กลับไปเกจิ

หลวงปู่เอี่ยม สุวณฺณสโร

ชีวิตและสายสืบทอดของหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง

ชีวิตและสายสืบทอดของหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง

พระภาวนาโกศลเถร (เอี่ยม สุวณฺณสโร) ซึ่งชาวบ้านเรียกหลวงปู่เอี่ยมหรือเจ้าคุณเฒ่าวัดหนัง เป็นพระเถระสำคัญในประวัติศาสตร์ชุมชนฝั่งธนบุรีตอนใต้ ชีวิตของท่านทอดผ่านตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ถึงต้นรัชกาลที่ 7 และเชื่อมโยงสังคมชาวสวน การศึกษาพระปริยัติ กรรมฐาน การปกครองวัด และการบูรณะพระอารามหลวงเข้าด้วยกัน

ในบทความนักสะสมภาษาจีนพบชื่อท่านว่า 龍婆嚴 หรือ 龍普嚴 และชื่อวัดว่า 屈能 หรือ 瓦囊

ครอบครัวชาวสวนและการศึกษา

ฐานข้อมูลชุมชนของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่า ท่านเกิด พ.ศ. 2375 ที่บ้านริมคลองบางหว้าใกล้วัดหนัง บิดาชื่อนายทอง มารดาชื่อนางอู่ เป็นชาวสวนบางขุนเทียน วันเกิดในระบบจันทรคติเขียนว่า “วันศุกร์ แรม 3 ค่ำ เดือน 11 ปีมะโรง” ชีวประวัติอื่นระบุวันที่ 2 หรือ 5 ตุลาคม และข้อความวันทางจันทรคติที่อ้างก็ไม่ตรงกัน ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การแปลงปฏิทินเท่านั้น แต่รวมถึงข้อความต่างฉบับด้วย วันเกิดที่แน่นอนยังต้องตรวจหนังสือวัดและตารางปฏิทินประกอบ

เมื่ออายุราว 9 ปี บิดามารดานำท่านไปฝากเรียนที่สำนักพระครูธรรมถิดาญาณ ซึ่งต่อมารู้จักกันในนามหลวงปู่รอด ขณะนั้นเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหนัง ท่านบรรพชาเป็นสามเณรและศึกษาพระปริยัติอยู่ที่วัด จนอายุ 19 ปีเข้าสอบแปลพระปริยัติธรรมสนามหลวงแต่สอบไม่ได้ จึงลาสิกขากลับไปช่วยครอบครัวระยะหนึ่ง ประวัติที่กานต์ คเณศ์พรเรียบเรียงยังกล่าวว่า ในวัยเยาว์ท่านเคยศึกษาพระปริยัติกับพระมหายิ้ม วัดบวรนิเวศ และพระปิฏกโกศล (ฉิม) วัดราชบุรณะด้วย

อุปสมบทและติดตามครู

พ.ศ. 2397 เมื่ออายุประมาณ 22 ปี ท่านอุปสมบทที่วัดราชโอรสาราม ได้ฉายา “สุวณฺณสโร” เรื่องเล่าประวัติการอุปสมบทระบุพระสุธรรมเทพเถระ (เกิด) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระธรรมเจดีย์ (จีน) กับพระภาวนาโกศลเถระ (รอด) เป็นพระคู่สวด หลวงปู่รอดยังเป็นครูที่อบรมท่านต่อมาอีกยาวนาน ส่วนการระบุหน้าที่เฉพาะของพระคู่สวดทั้งสองรูปในแต่ละฉบับยังไม่ตรงกันทั้งหมด

หลังอุปสมบท ท่านไปจำพรรษาที่วัดนางนอง ศึกษาพระปริยัติ วิปัสสนาธุระ และพุทธาคมกับหลวงปู่รอด เมื่อหลวงปู่รอดย้ายไปวัดโคนอน ท่านก็ติดตามไปปรนนิบัติและเรียนต่อ ครั้นอาจารย์มรณภาพ ท่านจึงครองวัดโคนอนสืบมา ประวัติบางฉบับเล่าว่าหลวงปู่รอดย้ายวัดหลังถูกถอดจากตำแหน่ง แต่สาเหตุและช่วงเวลาที่แน่นอนยังไม่ชัดเจน

