หลวงปู่หิน อินฺทวินโย พระธุดงค์และผู้พัฒนาวัดระฆัง
หลวงปู่หิน อินฺทวินโย เติบโตในครอบครัวชาวนาที่กัมพูชา ก่อนมาพำนักที่วัดระฆังโฆสิตารามในกรุงเทพฯ ราว 43 ปี นักสะสมมักรู้จักท่านผ่านพระผงทรงสมเด็จ แต่ชีวประวัติยังเล่าถึงพระที่หยุดธุดงค์เพื่อดูแลเพื่อนผู้ป่วย อยู่ช่วยสร้างวัดในอยุธยา และรับภาระสอนกรรมฐาน ดูแลหมู่กุฏิ ตลอดจนควบคุมงานช่างที่วัดระฆัง ท่านมิใช่เจ้าอาวาส ตำแหน่งพระครูสังฆรักษ์อยู่ในฐานานุกรมของหลวงปู่นาค ในแหล่งภาษาจีนพบชื่อ 龍婆興 รวมทั้ง 龍婆顯 龍波顯 และ 龍普興 การเทียบชื่อจึงต้องดูฉายาและวัดประกอบ ไม่ใช่อาศัยเสียงอ่านเพียงอย่างเดียว
ครอบครัวและการบวช
ตามชีวประวัติที่อ้างถึงหนังสืองานศพ หลวงปู่หินมีนามสกุลเดิมว่าสุขเกษม เกิดวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2442 เวลาประมาณ 18.30 น. ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 12 ปีกุน บิดาชื่อนายคิม มารดาชื่อนางอินทร์ มีอาชีพทำนา สถานที่เกิดเขียนว่า ตำบลจาง อำเภอตะแบก จังหวัดเปรแวง ประเทศกัมพูชา ชื่อเขตปกครองเก่าในภาษาเขมรกับภาษาไทยอาจไม่ตรงกับขอบเขตปัจจุบัน จึงยังไม่อาจชี้ว่าเป็นอำเภอใดในปัจจุบันได้โดยไม่มีแผนที่ประวัติศาสตร์ประกอบ
ชีวประวัติภาษาไทยเล่าว่าท่านบรรพชาเมื่ออายุ 15 ปี แล้วจึงลาสิกขาไปช่วยบิดามารดา ขณะที่ฉบับภาษาจีนบางฉบับระบุว่า 15 ปีเป็นอายุเมื่อลาสิกขา เรื่องช่วงวัยนี้จึงยังมีคำเล่าต่างกัน วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2463 จึงอุปสมบทที่วัดธนาคันใกล้บ้าน ชื่อพระอุปัชฌาย์พบทั้งพระนพรัตนวงศาและพระรัตนาวงศาในฉบับถอดความ มีพระอาจารย์แรมเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมงคลเถระเป็นพระอนุสาวนาจารย์ เพราะท่านเกิดเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2442 วันอุปสมบทมีอายุเต็มประมาณ 20 ปีครึ่ง คำว่า 21 ปีในชีวประวัติอาจสะท้อนวิธีนับอายุที่ต่างกัน
ธุดงค์และดูแลพระสหาย
หลังอุปสมบท ท่านศึกษาพระธรรมวินัยและกรรมฐานที่วัดธนาคัน ประวัติยังกล่าวถึงการเรียนตรีนิสิงเห เลขยันต์ และแพทย์แผนเดิม ตลอดจนธุดงค์ในกัมพูชา พระตะบอง นครวัด และพม่า ต่อมาเดินทางจากเสียมราฐผ่านอรัญประเทศ กบินทร์บุรี นครนายก และสระบุรีเพื่อนมัสการพระพุทธบาท ก่อนกลับกัมพูชา อีกช่วงหนึ่งขึ้นทางตาก เชียงใหม่ สุโขทัย และมีเรื่องการเดินทางถึงเวียงจันทน์ หลวงพระบาง กับความตั้งใจจะไปอินเดีย เส้นทางที่ศิษย์บันทึกไว้เหล่านี้ประกอบเป็นเรื่องราวช่วงแสวงหาครูและฝึกฝนตนของท่าน
