง ที่วัดบึงใกล้ประตูชุมพล เมืองนครราชสีมา ท่านเรียนภาษาไทย อักษรขอม และบาลี แล้วบรรพชาเป็นสามเณรราว พ.ศ. 2440 เมื่ออายุ 13 ปี การเรียนที่วัดบ้านเกิดเป็นจุดเริ่มต้นก่อนเข้าศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ และการดูแลสำนักเรียนก็เป็นงานสำคัญในชีวิตของท่านเมื่อได้เป็นเจ้าอาวาส
หลังบรรพชา สามเณรนาคร่วมกองคาราวานวัวต่างและเกวียนประมาณสามสิบคนเดินทางจากโคราชเข้ากรุงเทพฯ เส้นทางยังผ่านป่าดงพญาไฟหรือดงพญาเย็นและใช้เวลาหลายสัปดาห์ เมื่อถึงใกล้สระบุรีท่านป่วย จึงพักที่วัดทองพุ่มพวง อำเภอเสาไห้ โดยมีพระที่นั่นช่วยสอน และหลวงนิเทศผู้เป็นน้าซึ่งรับราชการเป็นนายอำเภอเสาไห้ช่วยอุปการะอยู่หลายเดือน เมื่อหายจึงเดินทางต่อและเข้าฝากกับพระอาจารย์เลื่อมที่วัดระฆัง กุฏิอยู่หน้าวัดใกล้ปากคลอง บริเวณซึ่งต่อมากลายเป็นโรงเรียนสตรีวัดระฆัง
การศึกษาบาลีและครูอาจารย์
พระอาจารย์เลื่อมเป็นครูด้านพระธรรมวินัยกับวิปัสสนา ส่วนพระธรรมไตรโลกาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร ณ อยุธยา ซึ่งภายหลังเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์) เจ้าอาวาสในขณะนั้นรับสามเณรไว้ในอุปการะ พระอาจารย์นวลจากวัดมหาธาตุมาช่วยสอนบาลี พ.ศ. 2442 เมื่ออายุ 15 ปี สามเณรนาคสอบแปลบาลีด้วยปากได้เปรียญธรรม 3 ประโยคต่อหน้าพระที่นั่ง และได้รับพระราชทานเครื่องไทยธรรมกับอัฏฐบริขาร ต่อมา พ.ศ. 2448 สอบได้ประโยค 4
ใน พ.ศ. 2448 เมื่ออายุครบ ท่านอุปสมบทในพระอุโบสถวัดระฆังและได้รับฉายา “โสภโณ” สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฤทธิ์) วัดอรุณราชวรารามเป็นพระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระวันรัต (ฑิตหรือดิษตามรูปสะกด) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระธรรมโกษาจารย์ (แพ) วัดสุทัศน์กับพระธรรมไตรโลกาจารย์แห่งวัดระฆังก็ร่วมพิธี โดยพระธรรมไตรโลกาจารย์เป็นผู้ให้โอวาท หลังอุปสมบทชีวประวัติงานศพระบุว่าสอบได้ประโยค 5 แล้วภาระวัดเพิ่มขึ้นจึงไม่สอบต่อ แต่หนังสืออนุสรณ์เจ้าอาวาสรูปหลังกล่าวว่าจบประโยค 6 จึงยังมีสองแนวทางในการระบุระดับการศึกษาบาลีสูงสุดของท่าน
