หลวงปู่แก้ว เกสาโรกับชีวิตการปฏิบัติธรรมในระยอง
พระเกจิระยองผู้มีพื้นเพจากร้อยเอ็ด
หลวงปู่แก้ว เกสาโร หรือ Luang Pu Kaeo Kesaro เป็นพระเกจิเมืองระยองผู้มีความผูกพันใกล้ชิดกับหลวงปู่ทิม ในวงการภาษาจีนใช้ชื่อ 龍婆嬌 และ 龍普嬌 ท่านเคยศึกษาอยู่ที่วัดละหารไร่ ก่อนใช้ชีวิตช่วงปลายที่วัดหนองพะวา ชื่อวัดทั้งสองที่นักสะสมคุ้นเคยจึงเกี่ยวข้องกับชีวิตสมณเพศของท่านคนละช่วง
ประวัติระบุนามเดิมว่า เชียงคำ คำมี มีพื้นเพจากจังหวัดร้อยเอ็ด เคยบรรพชาเมื่ออายุสิบห้าปี ต่อมาลาสิกขา แล้วจึงกลับมาอุปสมบทเมื่ออายุประมาณหกสิบปี เส้นทางชีวิตนี้ต่างจากพระที่บวชตั้งแต่เยาว์วัยและครองสมณเพศตลอดมา เรื่องครอบครัว ชีวิตฆราวาส และความเป็นนักเลงมีบทบาทมากในเรื่องเล่ารุ่นหลัง แต่ยังขาดทะเบียนและเอกสารคดีร่วมสมัยสำหรับเทียบเคียง
เรื่องเล่าชีวิตเสือและการกลับเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์
มีเรื่องเล่าว่า สมัยยังเป็นฆราวาส หลวงปู่แก้วเคยร่วมอยู่ในกลุ่มเสือ ครั้งหนึ่งขณะปล้นม้า เจ้าของบ้านยิงจนท่านตกจากหลังม้า แต่ท่านกลับลุกขึ้นขี่ม้าหนีไปได้ เมื่อกลับถึงที่พักก็พบเพียงรอยช้ำ พรรคพวกจึงพากันขอให้ท่านสักยันต์คุ้มภัย ต่อมาเมื่อเห็นว่าคนเหล่านั้นกลับยิ่งกล้าก่อความเดือดร้อน ท่านเกิดความสลดใจและเลิกสักให้พวกเขา
ประวัติยังเล่าว่าท่านเคยหลบอยู่ที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ถึงสิบปี ก่อนย้ายลงมาแถบระยอง บุตรชายชื่อเช้า คำมี ได้รับการอุปการะจากหลวงปู่ทิม และต่อมาทำงานด้านการแพทย์ในท้องถิ่น
คำรำลึกของเช้า คำมี ผู้เป็นบุตร เติมรายละเอียดให้เรื่องครอบครัว เขาเล่าว่าก่อนอายุครบห้าขวบ บิดาอุ้มเขาไปฝากหลวงปู่ทิมที่วัดละหารไร่ ก่อนเข้ามอบตัวกับตำรวจ หลวงปู่ทิมเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ แล้วรับเป็นศิษย์สอนวิชาแพทย์แผนโบราณ ความทรงจำวัยเด็กนี้จึงกล่าวถึงสายสัมพันธ์ของพระทั้งสองกับครอบครัวด้วย
ท่านอุปสมบทที่วัดหวายกรอง ได้รับฉายาเกสาโร แต่รายนามพระในพิธียังต่างกัน ชุดหนึ่งระบุหลวงพ่อลัด วัดหนองกระบอก พระอาจารย์เกียง และพระอาจารย์สวัสดิ์ อีกชุดระบุพระอุปัชฌาย์เป็นหลวงพ่อรัตน์ และพระกรรมวาจาจารย์เป็นหลวงพ่อเคียง วัดไผ่ล้อม จึงไม่ควรรวมชื่อและวัดที่ต่างกันให้กลายเป็นบุคคลเดียวโดยไม่มีหลักฐาน
