หลวงปู่บุญ ขนฺธโชติ กับมรดกวัดกลางบางแก้ว
พระพุทธวิถีนายก (บุญ ขนฺธโชติ) หรือหลวงปู่บุญ เป็นอดีตเจ้าอาวาสสำคัญของวัดกลางบางแก้ว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ในบทความนักสะสมภาษาจีนพบชื่อ 龍普本 และ 龍普Boon รวมทั้งชื่อวัด 瓦剛芒轎寺 ชีวิตของท่านเกี่ยวพันกับการศึกษาของวัด การปกครองสงฆ์ในท้องถิ่น การเก็บรักษาคัมภีร์และตำรายา ตลอดจนศิษย์หลายรุ่น เบี้ยแก้ พระผงยา และเหรียญที่ภายหลังเรียกว่าเจ้าสัวจึงมีที่มาจากชีวิตและกิจการของสำนักวัด มิใช่วัตถุสะสมที่แยกขาดจากผู้คนรอบตัวท่าน
ในวงการสะสมภาษาจีนยังพบชื่อ 龍普Boon、龍婆Boon และชื่อวัด 瓦邦崗嬌 ซึ่งหมายถึงหลวงปู่บุญและวัดเดียวกับชื่อ 龍普本 และ 瓦剛芒轎寺
วัยเด็กและการศึกษาในวัด
ชีวประวัติฉบับละเอียดส่วนใหญ่ระบุว่า ท่านเกิดวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2391 ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 8 ปีวอก เวลาใกล้รุ่ง ขณะที่บางฉบับใช้ พ.ศ. 2390 ชื่อพื้นที่เกิดเปลี่ยนไปตามการปกครอง จากบ้านนางสาว อำเภอตลาดใหม่ เมืองนครชัยศรี ต่อมาเป็นตำบลท่าไม้ อำเภอสามพราน และปัจจุบันอยู่ตำบลท่าไม้ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร บิดาชื่อนายเส็ง มารดาชื่อนางลิ้ม ท่านเป็นบุตรคนโตในพี่น้องหกคน ชื่อเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนเขตการปกครอง มิได้หมายความว่าเป็นคนละสถานที่เพียงเพราะชื่อจังหวัดหรืออำเภอต่างกัน
ประวัติครอบครัวเล่าว่า เมื่อแรกเกิดท่านป่วยหนักจนแทบไม่หายใจ คนในบ้านเข้าใจว่าเสียชีวิตแล้ว แต่กลับฟื้นขึ้นมาจึงตั้งชื่อว่า “บุญ” ต่อมาครอบครัวย้ายไปบางช้างทำนา เมื่ออายุราว 13 ปีบิดาเสียชีวิต โยมป้าจึงนำไปฝากเรียนกับพระปลัดทอง เจ้าอาวาสวัดคงคาราม
พระปลัดทองสอนหนังสือไทย อักษรขอม บทสวด และตำราพื้นฐานของสำนักวัด เมื่ออายุ 15 ปี ราว พ.ศ. 2406 ท่านบรรพชาเป็นสามเณร ศึกษาทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระ มีเรื่องเล่าว่า เมื่ออายุ 19 ปีท่านป่วยเรื้อรัง พระปลัดทองตรวจชะตาแล้วแนะนำให้ลาสิกขาก่อน รอจนหายและอายุ 22 ปีจึงกลับมาอุปสมบท ชีวประวัติเล่าต่อว่า ท่านหายป่วยและกลับเข้าสู่เพศบรรพชิตตามคำแนะนำของครู
ศูนย์ข้อมูลของมหาวิทยาลัยศิลปากรกล่าวถึงตำนานพระศิลาขาวว่า พระปลัดทองเห็นแสงเหนือพื้นที่รกร้างในสมาธิ ส่วนสามเณรบุญเห็นพระพุทธรูป เมื่อไปถางป่าก็พบพระศิลาประทับนั่งในจอมปลวก จึงอัญเชิญไปวัดพระปฐมเจดีย์ เรื่องนี้มีปี 2404 และ 2409 ต่างกัน ยังยุติไม่ได้
การอุปสมบทและครูบาอาจารย์
วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2412 เวลาบ่าย ท่านอุปสมบทในพัทธสีมาวัดกลางบางแก้ว ได้ฉายา “ขนฺธโชติ” ข้อมูลฉบับละเอียดกล่าวว่ามีพระร่วมพิธีราว 30 รูป พระปลัดปาน เจ้าอาวาสวัดตุ๊กตาหรือวัดพิไทยทาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดทองและพระอธิการทรัพย์ วัดงิ้วราย ทำหน้าที่หลักในพิธี ส่วนพระครูปริมานุรักษ์ วัดสุประดิษฐานราม กับพระอธิการจับ วัดท่ามอญ ก็ร่วมให้สรณาคมน์ ศีล และสวดกรรมวาจา ตำแหน่งพิธีที่แน่นอนของแต่ละรูปยังควรเทียบใบสุทธิ
พื้นฐานด้านปริยัติและปฏิบัติของท่านมาจากพระปลัดทองกับพระปลัดปานเป็นหลัก บทความรุ่นหลังโยงสายวิชาจำนวนมากไปถึงสำนักโบราณและพระอาจารย์ต่างวัด บางส่วนอาจเกิดจากการแลกเปลี่ยนระหว่างการจาริก แต่ยังไม่มีเอกสารต้นทางครบทุกข้อ เรื่องราวเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ท่านสั่งสมความรู้ด้านกรรมฐาน อักษรขอม พิธีกรรม และยา ผ่านครูหลัก การธุดงค์ และการพบปะพระร่วมสมัย
การพบปะพระเถระและความทรงจำของศิษย์
หลวงปู่เพิ่มเคยเล่าว่า สมเด็จพระสังฆราชแพ วัดสุทัศนเทพวราราม เมื่อครั้งยังมิได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช เสด็จมาเยี่ยมและพักค้างกับหลวงปู่บุญอยู่เสมอ ทั้งสองรูปสนทนาธรรม กรรมฐาน และความรู้เรื่องการสร้างพระ บางคราวคุยกันจนดึก สามเณรเพิ่มจึงคอยต้มน้ำถวายอยู่ใกล้ ๆ ความทรงจำนี้บอกถึงความคุ้นเคยของพระเถระทั้งสอง แต่ไม่ได้ระบุว่าท่านร่วมสร้างพระรุ่นใดอย่างแน่นอน
หลวงปู่เพิ่มยังเล่าถึงครั้งที่หลวงปู่บุญให้ยกถังน้ำกับขันไปหน้ากุฏิ แล้วพรมน้ำขึ้นฟ้า บอกว่าจะช่วยดับไฟที่บ้านศิษย์ในสำเพ็ง กรุงเทพฯ ต่อมาอาจารย์พามาเยี่ยมและเล่าเรื่องไฟไหม้สำเพ็ง เมื่อหลวงปู่เพิ่มสอบถามวัน ก็ตรงกับวันที่ครูพรมน้ำ ท่านนำความทรงจำนี้มาเล่าให้ศิษย์ที่คอยอุปัฏฐากฟังในภายหลัง
การครองวัดและงานคณะสงฆ์
ลำดับเจ้าอาวาสที่สืบกันระบุว่า พระปลัดทองมรณภาพราว พ.ศ. 2418 จากนั้นพระอาจารย์แจ้งครองวัดจนมรณภาพราว พ.ศ. 2428 และหลวงปู่บุญจึงได้รับนิมนต์ให้ขึ้นปกครองประมาณ พ.ศ. 2429 ปีในช่วงต้นอาศัยคำบอกเล่าและลำดับเจ้าอาวาสที่เรียบเรียงภายหลัง จึงอาจไม่ตรงกับวันแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ท่านครองวัดเกือบครึ่งศตวรรษ สร้างเครือข่ายศรัทธาของชาวสวน พ่อค้า ข้าราชการ และคหบดีที่ช่วยให้วัดมีทรัพยากรด้านการศึกษา อาคาร และการรักษาคัมภีร์มากขึ้น
วัดเดิมชื่อวัดคงคาราม ประวัติฉบับหนึ่งระบุว่า ใน พ.ศ. 2458 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสเสด็จตรวจวัดตามลำน้ำนครชัยศรี และประทานชื่อวัดกลางบางแก้วตามที่ตั้งตรงปากคลองบางแก้ว ระหว่างวัดตุ๊กตากับวัดใหม่สุประดิษฐาราม อีกสำนวนใช้ปี 2465 แต่ข้อมูลมหาเถรสมาคมยืนยันว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ พ.ศ. 2464 จึงไม่อาจเสด็จมาประทานชื่อด้วยพระองค์เองในปี 2465 ได้ ส่วนปี 2458 ยังต้องตรวจเอกสารร่วมสมัยประกอบ ชื่อเก่าและชื่อใหม่หมายถึงวัดเดียวกัน มิได้แสดงว่าหลวงปู่บุญเปลี่ยนสายวิชา