ฟื้นฟูวัดหนัง

พ.ศ. 2441 วัดหนังต้องการการฟื้นฟู ทั้งสภาพเสื่อมโทรมและจำนวนพระสงฆ์ไม่เพียงพอตามเรื่องที่บันทึกไว้ เอกสารชุมชนระบุว่า ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการคัดเลือกพระผู้เหมาะสม และหลวงปู่เอี่ยมซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าอาวาสวัดโคนอนได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่พระครูศีลคุณธราจารย์ และได้รับอาราธนาให้กลับมาครองวัดหนัง ต่อมา พ.ศ. 2442 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนเป็นพระภาวนาโกศลเถระ ท่านปกครองวัดหนังราว 27 ปีจนมรณภาพ

วัดหนังเป็นพระอารามที่มีประวัติยาวนานกว่าสมัยหลวงปู่เอี่ยมมาก ได้รับการสถาปนาใหม่ครั้งใหญ่ในรัชกาลที่ 3 และมีโบราณวัตถุ ศิลปกรรมจีนผสมไทย ตลอดจนความสัมพันธ์กับชุมชนสวน เมื่อมาครองวัด หลวงปู่เอี่ยมได้บูรณะและดูแลพระอารามต่อมา พิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษาของวัดในปัจจุบันเก็บข้าวของเครื่องใช้ หุ่นขี้ผึ้ง พัดยศจำลอง ฉากพระราชทาน และภาพเก่าที่เกี่ยวข้องกับท่าน บางข้อมูลระบุว่ามีภาพฝีพระหัตถ์รัชกาลที่ 5 เมื่อเสด็จทอดพระเนตรการบูรณะ ภาพและสิ่งของพระราชทานเหล่านี้เก็บรักษาความทรงจำถึงความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับราชสำนัก

ชีวประวัติระบุพระราชทรัพย์ช่วยซ่อมกุฏิ 2,400 บาท และพระวิหาร 4,800 บาท ชาวบ้านร่วมบริจาคและลงแรง พระครูสังวรยุตตินทรีย์ (คำ) ผู้ชำนาญงานช่างช่วยงานบูรณะ ซึ่งครอบคลุมหลังคา พื้น และสิ่งก่อสร้างริมน้ำ

การเก็บรักษาความทรงจำมีผู้สืบงานต่อ ฐานข้อมูลชุมชนระบุว่าหลวงปู่ผลสะสมข้าวของเก่าของวัด ก่อนที่หลวงปู่ช้วนและผู้เกี่ยวข้องจะรับดูแล รวมกับสิ่งของที่ชาวบ้านนำมาถวายจนเกิดพิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษา นิทรรศการยังเล่าเครื่องมือและชีวิตชาวสวนในละแวกนั้น ราว พ.ศ. 2550 เมื่อวัดซ่อมแซมกุฏิ จึงจัดสรรกุฏิเก่าบางส่วนเป็นพื้นที่แสดงสิ่งของที่พระและชุมชนช่วยกันเก็บรักษา

ราชสำนักและเรื่องเล่าม้าพยศ

ชาวชุมชนจดจำหลวงปู่เอี่ยมในเรื่องกิจวัตรที่สม่ำเสมอ ท่านลงอุโบสถตามกำหนด แม้ฝนตกก็ยังเดินไป และได้รับนิมนต์เข้าร่วมพระราชพิธีทางพระพุทธศาสนาอยู่เสมอ ตามตำนานท้องถิ่น ท่านทำนายการเสด็จยุโรปของรัชกาลที่ 5 ถวายยันต์มงกุฎพระพุทธเจ้า และคาถาเสกหญ้าให้ม้า เรื่องราวนี้ยังเล่าสืบกันในชุมชนวัดหนัง

ประวัติที่กานต์ คเณศ์พรเรียบเรียงเล่าเหตุการณ์เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จฝรั่งเศสว่า รัชกาลที่ 5 ทรงพบม้าพยศที่ไม่มีใครขี่ได้ ทรงระลึกถึงคาถาที่หลวงปู่เอี่ยมถวาย แล้วเสกหญ้าให้กิน ม้าจึงสงบและยอมให้ทรงขี่