จุดเปลี่ยนช่วงหนึ่งเกิดเมื่อพระสหธรรมิกป่วยกลางทาง หลวงปู่หินอยู่ดูแลจนต้องจำพรรษาที่ตากหนึ่งพรรษา และพระรูปนั้นมรณภาพในเวลาต่อมา เมื่อท่านลงมาถึงวัดทางหลวง ตำบลปลายกลัด อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้พบพระอุปัชฌาย์เทพ เจ้าอาวาสที่รู้จักกันมาก่อน พระอุปัชฌาย์เทพขอให้อยู่ช่วยงาน ท่านจึงพำนักประมาณ 11 พรรษา ช่วยสร้างเสนาสนะ วิหาร และศาลาฟังธรรมขนาดใหญ่ ประสบการณ์นี้ทำให้เห็นทักษะช่างและการจัดแรงงานก่อนเข้าสู่วัดระฆัง
การเรียนวิชาในอยุธยา
ชีวประวัติเชื่อมการเรียนวิชาช่วงอยุธยาของท่านกับหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก และหลวงพ่อต่วน วัดกล้วย โดยกล่าวถึงความเป็นพระสหายด้วย แต่ไม่ได้แจกแจงว่าได้รับวิชาใดจากแต่ละรูป ทั้งสองชื่อจึงปรากฏอยู่ในประวัติการศึกษาและคบหาของท่าน ส่วนรายละเอียดการถ่ายทอดแต่ละวิชายังไม่ได้ระบุ
เข้าวัดระฆังและรับงานพัฒนา
พ.ศ. 2478 เมื่อเห็นว่าวัดทางหลวงมั่นคงแล้ว ท่านเดินทางเข้าวัดระฆังด้วยความศรัทธาในสมเด็จพระพุฒาจารย์โต หลวงปู่นาคซึ่งขณะนั้นมีสมณศักดิ์เป็นพระราชโมฬีสนทนาธรรมกับท่านและชวนให้อยู่ประจำคณะ 3 บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของวัด ซึ่งต่อมาเป็นโรงเรียนโฆสิตสโมสร หลวงปู่นาคมอบหมายให้ช่วยสอนกรรมฐาน ดูแลกิจของสงฆ์ และต่อมาให้รับผิดชอบคณะ 7 คำว่า “คณะ 7” ในที่นี้หมายถึงหมู่กุฏิกับหน่วยปกครองภายในวัด ไม่ใช่เจ้าคณะเขตทางราชการ
ประวัติเล่าถึงงานก่อสร้างครั้งสำคัญ พ.ศ. 2495 วัดดำริย้ายกุฏิด้านเหนือพระอุโบสถไปทางใต้ใกล้คลอง หลวงปู่นาคให้หลวงปู่หินควบคุมงานและพระผู้ใช้แรงงาน ข้อมูลถอดความระบุว่า กุฏิห้าหลังเสร็จในเวลาห้าเดือนเศษ ใช้เงินประมาณห้าพันบาทเพราะนำไม้เก่ากลับมาใช้ การนำไม้เดิมมาประกอบใหม่และอาศัยแรงงานพระช่วยให้งานดำเนินไปได้ด้วยงบประมาณจำกัด