ใน พ.ศ. 2502 หลวงปู่นาคยังมีชื่อเป็นกรรมการสภามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หนังสือที่สถาบันจัดพิมพ์เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมปีนั้น ระบุท่านในสมณศักดิ์พระเทพสิทธินายกแห่งวัดระฆัง พร้อมวุฒิเปรียญ 5 ประโยค บัญชีซึ่งพิมพ์ขณะท่านยังมีชีวิตจึงบันทึกทั้งบทบาทด้านการศึกษาคณะสงฆ์และคุณวุฒิประโยค 5 ส่วนข้อความในอนุสรณ์รุ่นหลังที่ระบุประโยค 6 ยังต้องตรวจเทียบกับบัญชีผลสอบต่อไป
ผลงานแปลชาดกสิบเรื่อง
งานด้านบาลีของหลวงปู่นาคยังปรากฏเป็นผลงานแปลหนังสือ นิบาตชาดก เล่ม 23 ภาคผนวก ซึ่งราชบัณฑิตยสภาจัดพิมพ์ใน พ.ศ. 2474 บัญชีผู้แปลระบุพระธรรมกิติ (นาค โสภโณ) วัดระฆัง ว่าแปลชาดกสิบเรื่อง ส่วนรายชื่อผู้แปลประจำเล่ม 4 ระบุชัดว่า ท่านแปลเรื่องที่ 161–170 เมื่อยังเป็นเปรียญ เรื่องที่ 151–160 ก่อนหน้านั้นเป็นผลงานของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ) แห่งวัดเดียวกัน ผู้เคยอุปการะท่าน การที่ทั้งสองมีชื่อรับผิดชอบเรื่องคนละช่วงในหนังสือเล่มเดียวกัน จึงเป็นร่องรอยงานหนังสือที่สืบเนื่องจากการศึกษาในสำนักวัดระฆัง
ชาดกทั้งสิบเรื่องเล่าถึงการบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติของพระโพธิสัตว์ มีทั้งเรื่องบุตรปุโรหิตที่ขยันเล่าเรียนจนรับตำแหน่งต่อจากบิดา พญาแร้งตอบแทนผู้มีพระคุณ ฤๅษีสอนงูกับพังพอนให้สามัคคีกัน และอาจารย์สอนศิษย์ให้เจริญเมตตาจิต อีกเรื่องเตือนถึงดาบสผู้ไว้วางใจช้างที่เลี้ยงไว้จนเป็นอันตรายแก่ตน ขณะที่เรื่องนกมูลไถกับเหยี่ยวกล่าวถึงการใช้ปัญญาให้พ้นภัย บทบาทของหลวงปู่นาคในงานชุดนี้คือผู้แปลชาดกเป็นภาษาไทย เรื่องอัศจรรย์ในชาดกจึงเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องพระโพธิสัตว์ ไม่ใช่เหตุการณ์ในชีวประวัติของท่านเอง
การสอนกรรมฐานและเรื่องเล่า
ระหว่างศึกษาประโยค 4–5 ท่านไปฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐานเพิ่มเติมกับสำนักวัดอรุณราชวรารามและวัดราชสิทธาราม ซึ่งมีชื่อเดิมว่าวัดพลับ ก่อนกลับมาเปิดสอนในศาลาการเปรียญวัดระฆัง ประวัติที่ศิษย์เรียบเรียงกล่าวถึงความเพียรในการฝึก และเล่าเหตุการณ์เกี่ยวกับสมาธิไว้สองเรื่อง
ตามเรื่องเล่าในชีวประวัติที่ศิษย์เรียบเรียง ผู้ปฏิบัติรายหนึ่งนั่งสมาธิสองวันไม่ฟื้น หลวงปู่นาคจึงตามจิตไปพบที่สุสานวัดดอนและเตือนให้กลับ ผู้ปฏิบัติจึงรู้สึกตัวที่ศาลาวัดระฆัง อีกเรื่องเล่าว่าท่านทราบว่าโยมมารดาป่วยทั้งที่ไม่มีผู้ส่งข่าว จึงนำยาไปช่วยที่โคราช ทั้งสองเรื่องได้รับการถ่ายทอดควบคู่กับความทรงจำเรื่องการปฏิบัติกรรมฐานของท่าน
การปกครองวัดและงานการศึกษา