วันมรณภาพในบันทึกต่างฉบับ

ท่านมรณภาพด้วยโรคชราใน พ.ศ. 2469 ฐานข้อมูลชุมชนเก็บวันแบบจันทรคติว่า “วันจันทร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีขาล” และระบุอายุ 94 ปี ส่วนวันที่สากลมีทั้ง 26 และ 29 เมษายน ซึ่งตรงกับวันจันทร์และวันพฤหัสบดีตามลำดับ จึงยังไม่ใช่ข้อความที่สอดคล้องกันทั้งหมด อีกวันที่พบคือ 24 เมษายน แต่ยังไม่ทราบเอกสารต้นทางที่ยืนยันได้ จำนวนพรรษาก็มีทั้ง 71 และ 72 วันมรณภาพ อายุ และพรรษาที่แน่นอนจึงยังต้องตรวจจากเอกสารวัดยุคต้น ไม่อาจอธิบายความต่างทั้งหมดด้วยวิธีนับอายุแบบเดียว

พระปิดตาและเครื่องราง

วัตถุมงคลที่มีชื่อเสียงที่สุดคือพระปิดตา แต่คำว่า “พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยม” ไม่ได้หมายถึงพิมพ์เดียว ตามบันทึกการจำแนก มีทั้งเนื้อสัมฤทธิ์ ตะกั่ว ผงใบลาน ผงหัวบานเย็น และไม้แกะ มีชื่อพิมพ์ยันต์ยุ่ง พิมพ์ประกบ และพิมพ์สังฆาฏิ เป็นต้น พระปิดตายันต์ยุ่งเนื้อโลหะมักอธิบายว่าสร้างด้วยการปั้นหุ่นเทียนเป็นรายองค์ วางเส้นยันต์ แล้วหล่อแบบสูญขี้ผึ้ง จึงเกิดความต่างของขนาด เส้น และรอยแต่ง ความแตกต่างจากกระบวนการผลิตเพียงอย่างเดียวไม่อาจยืนยันความแท้ ยังต้องพิจารณาวัสดุและที่มาร่วมด้วย

นอกจากพระปิดตา ยังมีหมากทุย ตะกรุด พระชัยวัฒน์ และเหรียญหลายลักษณะที่วงการผูกกับชื่อท่าน สิ่งเหล่านี้เป็นคนละประเภท และยังมีผลงานของเจ้าอาวาสรุ่นหลังหรือของที่วัดจัดสร้างภายหลังมรณภาพ หลักฐานสำคัญในการแยกที่มาประกอบด้วยภาพหน้า หลัง ด้านข้าง ขนาด น้ำหนัก ผลตรวจวัสดุ ร่องรอยการทำ ที่มาเดิม สิ่งพิมพ์เก่าสุดที่ค้นพบ และหลักฐานเชื่อมกับวัดและช่วงเวลา

ศิษย์และกิจการวัดรุ่นต่อมา

พระวิเชียรกวี (ฉัตร อินฺทสุวณฺโณ) ผู้ครองวัดต่อมา อุปสมบทใน พ.ศ. 2449 โดยมีหลวงปู่เอี่ยมเป็นพระอุปัชฌาย์ ประวัติของท่านเล่าว่า เมื่อมารับหน้าที่ อาคารที่หลวงปู่เอี่ยมบูรณะไว้ยังสมบูรณ์ จึงดูแลซ่อมแซมควบคู่กับการเปิดสอนบาลีและนักธรรม พร้อมค่อย ๆ จัดระเบียบข้อวัตรของวัด