การศึกษาและความผูกพันกับหลวงปู่ทิม
เมื่ออยู่วัดละหารไร่ หลวงปู่แก้วได้ศึกษากับหลวงปู่ทิมและเรียกท่านอย่างเคารพว่า “คุณพ่อ” ทั้งสองมีอายุใกล้เคียงกัน ประวัติจึงบอกเล่าทั้งมิตรภาพและความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ ความสนิทสนมควบคู่กับความเคารพนี้ปรากฏอยู่เสมอในเรื่องราวที่เล่าต่อกันมา
ประวัติเล่าว่าหลังอุปสมบท ท่านยังศึกษาวิชากับพระอาจารย์เกียง พระชาวเขมร อีกตอนหนึ่งกล่าวว่าช่วงปลายชีวิต หลวงปู่ทิมให้ท่านกลับมาพิจารณาธาตุสี่ ไม่ใช่เพียงเพื่อฤทธิ์อาคม แต่ให้เห็นว่าดิน น้ำ ไฟ ลมที่ประกอบเป็นตนเองและสิ่งทั้งหลายย่อมแตกดับ เรื่องการเจริญธาตุในคำสอนนี้จึงมุ่งไปถึงความหลุดพ้นด้วย
ท่านเคยพักที่วัดแม่น้ำคู้และวัดหนองมะปริง ก่อนใช้ชีวิตช่วงท้ายที่วัดหนองพะวากว่าสิบปี มรณภาพและฌาปนกิจที่นั่น แม้นักสะสมจะเรียกท่านคู่กับวัดละหารไร่ แต่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอยืนยันว่าท่านเคยเป็นเจ้าอาวาสวัดนี้ ส่วนเหตุที่ย้ายวัดมีคำเล่าว่าเป็นเพราะเคารพครูและไม่ต้องการชื่อเสียง ทว่ายังไม่อาจยืนยันว่าการย้ายทุกครั้งเกิดจากเหตุเดียวกัน
ผู้เรียนวิชาและการส่งต่อวัตถุมงคล
ผู้ที่มีประวัติระบุว่าได้เรียนวิชากับท่าน ได้แก่ หลวงพ่อทองสุข ลทฺธเมโธ วัดหนองฆ้อ ซึ่งศึกษากสิณไฟ วิชาอาคมและการสักยันต์จากหลวงปู่แก้ว ประวัติเดียวกันยังกล่าวถึงการฝึกสมาธิวิปัสสนากับหลวงพ่อลัด และการศึกษากับหลวงปู่ทิม แต่ละช่วงจึงมีครูและเนื้อหาวิชาต่างกัน
เรื่องการเก็บรักษามวลสาร มีคำบันทึกเมื่อ พ.ศ. 2556 ว่าหลวงปู่แก้วมอบผงจินดามณี สีผึ้ง และวัสดุที่เหลือให้หลวงพ่อนาค นาคเสโน เจ้าอาวาสวัดหนองพะวา เก็บไว้เป็นสมบัติของวัด เรื่องนี้บอกถึงผู้ดูแลมวลสาร แต่ไม่ได้แจกแจงการถ่ายทอดวิชาทั้งหมดระหว่างพระทั้งสอง
อีกเรื่องเล่าระบุว่าท่านเตรียมผงจินดามณี ผงเม็ดแร่เสก และน้ำมันหลายชนิดไว้ให้วัดหนองพะวาสร้างวัตถุมงคลในภายหน้า ทั้งน้ำมันสัก น้ำมันงา น้ำมันจันทน์ และวัสดุที่เรียกว่าน้ำมันเสือกับน้ำมันช้าง ผู้ศรัทธาเชื่อมผงเม็ดแร่เสกกับวิชาธาตุสี่ของท่าน มวลสารเหล่านี้จึงเชื่อมการเตรียมไว้เมื่อครั้งท่านยังมีชีวิตกับการจัดสร้างของวัดในเวลาต่อมา