เมื่อการศึกษาและงานสอนดำเนินไป หน้าที่ในวัดของท่านก็เพิ่มขึ้น ชีวประวัติระบุว่า พ.ศ. 2464 ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระธรรมกิติ หลังสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ) มรณภาพในช่วง พ.ศ. 2467 ท่านรับหน้าที่รักษาการเจ้าอาวาส และราว พ.ศ. 2468 ได้ปกครองวัดระฆังพร้อมดูแลสำนักเรียน ต่อมาท่านได้รับสมณศักดิ์ที่พระราชโมลีและพระเทพสิทธินายก สำหรับปีที่เลื่อนสมณศักดิ์ ฉบับถอดความจากชีวประวัติงานศพมีทั้ง พ.ศ. 2475 และ 2500 ตามลำดับ ขณะที่อีกแนวหนึ่งระบุ พ.ศ. 2474 และบางฉบับผูกปีนี้กับสมณศักดิ์ช่วงหลัง ลำดับปีส่วนนี้จึงยังมีข้อความต่างกัน
ท่านปกครองวัดประมาณ 47 ปี ครอบคลุมปลายยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 สงครามโลก และการขยายตัวของกรุงเทพฯ หลังสงคราม งานสำคัญคือรักษาการศึกษาบาลี จัดการสำนักเรียน ดูแลพระสามเณร เป็นพระอุปัชฌาย์ บูรณะอาคาร และรองรับผู้คนจากทั่วประเทศ พลเอกสนั่น มะเริงสิทธิ์ ผู้เป็นญาติรุ่นหลาน เล่าในคำไว้อาลัยว่าครอบครัวมาทำบุญอุทิศให้หลวงปู่นาคที่วัดอยู่เสมอ และยกย่องท่านว่าเป็นพระสงฆ์ชาวโคราชรูปแรกที่ได้รับสมณศักดิ์ชั้นเจ้าคุณ ข้อความนี้เป็นความทรงจำของครอบครัว
การศึกษาในบริเวณวัดระฆังค่อย ๆ ขยายไปถึงเด็กหญิงด้วย ประวัติโรงเรียนสตรีวัดระฆังระบุว่า เมื่อกองทัพเรือย้ายโรงพยาบาลชั่วคราวออกไป ได้มอบอาคารเดิมคืนแก่วัด ฝ่ายการศึกษาจึงหารือกับเจ้าอาวาสในขณะนั้นเพื่อปรับเป็นโรงเรียนสตรี เริ่มรับนักเรียนวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2457 ทำพิธีเปิดวันที่ 1 พฤศจิกายน และเริ่มสอนวันรุ่งขึ้น ก่อนหลวงปู่นาครับตำแหน่งเจ้าอาวาส โรงเรียนสตรีแห่งนี้กับสำนักเรียนบาลีที่ท่านดูแลในเวลาต่อมาจึงมีประวัติความเป็นมาต่างกัน
ผู้ร่วมงานและพระรุ่นหลัง
งานวัดไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของหลวงปู่นาคเพียงรูปเดียว ประวัติหลวงปู่หินที่เผยแพร่ภายหลังเล่าว่า เมื่อมาถึงวัดระฆังใน พ.ศ. 2478 ท่านสนทนาธรรมกับหลวงปู่นาคจนถูกอัธยาศัยและได้รับนิมนต์ให้อยู่ต่อ จากนั้นช่วยสอนกรรมฐานและงานก่อสร้าง ก่อนรับหน้าที่ดูแลคณะ 7 หลวงปู่หินมีประสบการณ์ปฏิบัติมาก่อนแล้ว ความสัมพันธ์ที่ปรากฏในประวัติจึงมีรายละเอียดของการร่วมสอน การก่อสร้าง และการดูแลคณะสงฆ์ในวัด