ศิษย์ที่มีประวัติระบุชื่อชัดเจนคือหลวงปู่ผล คุตตจิตโต ซึ่งภายหลังเป็นเจ้าอาวาสวัดหนัง ชีวประวัติระบุว่าอุปสมบท พ.ศ. 2458 โดยมีหลวงปู่เอี่ยมเป็นพระอุปัชฌาย์ และเรียนกรรมฐานกับวิชาอาคมจากท่าน พ.ศ. 2467 และ 2468 ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูใบฎีกาและพระครูสมุห์ในฐานานุกรมของหลวงปู่เอี่ยมตามลำดับ ต่อมาหลวงปู่ผลสร้างพระปิดตาและหมากทุยด้วย บทความเตือนว่าของบางชิ้นถูกนับเป็นของอาจารย์ การสืบวิชาจึงไม่ได้หมายความว่าเป็นวัตถุที่สร้างในยุคเดียวกัน

หลวงปู่ผลได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสใน พ.ศ. 2503 ไม่ได้ขึ้นครองวัดทันทีที่หลวงปู่เอี่ยมมรณภาพ ท่านเริ่มงานซ่อมสร้างตั้งแต่เป็นผู้ช่วย งานในรุ่นของท่านรวมถึงกุฏิ มณฑปพระพุทธบาทจำลอง หลังคาอุโบสถ และเมรุ สืบต่องานดูแลพระอาราม

ชีวประวัติยังระบุประเสริฐ วัดนางชี บุญมี วัดอ่างแก้ว และชู วัดนาคปรก ว่าอุปสมบทโดยมีหลวงปู่เอี่ยมเป็นพระอุปัชฌาย์

ฆราวาสก็มีส่วนช่วยในการสร้างวัตถุมงคล ตามบันทึกความทรงจำที่ถ่ายทอดต่อมา นายถม ทองอู๋ อยู่รับใช้หลวงปู่เอี่ยมตั้งแต่วัยเด็ก ช่วยหล่อพระ จารตะกรุด และเก็บหมากสำหรับทำหมากทุย ส่วนความสัมพันธ์ทางเครือญาติที่แน่นอนยังต้องอาศัยข้อมูลครอบครัวช่วยให้ชัดเจน

สองวัดและพระเถระชื่อเดียวกัน

หลวงปู่เอี่ยมพำนักทั้งที่วัดโคนอนและวัดหนัง จึงมีคำอธิบายที่มาของวัตถุมงคลเชื่อมกับทั้งสองวัด นักสะสมบางรายประเมินว่าส่วนใหญ่สร้างที่วัดหนัง แต่สัดส่วนและสถานที่สร้างของแต่ละพิมพ์ยังไม่แน่นอน วัตถุที่สืบกันว่าเป็นของหลวงปู่เอี่ยมอาจมาจากต่างช่วงเวลา จึงต้องติดตามประวัติของแต่ละกลุ่มแยกกัน

พระเถระสองรูปที่มีชื่อเอี่ยมเหมือนกันต้องแยกให้ชัด รูปหนึ่งคือเอี่ยม สุวณฺณสโร แห่งวัดหนัง ส่วนอีกท่านคือเอี่ยม ปฐมนาม แห่งวัดสะพานสูง ฉายา วัด พื้นที่ ช่วงชีวิต และเครื่องรางที่ผูกกับชื่อทั้งสองรูปต่างกัน ป้ายวัตถุที่เขียนเพียง “หลวงปู่เอี่ยม” จึงยังระบุตัวบุคคลไม่ได้ ชื่อเต็มพร้อมวัดช่วยให้ติดตามสายสืบทอดได้ตรงคน

จากครอบครัวชาวสวนบางขุนเทียน สู่การเรียนพระปริยัติ การติดตามหลวงปู่รอด และการครองวัดโคนอนกับวัดหนัง ชีวิตของหลวงปู่เอี่ยมผูกพันกับวัดและผู้คนในท้องถิ่นมาโดยตลอด ทุกวันนี้ผู้ศรัทธายังระลึกถึงท่านผ่านพระปิดตา เครื่องราง เรื่องเล่าความสัมพันธ์กับราชสำนัก ตลอดจนข้าวของและภาพเก่าที่วัดเก็บรักษาไว้

การเก็บ ความเห็น และห้องร่วมพิจารณา ต้องเป็นสมาชิกทั่วไปที่ผ่านแล้ว การอ่านไม่ต้องสมัคร สมัครเป็นผู้อ่าน