เรื่องที่เล่าในหมู่นักสะสมภาษาจีนอธิบายการทำผงจินดามณีว่า นำมวลสารมาทำเป็นแผ่น ลงอักขระ แล้วบดเก็บเป็นผง ยังกล่าวถึงหลานชายคนหนึ่งที่บวชและคอยอุปัฏฐาก ได้รับผงบางส่วนไปสร้างพระเนื้อผงและลูกอม แต่คำเล่าตอนนี้ไม่ได้ระบุชื่อหลานผู้นั้น
การจัดหมวดของนักสะสมที่บันทึกไว้เดิมมีเหรียญรูปเหมือน พ.ศ. 2518 พระปิดตา พ.ศ. 2519 พระเนื้อผง ตลอดจนรูปหล่อและพระกริ่งเก้าแก้ว พ.ศ. 2527 ประวัติบุคคลช่วยอธิบายความเกี่ยวข้องของวัตถุเหล่านี้กับท่านได้ แต่ยังต้องตรวจผู้จัดสร้าง วันประกอบพิธี และประวัติการส่งต่อเป็นรายรุ่น ชื่อพระเกจิเดียวกันไม่ได้หมายถึงที่มาเดียวกันทั้งหมด
มีเรื่องเล่าว่า นาวาเอกจำเนียร ตู้จินดาขอสักยันต์จากหลวงปู่ทิม ซึ่งแนะนำให้ไปหาหลวงปู่แก้ว หลังสักน้ำมันเสร็จ เขารู้สึกถูกกระแทกที่หลัง หันมาเห็นท่านถือดาบก็ตกใจจนกระโดดหนีจากท่านั่ง ต่อมาเมื่อไปกราบหลวงปู่ทิม เขาจะแวะกราบหลวงปู่แก้วด้วยเสมอ
ภาพพิธีและเรื่องเล่าที่ผู้คนจดจำ
เรื่องการปลุกเสกพระกริ่งเก้าแก้วผูกอยู่กับภาพถ่ายในพิธี มีคำบอกเล่าว่าถ่ายในกุฏิที่ค่อนข้างมืดโดยใช้แฟลช เมื่ออัดภาพแล้ว ผู้ศรัทธาเห็นลักษณะคล้ายเปลวไฟออกจากจมูกของหลวงปู่แก้ว จึงเชื่อมโยงภาพนั้นกับการเจริญธาตุทั้งสี่ และเล่าสืบต่อกันในฐานะเหตุอัศจรรย์ระหว่างการปลุกเสก
อีกเรื่องหนึ่งที่เล่ากันในหมู่นักสะสมภาษาจีนเกิดขึ้นหลังวัด หลวงปู่แก้วกวาดใบไม้มารวมแล้วเผา หลวงปู่ทิมผ่านมาเตือนให้ระวังไฟ เมื่อไฟลุกมากขึ้น ท่านกลับไม่ลนลาน แต่หยิบทรายขึ้นบริกรรมแล้วโปรยลงในกองไฟ เล่ากันว่าไฟจึงค่อย ๆ สงบลง
ยังมีเรื่องเล่าว่าท่านเสกผ้าเช็ดหน้าให้กลายเป็นกระต่ายออกวิ่ง แต่ข้อความที่เหลืออยู่สั้นมากและไม่ได้ระบุวันเวลาหรือสถานที่ เรื่องคงกระพันและการควบคุมไฟเป็นเรื่องเล่าในความศรัทธา
ประวัติการสร้างเล่าว่า เดือนธันวาคม พ.ศ. 2518 พระประสิทธิ์ ดีบุญชัยขอให้หลวงปู่แก้วปลุกเสกเหรียญพระปิดตาเพื่อสมทบทุนสร้างอุโบสถที่ยังค้างอยู่ เล่ากันว่าเหรียญแช่ในน้ำมันงาตลอดพิธีเก้าคืน คืนแรกน้ำมันผุดฟองเหมือนเดือด ครั้นกรอกกลับหลังพิธี น้ำมันเดิมยี่สิบสี่ขวดกลับเพิ่มอีกหกขวด เป็นเหตุอัศจรรย์ที่เล่าคู่กับพระรุ่นนี้
วัดและกิจกรรมรำลึก