พระรุ่นหลังที่มีประวัติว่าได้เรียนกับหลวงปู่นาค ได้แก่พระธรรมธีรราชมหามุนี (เที่ยง อคฺคธมฺโม) หรือเจ้าคุณเที่ยง ผู้ต่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆัง ชีวประวัติระบุว่าท่านเรียนวิชาสายสมเด็จโตจากทั้งหลวงปู่นาคและหลวงปู่หิน และภายหลังได้รับนิมนต์ให้ร่วมพิธีปลุกเสกอยู่เสมอ พระเถระรูปนี้เป็นคนละท่านกับอาจารย์เที่ยง น่วมมานา อาจารย์ฆราวาสแห่งบ้านมีดี
ในด้านการอุปสมบท พระเทพประสิทธิคุณ (ประจวบ ขนฺติธโร) ซึ่งต่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆัง เป็นศิษย์อุปสมบทของหลวงปู่นาคด้วย เอกสารข่าวรัฐสภาระบุว่า ท่านอุปสมบทที่วัดระฆังเมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2503 โดยมีหลวงปู่นาคเป็นพระอุปัชฌาย์ หลายสิบปีต่อมา วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2565 ท่านเข้าพิธีรับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส ความสัมพันธ์นี้เป็นสายอุปสมบท จึงแยกกล่าวจากการเรียนวิชาที่กล่าวถึงก่อนหน้า
การสร้างพระเพื่อบูรณะวัดและขวัญกำลังใจ
ตามความทรงจำที่ถ่ายทอดจากหนังสือ ศิษย์สมเด็จ การสร้างพระของหลวงปู่นาคเกี่ยวข้องกับการบูรณะวัดด้วย โดยค่อย ๆ ทำตามความพร้อมของคนในวัดและความต้องการของญาติโยม เมื่อเตรียมผงแล้ว พระ สามเณร และเด็กวัดช่วยกันกดพิมพ์บริเวณชั้นล่างหน้ากุฏิใหญ่ ศิษย์เป็นผู้ทำบัญชีเงินบริจาค ส่วนหลวงปู่นาคไม่เก็บเงินไว้เอง พระเหล่านี้จึงเชื่อมโยงกับความทรงจำเรื่องการร่วมแรงของคนในวัดและผู้มาทำบุญ
ชีวประวัติระบุว่าหลวงปู่นาคเริ่มสร้างพระสมเด็จเนื้อผงราว พ.ศ. 2484 ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา มีเรื่องเล่าว่าพระส่วนหนึ่งแจกแก่ทหารเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ และมีประสบการณ์ด้านแคล้วคลาดคงกระพันถ่ายทอดในหมู่ผู้ศรัทธา เรื่องเหล่านี้บอกถึงความเชื่อในการคุ้มครองของวัตถุมงคล ไม่ใช่คำรับประกันว่าจะป้องกันอาวุธได้ การสร้างยังดำเนินต่อใน พ.ศ. 2485 และอีกหลายทศวรรษต่อมา พิมพ์ต่าง ๆ ที่รู้จักกันในปัจจุบันจึงไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันในครั้งเดียวทั้งหมด
มวลสารและการสร้างต่างวาระ
