หลวงปู่หมุนกับวัดบ้านจาน
หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล เป็นพระเถระที่มีความผูกพันกับวัดบ้านจาน ตำบลจาน อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ นักสะสมชาวจีนมักเรียกท่านว่า 龍婆滿 และเรียกวัดว่า 屈班贊 การระบุชื่อวัดควบคู่กันช่วยให้แยกท่านออกจากพระทางภาคใต้อีกรูปหนึ่งที่ใช้ชื่อภาษาจีนเหมือนกัน ชื่อจีนหรือคำสะกด Moon เพียงอย่างเดียวจึงไม่พอสำหรับนำประวัติของบุคคลสองรูปมารวมกัน
เส้นทางการแสวงหาความรู้ของหลวงปู่หมุนเริ่มจากวัดในบ้านเกิด ไปสู่ป่าเขาและสำนักเรียนคัมภีร์ ครั้นถึงช่วงปลายชีวิต ท่านกลับมาทำงานบูรณะวัดและอบรมศิษย์ร่วมกับสหธรรมิกและชาวบ้าน เรื่องการเดินทาง วัตถุมงคลช่วงปลายชีวิต และงานรำลึกภายหลัง จึงเป็นร่องรอยคนละด้านที่พาให้รู้จักท่าน
จากครอบครัวชาวนาสู่ชีวิตสมณเพศ
ประวัติที่เผยแพร่กันทั่วไปกล่าวว่าท่านเกิดที่บ้านจานเมื่อ พ.ศ. 2437 หรือ ค.ศ. 1894 ในครอบครัวเกษตรกร บิดาชื่อดี มารดาชื่ออั๊ว ส่วนนามสกุลเดิมมีทั้งศรีสงครามและแก้วปักปิ่น บทความภาษาจีนบางแห่งระบุวันที่ 15 เมษายน ขณะที่ฉบับภาษาไทยบางฉบับให้เพียงวันพฤหัสบดี เดือนห้า ปีชวด จึงมีการเล่าสืบกันมาทั้งสองแบบ
ตามประวัติ บิดามารดาพาท่านบรรพชาเมื่ออายุสิบสี่ปี โดยฝากกับหลวงพ่อสีดา เจ้าอาวาสวัดบ้านจาน ต่อมาอุปสมบทเมื่อ พ.ศ. 2460 ขณะอายุประมาณยี่สิบสามปี ได้รับฉายาฐิตสีโล ซึ่งสื่อถึงผู้ตั้งมั่นในศีล มีหลวงพ่อสีดาเป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเพ็งเป็นพระอนุสาวนาจารย์ และหลวงพ่อผุยเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ช่วงหลายปีถัดมาท่านเรียนอักษรไทย อักษรขอม และกรรมฐาน ก่อนออกแสวงหาความรู้จากสำนักอื่น การอ่านเขียนและศึกษาคัมภีร์จึงเป็นส่วนหนึ่งของพื้นฐานการเรียนรู้ของท่านด้วย
การธุดงค์และครูบาอาจารย์ต่างสำนัก
หลายบทความใช้ พ.ศ. 2464 เป็นจุดเริ่มต้นของการออกศึกษา หนึ่งในสถานที่ที่ระบุชื่อไว้คือบ้านจิกใหญ่ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งถูกเล่าว่าเป็นแหล่งเรียนคัมภีร์ กรรมฐาน และวิทยาคม ท่านเดินทางระหว่างสำนักต่าง ๆ ไม่ได้ศึกษาเฉพาะอักขระหรือคาถาเท่านั้น แต่ยังเรียนพระธรรมและการปฏิบัติ ช่วงที่เข้ากรุงเทพฯ มีชื่อวัดเทพธิดาราม วัดอรุณราชวราราม และวัดสุทัศน์ปรากฏร่วมกับเรื่องการศึกษามูลกัจจายน์
ประวัติที่เรียบเรียงภายหลังเล่าถึงการติดตามพระอาจารย์ทองดีขึ้นเหนือและเข้าพม่า การศึกษาในภาคใต้กับพระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ และพ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน ตลอดจนการขอคำแนะนำด้านกรรมฐานจากพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต บางครั้งเป็นการร่วมเดินทาง บางครั้งอยู่เรียนหรือเข้าปรึกษาเป็นระยะ เรื่องพระอาจารย์มั่นกล่าวถึงการเรียนกรรมฐาน ไม่ได้เล่าว่าท่านร่วมคณะธุดงค์ตลอดชีวิต