ตามประวัติการจัดสร้าง พระกริ่งเก้าแก้ว พ.ศ. 2527 จัดสร้างโดยคุณชินพร สุขสถิต เพื่อนำรายได้ต่อเติมอาคารสำนักงานมูลนิธิหลวงปู่ทิม มีคำบอกเล่าถึงการปลุกเสกนาน 56 วัน รูปแบบอ้างอิงพระกริ่งจีนเล็ก และการผสมวัสดุเก้าชนิดที่มีคำว่า “แก้ว” อยู่ในชื่อ เรื่องราวของพระรุ่นนี้จึงเกี่ยวข้องทั้งกับพิธีและงานอาคารของมูลนิธิ
ใน พ.ศ. 2556 มีโครงการเก้าแก้ว จินดามณีอีกครั้ง เพื่อซ่อมอุโบสถวัดหนองพะวาที่รั่วซึมและปูนแตกร้าว พร้อมสร้างหอระฆังที่ยังไม่เสร็จ ประกาศระบุพระอาจารย์วิสิทธินนท์ ธัมมทีโป เจ้าอาวาส เป็นผู้ดำเนินการ และกำหนดเททองนำฤกษ์วันที่ 9 มิถุนายน นี่เป็นโครงการของคนรุ่นหลัง ไม่ใช่งานเดียวกับ พ.ศ. 2527
ใน พ.ศ. 2557 วัดหนองพะวาประกาศแผนจัดสร้างวัตถุมงคลรำลึกและบูรณะศาสนสถาน พร้อมกำหนดพิธีพุทธาภิเษกวันที่เก้าตุลาคมปีนั้น เป็นกิจกรรมภายหลังหลวงปู่แก้วมรณภาพแล้ว ประกาศดังกล่าวบันทึกแผนและกำหนดการ แต่ยังไม่ยืนยันผลสำเร็จของพิธีหรืองานก่อสร้าง
ช่วงปลายชีวิตและปีมรณภาพที่ต่างกัน
คำบอกเล่าช่วงปลายชีวิตกล่าวว่า แม้หลวงปู่แก้วตาบอดและอาพาธ ท่านยังมีใจสงบ บุตรชายคนสุดท้องซึ่งอยู่ข้างวัดก็คอยดูแลรับใช้อย่างใกล้ชิด
อนุชิต ตั้งความเพียรเป็นศิษย์อีกคนที่มีเรื่องเล่าว่าดูแลท่านจนมรณภาพ ท่านจึงทำตะกรุดเทพรัญจวนตอบแทน และบอกว่าเรียนวิชานี้จากหลวงปู่ทิม ก่อนมอบต่อให้ใครต้องพิจารณาความประพฤติ เพื่อไม่ให้วิชาที่ถ่ายทอดไปถูกใช้ในทางผิด
มีเรื่องเล่าว่ารูปหล่อขนาดเล็กรุ่นแรกใน พ.ศ. 2527 สร้างเพื่อเตรียมค่าใช้จ่ายงานศพ ไม่ให้เป็นภาระแก่ครอบครัวที่ยากจน เลข 101 ด้านหลังเป็นการรำลึกถึงร้อยเอ็ดบ้านเกิด มิใช่อายุจริงขณะนั้น
ปีมรณภาพมีสองแบบ คือ พ.ศ. 2527 อายุ 103 ปี และ พ.ศ. 2528 อายุ 104 ปี หากคำนวณจากตัวเลขทั้งสองชุดจะได้ปีเกิดราว พ.ศ. 2424 แต่ยังไม่มีวันเกิดที่แน่นอนและทะเบียนพระร่วมสมัยเพียงพอให้ยุติข้อแตกต่าง จึงยังถือปีที่คำนวณได้เป็นวันเกิดที่ยืนยันแล้วไม่ได้
จากชีวิตฆราวาสที่โลดโผนสู่การกลับมาครองผ้าเหลือง ประวัติหลวงปู่แก้วมีทั้งการปฏิบัติธรรม ความสำนึกผิด และความผูกพันกับครูและมิตร วัดละหารไร่เกี่ยวข้องกับช่วงที่ท่านอยู่ใกล้หลวงปู่ทิม ส่วนวัดหนองพะวาเป็นสถานที่ในบั้นปลายและศูนย์รวมการรำลึกของคนรุ่นหลัง ตะกรุด พระผง พระกริ่ง และเรื่องเล่าอัศจรรย์ยังพานักสะสมต่างรุ่นให้ย้อนมารู้จักพระเกจิระยองรูปนี้