ชีวประวัติกล่าวถึงงานที่วัดทางหลวง วัดหนองครก อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย และสำนักวิปัสสนาวิเวกอาศรม จังหวัดชลบุรี นอกเหนือจากวัดระฆังด้วย ศิษย์จดจำแนวคิดของท่านว่า การบวชคือการสละชีวิตเป็นพุทธบูชา งานเกื้อกูลพระศาสนาจึงเป็นกิจที่ควรรับไว้ ประวัติเล่าอีกว่า เมื่อเงินก่อสร้างไม่พอ ท่านนำพระผงให้ญาติโยมบูชาเพื่อนำรายได้มาช่วยงาน การปฏิบัติ งานช่าง และการสร้างพระจึงผูกพันอยู่กับการดูแลวัดในชีวิตประจำวัน
ศิษย์รุ่นหลัง
พระรุ่นหลังที่มีประวัติว่าได้เรียนจากท่าน ได้แก่ เจ้าคุณเที่ยง หรือพระธรรมธีรราชมหามุนี (เที่ยง อคฺคธมฺโม) ซึ่งต่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆัง ประวัติของเจ้าคุณเที่ยงเล่าว่าท่านเรียนวิชาตามแนวทางสมเด็จโตจากทั้งหลวงปู่นาคและหลวงปู่หิน และภายหลังได้รับนิมนต์ร่วมพิธีพุทธาภิเษกอยู่เสมอ พระเถระรูปนี้เป็นคนละท่านกับอาจารย์เที่ยง น่วมมานา ครูฆราวาสสายบ้านมีดี
กรรมฐานและเรื่องบาตรน้ำมนต์
ในความทรงจำของศิษย์ ความสงบของท่านอยู่คู่กับอารมณ์ขัน ท่านใช้เวลานานในกุฏิกับการปฏิบัติ แต่เมื่อตอบคำถามกลับมีถ้อยคำชวนให้คิด เรื่องหนึ่งเล่าว่าท่านเคยกล่าวถึงการไปปรึกษาธรรมกับสมเด็จโตในสมาธิ เล่ากันว่าท่านพูดเรื่องนี้ติดตลก ผู้ฟังประหลาดใจแต่ไม่กล้าถามต่อ เรื่องนี้เล่าถึงการปรึกษาธรรมในสมาธิ มิใช่การพบกันเพื่อเรียนวิชาในช่วงที่ทั้งสองยังมีชีวิต
เรื่องเล่าของศิษย์อีกตอนหนึ่งเกิดในพระอุโบสถวัดระฆัง ขณะท่านสวดชินบัญชรปลุกเสก น้ำในบาตรมีฟองและเสียงคล้ายของแข็งกระทบ แต่เมื่อดูก้นบาตรกลับไม่พบสิ่งใด เล่ากันว่าศิษย์ถามถึงเสียงนั้น ท่านตอบว่าเป็นตะปู ก้อนหิน หรือของคุณไสย เมื่อถามว่าเหตุใดจึงไม่เหลือสิ่งใดในบาตร ท่านอธิบายว่าพระคาถาได้ทำลายไปแล้ว
รุ่นพระผงและพระที่แจกเป็นการส่วนตัว
ลำดับพระผงที่ใช้กันทั่วไปเริ่ม พ.ศ. 2482 รุ่นแรกห้าพิมพ์ ได้แก่ อกครุฑ แหวกม่าน เส้นด้าย เจดีย์ใหญ่ และเจดีย์เล็ก พ.ศ. 2484 มีอีกห้าพิมพ์ พ.ศ. 2488 สองพิมพ์ พ.ศ. 2494–2495 มีพระประธาน เจดีย์ และสามเหลี่ยมทั้งเนื้อผงกับผงใบลาน พ.ศ. 2497 สองพิมพ์ พ.ศ. 2500 มีพระขนาดบูชา ปรกโพธิ์ นาคปรก ฐานหมอน เจดีย์ เม็ดแตง และคะแนนหลายแบบ พ.ศ. 2512 รุ่นเสาร์ 5 หกพิมพ์ และ พ.ศ. 2515 รุ่น 100 ปีสมเด็จโตสองพิมพ์หลัก พร้อมข้อมูลเหรียญรูปเหมือน พ.ศ. 2516 บัญชีแปดรุ่นนี้เน้นพระผงและมีข้อมูลเหรียญประกอบ ประวัติยังกล่าวถึง “พิมพ์นอก” ที่ท่านแจกเป็นการส่วนตัว รูปแบบต่างจากรุ่นที่ออกเป็นทางการ จำนวนพิมพ์ข้างต้นจึงไม่ครอบคลุมวัตถุมงคลทั้งหมด