เรื่องเล่าการเดินทางลงใต้ระบุว่า หลังอยู่เรียนกับพระอาจารย์ทิมปีกว่า ท่านเดินเท้าเจ็ดวันไปมาเลเซียเพื่อหาพ่อท่านครน วัดบางแซะ แต่ไม่ได้พบ จึงกลับวัดช้างให้ ต่อมาเมื่อไปศึกษากับพ่อท่านคล้าย ท่านได้รับชานหมากก้อนใหญ่เป็นที่ระลึก การเดินทางที่เล่าสืบกันมาจึงมีทั้งช่วงที่ได้เรียนรู้และคราวที่ตามหาครูแล้วไม่พบ
เรื่องสายวิชามีดหมอมีรายละเอียดต่างกัน สำนวนหนึ่งเชื่อมการเรียนกับหลวงพ่อขำ วัดเขาแก้ว และสายหลวงพ่อเดิม ส่วนฉบับอื่นกล่าวถึงครูหลายรูปแต่เรียงการถ่ายทอดต่างออกไป ลำดับที่แน่นอนจึงยังต้องสืบค้น สำหรับหลวงพ่อเงินที่กล่าวถึงในตอนนี้อยู่ในบริบทของวัดมะปรางเหลือง ต่างจากหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน
เรื่องเล่าการตามหาสมเด็จลุน
สายวิชาของหลวงปู่หมุนมักเชื่อมโยงกับสมเด็จลุนแห่งจำปาศักดิ์ ประเทศลาว ตามเรื่องเล่า ท่านเดินทางไปตามหาแต่ไม่ได้พบ แล้วจึงศึกษากับครูผู้สืบสายวิชาในภายหลัง ความเกี่ยวเนื่องที่เล่าสืบกันมานี้ผ่านการถ่ายทอดหลายรุ่น ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ได้เรียนกับสมเด็จลุนโดยตรง
ตำนานสายวิชาฉบับหนึ่งเล่าว่า หลวงปู่ดำคัดผู้ขอเรียนกว่าห้าสิบรูปจนเหลือสามรูป โดยมีหลวงปู่หมุนรวมอยู่ด้วย ศิษย์ต้องรักษาข้อปฏิบัติเคร่งครัดและให้สัจจะว่าจะไม่ลาสิกขาตลอดชีวิต อีกเรื่องเล่าถึงการที่ท่านพาศิษย์จากศรีสะเกษไปปรากฏตัวที่กรุงเทพฯ อย่างฉับพลัน เป็นเรื่องอัศจรรย์ที่สืบต่อมากับประวัติการธุดงค์
คำบอกเล่าสายเดียวกันระบุว่า เพื่อนร่วมเรียนคือหลวงพ่อสงฆ์ วัดม่วง ลพบุรี กับพระอีกรูปที่ไม่ทราบชื่อ เครื่องยกครูมีผ้าไตร บาตร และทองคำหนักสิบบาท ซึ่งจะคืนเมื่อเรียนจบ ศิษย์พักวันละสี่ชั่วโมงและฉันมื้อเดียว พร้อมคำเตือนว่าผิดสัจจะลาสิกขาจะถึงแก่ชีวิต
งานวัดและความสัมพันธ์ในช่วงปลายชีวิต
ประวัติกล่าวถึงการกลับวัดบ้านจานราว พ.ศ. 2520 เพื่อบูรณะและสร้างอุโบสถ รวมทั้งการช่วยงานวัดโนนผึ้ง วัดซับลำไย และคณะศิษย์วัดสุทัศน์ งานเหล่านี้สืบต่อความสัมพันธ์ของท่านกับศิษย์และสหธรรมิก โดยแต่ละสำนวนให้รายละเอียดเรื่องผู้ร่วมงานและช่วงเวลาก่อสร้างต่างกัน
เรื่องเล่าที่โยงกับการถวายกุฏิมีว่า เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2542 เจ้าของโรงเลื่อยแถบวัฒนานครกลับจากลาว นั่งท้ายกระบะไม่มีหลังคากับคนงานเจ็ดแปดคน เมื่อเจอฝนฟ้าคะนองกลางคืนจึงอธิษฐานถึงหลวงปู่หมุน พอถึงกบินทร์บุรี คนอื่นเปียกหมดแต่ตนยังแห้ง ภายหลังไปกราบและเห็นท่านกางกลดพักในกระต๊อบเก่า จึงขอสร้างกุฏิถวาย
วัดป่าหนองหล่ม ตำบลหนองแวง อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว เป็นอีกสถานที่สำคัญในช่วงปลายชีวิต ข้อมูลขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนกล่าวถึงพระอาจารย์จ่อยและพระอาจารย์ขวัญเมืองในการก่อตั้ง และระบุว่าได้อาราธนาหลวงปู่หมุนเป็นประธานบูรณะสำนักสงฆ์เมื่อ พ.ศ. 2542
ที่นี่ยังมีสถานที่ให้ระลึกถึงท่าน ข้อมูลท่องเที่ยวของหน่วยงานดังกล่าวเล่าถึงการลอดใต้ท้องเต่าเรือนเพื่อชมกุฏิหลวงปู่หมุนและความเป็นสิริมงคล ภายในวัดมีไม้แกะสลักเรื่องชาดก รวมทั้งพระแก้วมรกตองค์จำลองที่สร้างโดยหลวงปู่หงส์ พรหมปัญโญ ซึ่งเป็นผลงานของครูอาจารย์อีกรูปหนึ่ง