ด้านมวลสาร มีคำเล่าสืบต่อกันว่าหลวงปู่นาครวบรวมผงเก่า เศษพระสมเด็จวัดระฆังที่ชำรุด และเศษพระที่พบตามส่วนต่าง ๆ ของวัด รวมถึงบริเวณหลังคา แล้วนำมาสร้างพระใหม่ตามตำราที่เชื่อมโยงกับสมเด็จโต เรื่องมวลสารเหล่านี้ปรากฏในบันทึกของผู้สะสมพระรุ่นหลัง และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ศรัทธามองพระของท่านว่าเป็นการสืบต่อสายวัดระฆัง อย่างไรก็ตาม แต่ละช่วงเวลาและแต่ละผู้จัดสร้างอาจใช้ส่วนผสมต่างกัน พระทุกองค์ที่ใช้ชื่อท่านไม่ได้มีบันทึกยืนยันมวลสารจากยุคสมเด็จโต และสีหรือเม็ดมวลสารที่เห็นด้วยตาเพียงอย่างเดียวก็ยังบอกต้นทางไม่ได้
พิมพ์ที่วงการเรียกกันมีจำนวนมาก เช่นเทวดาอกร่องหรืออกตัน ปรกโพธิ์ เก้าชั้นฉัตรมงคล หูตรงฐานขาโต๊ะ รูปเหมือนสมเด็จโต ซุ้มระฆัง สังกัจจายน์ พิมพ์คะแนน และองค์ฝังตะกรุดหนึ่งถึงสามดอก รายการประกวดสมัยใหม่มีประโยชน์ในการค้นศัพท์ แต่ไม่ใช่บัญชีการสร้างร่วมสมัย พิมพ์ที่เกิดต่างปี ต่างผู้จัด หรือเกิดจากการเรียกใหม่ของตลาดต้องแยกกันด้วยขนาด แม่พิมพ์ ด้านหลัง เนื้อ และภาพอ้างอิงยุคต้น
วัตถุมงคลที่เกี่ยวข้องกับหลวงปู่นาคมีบริบทการสร้างอย่างน้อยสี่กลุ่ม ได้แก่ วัดระฆังจัดสร้างในสมัยที่ท่านยังมีชีวิต ศิษย์หรือเจ้าภาพสร้างแล้วถวายให้ท่านอธิษฐานจิต วัดอื่นจัดสร้างและนิมนต์ท่านเข้าร่วมพิธี และของที่ระลึกภายหลัง พ.ศ. 2514 งานที่ศิษย์นำผงหรือตำราของท่านไปใช้ก็มีประวัติการจัดสร้างเฉพาะของตน เรื่องผงเก่า ตะกรุด หรือการแจกทหารจึงผูกอยู่กับรุ่นที่มีบันทึก ไม่ใช่คุณสมบัติร่วมของพระทั้งหมด ส่วนราคา ความนิยม และภาพจากร้านค้าเพียงอย่างเดียวไม่อาจยืนยันความแท้ได้
ความทรงจำในพิธีพุทธาภิเษก
ในคำเล่าที่ถ่ายทอดในนามหลวงพ่อฤาษีลิงดำ มีเหตุการณ์ระหว่างพิธีปลุกเสกที่วัดชิโนรสาราม ท่านเล่าว่าสัมผัสถึงกำลังจิตของหลวงปู่นาคที่เข้มแข็ง แต่ให้ความรู้สึกเยือกเย็นสบาย ความสงบมั่นคงในการอธิษฐานจิตครั้งนั้นเป็นความทรงจำที่ท่านกล่าวถึงด้วยความเคารพ
บั้นปลายชีวิตและมรณภาพ
วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2514 เวลา 04.45 น. ท่านมรณภาพอย่างสงบที่โรงพยาบาลศิริราช ชีวประวัติระบุโรคชรา อายุแบบประเพณี 87 ปี อยู่ในสมณเพศ 75 ปี และครองวัด 47 ปี คำว่า 75 ปีนับตั้งแต่บรรพชาเป็นสามเณรอายุ 13 มิใช่พรรษาพระภิกษุ 75 พรรษา
จากเด็กวัดและสามเณรในเมืองโคราช สู่พระเถระที่ครองวัดระฆังมายาวนาน ชีวิตของหลวงปู่นาคผูกพันกับการเรียน การถ่ายทอดธรรม และการดูแลวัด ผลงานแปลชาดก ความทรงจำเรื่องกรรมฐาน และพระเครื่องจากช่วงเวลาต่าง ๆ ต่างเก็บภาพชีวิตคนละด้านของท่านไว้ ในความทรงจำของคนรุ่นหลัง ท่านจึงเป็นทั้งครูผู้ดูแลการศึกษาของพระเณรและพระเถระสำคัญในสายพระสมเด็จวัดระฆัง