มวลสารและผู้ช่วยสร้างพระ
ประวัติมวลสารกล่าวถึงการนำพระสมเด็จที่แตกหักมารวมกับผงเก่าของวัดระฆัง ผงปิลันทน์จากกรุ ผงจากวัดสามปลื้ม ผงสุริบาตร และผงตรีนิสิงเห โดยมีอาจารย์ขวัญ วิสิฏโฐ หรือขวัญ คุ้มประยูร ช่วยงานสร้างพระ ประวัติบันทึกงานสร้างพระที่อาจารย์ขวัญช่วยอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ได้เล่ารายละเอียดการถ่ายทอดวิชา เรื่องผงเก่าเป็นประวัติส่วนผสมตามคำบอกเล่า มิใช่ผลตรวจพระทุกองค์ในตลาด เม็ดผง สี และความเก่าที่เห็นด้วยตาไม่อาจยืนยันว่ามีชิ้นส่วนพระสมเด็จโตอยู่จริง
เรื่องเล่ามวลสารอีกตอนกล่าวถึงครอบครัวอาจารย์ขวัญ เล่ากันว่าโยมมารดาเคยถวายอาหารแก่สมเด็จโตและได้รับพระกลับมา เมื่อมารดาถึงแก่กรรม อาจารย์ขวัญจึงมอบพระที่บ้านเก็บไว้ให้หลวงปู่หินใช้สร้างพระ ท่านยังขอผงจากมหาเลี่ยม ผู้ดูแลกุฏิสมเด็จโต แล้วนำมามอบให้อีกด้วย เรื่องที่เล่าสืบกันนี้ช่วยขยายความทรงจำเกี่ยวกับงานจัดหามวลสารของอาจารย์ขวัญ
วาระสร้างพระและการบูรณะบ่อน้ำมนต์
พ.ศ. 2500 เป็นวาระกึ่งพุทธกาล พ.ศ. 2512 เป็นปีที่เรียกรุ่นเสาร์ 5 และ พ.ศ. 2515 เป็นวาระ 100 ปีมรณภาพสมเด็จโต แต่ละปีมีบริบทและพิธีต่างกัน ห้ามรวมเป็น “รุ่นแรก” หรือใช้ชื่อเหตุการณ์แทนการตรวจรุ่น พิมพ์ไม้จากเสากุฏิสมเด็จโตที่กล่าวถึงในรุ่น 2512 และพระเข้าพิธีใหญ่ปี 2515 ต้องมีหนังสือพิธี ภาพเก่า กล่องเดิม หรือบันทึกวัดช่วยยืนยัน ชื่อที่ใช้ในตลาดอาจซ้ำกันในหลายรุ่น จึงยืนยันรุ่นจากชื่อเพียงอย่างเดียวไม่ได้ สำหรับรุ่น พ.ศ. 2512 แหล่งข้อมูลอธิบายเสาร์ 5 ว่าเป็นวันเสาร์ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 ตามจันทรคติ ไม่ใช่วันศุกร์กับวันอาทิตย์รวมกัน และไม่ใช่วันที่ 5 พฤษภาคมตามสุริยคติ
บทความนักสะสมอีกฉบับนับต่อถึงพระกริ่งรูปเหมือน พ.ศ. 2518 และเหรียญ พ.ศ. 2521 จึงมีกรอบสิบรุ่น อีกทั้งเล่าว่าขณะบูรณะบ่อน้ำมนต์ใน พ.ศ. 2515 พบแผ่นยันต์ ก่อนนำกลับลงบ่อเมื่อซ่อมเสร็จ และจัดสร้างพระหารายได้ช่วยงาน การโยงแผ่นยันต์กับสมเด็จโตยังเป็นข้อสันนิษฐาน ขอบเขตของบัญชีแปดรุ่นกับสิบรุ่นต่างกัน จึงใช้ตัวเลขรุ่นตัดสินพระองค์หนึ่งไม่ได้