พระอาจารย์จ่อยเป็นที่รู้จักต่อมาในนามหลวงปู่อุดมทรัพย์ สิริคุตฺโต ประวัติของท่านกล่าวถึงการเรียนภาวนาและพุทธาคมกับหลวงปู่หมุน จึงมีเรื่องการรับคำสอนระบุไว้โดยตรง ส่วนพระอาจารย์ขวัญเมืองปรากฏในบันทึกการร่วมพัฒนาวัดและงานรำลึกภายหลัง ทั้งสองต่างมีความผูกพันกับหลวงปู่หมุนผ่านชีวิตในสำนัก
วัตถุมงคลและเรื่องเล่าของผู้ศรัทธา
นักสะสมมักให้ความสนใจกับวัตถุมงคลช่วง พ.ศ. 2542 ถึง 2544 โดยเรียกแยกตามวัด คณะผู้สร้าง และพิธี ตัวอย่างเช่น บันทึกในวงการสะสมเกี่ยวกับชุดเสาร์ 5 พ.ศ. 2543 แยกชื่อมหาเศรษฐีของวัดป่าหนองหล่มออกจากบูชาครูของคณะศิษย์วัดสุทัศน์ พร้อมระบุหลายวาระพิธี วัตถุมงคลชื่อใกล้กันและของที่ร่วมพิธีเดียวกันจึงมีการเรียกตามสายและที่มาของตน
เรื่องสายสิญจน์ไม่ไหม้ไฟเป็นตำนานอีกตอนหนึ่งของวัตถุมงคลชุดนี้ เล่ากันว่าหลวงปู่สรวงนำสายสิญจน์ที่โยงสู่วัตถุมงคลเข้าไฟ แต่ม้วนสายสิญจน์กลับไม่ไหม้ ผู้ศรัทธาจดจำว่าเป็นเหตุอัศจรรย์ในพิธี
อีกตอนเล่าว่าหลวงปู่หมุนใช้ไม้เท้าชักยันต์เป็นวง แล้วเป่าไปยังมณฑลพิธี เมื่อพระสวดถึงบทอาฏานาฏิยปริตร ท่านใช้นิ้วชี้ชักยันต์ครอบมณฑลอีกครั้ง ภาพไม้เท้า ท่าทาง และเสียงสวดจึงอยู่ร่วมกันในความทรงจำเกี่ยวกับการอธิษฐานจิตครั้งนั้น
กิติกร วนิชชากร นักสะสม ยังเล่าประสบการณ์ของตนว่า เคยนำเหรียญหลวงปู่หมุนตากบนหลังคาให้ผิวเก่า แล้วเกิดอาการปวดแสบปวดร้อน เมื่อเก็บเหรียญลงมาขอขมาก็รู้สึกว่าอาการทุเลา เขาเชื่อมเหตุการณ์นี้กับการลบหลู่ก่อนหน้า และเรื่องนี้ยังเล่าต่อกันในหมู่นักสะสม
ผู้ศรัทธายังเล่าถึงสัจจะที่หลวงปู่หมุนจะสร้างวัตถุมงคลหลังอายุเกินร้อยปี จึงให้ความสำคัญกับงานช่วงปลายชีวิตเป็นพิเศษ ประวัติของแต่ละรุ่นยังกล่าวถึงการสร้างด้วยตนเอง การร่วมอธิษฐานจิต การมอบมวลสารเก่า และการสร้างเป็นที่ระลึกหลังมรณภาพ ซึ่งเป็นส่วนต่าง ๆ ของเรื่องราววัตถุมงคลในสายของท่าน
มรณภาพและการสืบต่อของชุมชนวัด
ประวัติไทยหลายฉบับระบุว่าท่านมรณภาพเวลา 07.30 น. วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2546 โดยนิยมบันทึกอายุ 109 ปี 86 พรรษา ขณะที่อีกสำนวนให้ 87 พรรษา ความต่างนี้ยังต้องสืบค้น หลังมรณภาพ วัดบ้านจานยังเป็นสถานที่รำลึกถึงท่าน และในหมู่ผู้ศรัทธาชาวจีนก็มีเรื่องเล่าว่าสังขารของท่านไม่เน่าเปื่อย
ใน พ.ศ. 2563 คณะของสุชาติ บุญเมตตาขออนุญาตวัดจัดสร้างเหรียญชนะมารเพื่อสมทบงานบูรณะวัดบ้านจาน เป็นโครงการหลังหลวงปู่หมุนมรณภาพสิบเจ็ดปี จึงเป็นรุ่นรำลึก ไม่ใช่รุ่นที่ท่านอธิษฐานจิตด้วยตนเองขณะมีชีวิต ลูกศิษย์รุ่นหลังใช้การรำลึกถึงครูเป็นทางสืบต่องานสนับสนุนวัด
วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2566 สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษบันทึกงานครบรอบยี่สิบปีแห่งการละสังขารที่วัดบ้านจาน มีคณะสงฆ์ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ผู้แทนสถานศึกษา ศิษย์ และพุทธศาสนิกชนร่วมพิธี แม้เวลาผ่านไป ผู้คนยังกลับมารวมกันที่นี่เพื่อระลึกถึงท่าน และสืบต่อความผูกพันระหว่างครูกับชุมชน