หลวงปู่หินกับหลวงปู่นาคอยู่วัดระฆังในช่วงเวลาทับซ้อนกัน พระทรงสมเด็จ เรื่องมวลสาร และผู้ช่วยงานในวัดจึงอาจทำให้ผู้เริ่มศึกษาสับสน ผู้ดำริสร้าง ผู้หามวลสาร ผู้ทำแม่พิมพ์ ผู้กดพระ ผู้จัดพิธี และผู้ร่วมอธิษฐานจิตมิใช่บทบาทเดียวกัน การที่พระเถระร่วมพิธีไม่ได้แปลว่าท่านเป็นผู้ริเริ่มสร้างพระทุกองค์ ต้องพิจารณาปี ขนาด ด้านหน้า ด้านหลัง และหลักฐานการเผยแพร่เก่าประกอบ รูปทรงหรือสีผงคล้ายกัน รวมถึงการอยู่ในรายการประกวด ไม่พอจะระบุผู้สร้างหรือรับรองความแท้
อาพาธและมรณภาพ
ปลายชีวิต ท่านไปพักรักษาตัวที่วัดกล้วย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ข้อมูลถอดความกล่าวว่ามีก้อนเนื้อที่กระพุ้งแก้มและเชื่อมกับการฉันหมาก สาเหตุนี้เป็นการอธิบายภายหลัง ไม่ใช่ผลชิ้นเนื้อที่ตรวจได้ วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2521 ท่านกลับวัดระฆัง และมรณภาพวันที่ 21 พฤษภาคม รวมอายุแบบประเพณี 79 ปี 58 พรรษา ท่านอยู่วัดระฆังตั้งแต่ พ.ศ. 2478 ราว 43 ปี แต่ไม่ใช่เจ้าอาวาส บทบาทของท่านคือ พระเถระ ครูกรรมฐาน ผู้ดูแลหมู่กุฏิ และหัวหน้างานพัฒนา
หนังสืออนุสรณ์และความทรงจำ
ฉายาของพระครูสังฆรักษ์หินคือ “อินฺทวินโย” มิใช่ “อินฺทสโร” ตามที่ปรากฏในประวัติบางฉบับ ห้องสมุดสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต เก็บหนังสือชื่อ *ประวัติ และ ผลงาน พระครูสังฆรักษ์ หิน อินฺทวินโย พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๑* จำนวน 62 หน้าและภาพอีก 8 หน้า เป็นหนังสืองานศพที่มีทั้งประวัติ ผลงาน บทความพระพิมพ์ ธรรมะ และกฎหมาย เป็นร่องรอยหนังสือที่ช่วยให้คนรุ่นหลังติดตามชีวิตและผลงานของท่าน
เส้นทางจากกัมพูชาผ่านอยุธยาสู่วัดระฆังทำให้เห็นชีวิตที่เชื่อมธุดงค์ การดูแลพระสหาย กรรมฐาน และงานวัดเข้าด้วยกัน สิ่งที่หลวงปู่หินฝากไว้จึงมิใช่เพียงพระผงต่างปี แต่รวมถึงเสนาสนะ งานพัฒนา และความทรงจำที่ศิษย์มีต่ออุปนิสัยของท่าน ทั้งเรื่องปรึกษาธรรมในสมาธิ เรื่องบาตรน้ำมนต์ และงานก่อสร้างที่ท่านลงมือทำ จึงยังถูกเล่าควบคู่กันในสายวัดระฆัง