ด้านคณะสงฆ์ แหล่งที่ใช้กันแพร่หลายระบุว่า วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2462 ท่านได้รับสัญญาบัตรเป็นพระครูพุทธวิถีนายกและเป็นเจ้าคณะรองจังหวัดนครปฐม ต่อมา 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2471 เลื่อนเป็นพระราชาคณะสามัญที่พระพุทธวิถีนายก และมีหน้าที่ทางคณะสงฆ์ครอบคลุมนครปฐมกับสุพรรณบุรี รายละเอียดการขอลาเพราะชราภาพและการเป็นกิตติมศักดิ์ราว พ.ศ. 2474 ต้องตรวจราชกิจจานุเบกษาและตราตั้งก่อนลงเป็นข้อยุติ
การศึกษาและการเก็บรักษามรดกของวัด
งานศึกษาของวัดมีร่องรอยที่ระบุปีได้ ฉบับถอดข้อความประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม 22 บันทึกหอไตรปี 2431 กระโจมแตรแปดเหลี่ยมปี 2464 และโรงเรียนพระปริยัติธรรมไม้สักพร้อมการเปิดสอนแผนกธรรมในปี 2478 ข้อมูลนี้แสดงงานด้านวัฒนธรรมและการศึกษาต่อเนื่อง แต่ไม่ได้ยืนยันว่าหลวงปู่บุญควบคุมทุกโครงการด้วยตนเอง ส่วนศูนย์เด็กก่อนเกณฑ์ที่เปิดปี 2541 เป็นงานของคนรุ่นหลัง
พิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายกภายในวัดเก็บข้าวของเครื่องใช้ของหลวงปู่บุญกับหลวงปู่เพิ่ม ภาพถ่าย พระเครื่อง เครื่องราง ตัวยา สมุนไพร ปฏิทินลายมือ ใบลาน สมุดข่อย ตำราโหราศาสตร์ และตำรายา สิ่งเหล่านี้เปิดให้เห็นชีวิตด้านการอ่าน การสอน และการสงเคราะห์ชุมชนของสำนักวัด ประวัติวัตถุต้องพิจารณารายชิ้น ของในตลาดที่มีหน้าตาคล้ายกันจึงไม่อาจรับช่วงอายุหรือผู้สร้างจากวัตถุพิพิธภัณฑ์โดยอัตโนมัติ
ในพิพิธภัณฑ์ยังมีเอกสารการปฏิบัติหน้าที่ในคณะสงฆ์ จดหมายติดต่อ และปฏิทินโหราศาสตร์รายปีที่หลวงปู่คำนวณและเขียนด้วยลายมือ เอกสารเหล่านี้จัดแสดงร่วมกับตัวยาและเครื่องมือช่าง ทำให้เห็นชีวิตประจำวันของวัดผ่านงานเขียน การติดต่อ และการบูรณะ
พิพิธภัณฑ์เป็นงานที่คนรุ่นหลังสานต่อ หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่เพิ่มบันทึกพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531 เพื่อสมทบทุนสร้างอาคาร ในเวลาที่เรียบเรียงหนังสือ การสร้างพิพิธภัณฑ์ยังเป็นโครงการที่จะดำเนินต่อ ไม่ใช่อาคารที่หลวงปู่บุญสร้างเสร็จในสมัยของท่าน
ตำรายาและเรื่องเล่าการสอนศิษย์
เรื่องเล่าถึงที่มาของตำรับกล่าวว่า เมื่อหมอชราที่กระทุ่มแบนเสียชีวิต ลูกหลานไม่ได้สืบวิชา จึงนำสมุดตำรายามาถวายหลวงปู่บุญ ภายในมีตำรับจินดามณีอยู่ด้วย
ยาวาสนาจินดามณีอยู่กึ่งกลางระหว่างประวัติยา พิธีกรรม และศรัทธา เอกสารรุ่นหลังบันทึกตำรับที่ใช้เครื่องหอม เกสร เปลือกไม้ น้ำผึ้ง และส่วนผสมอีกหลายชนิด พร้อมอ้างสรรพคุณรักษาโรคกว้างขวาง ผู้อ่านปัจจุบันห้ามใช้เป็นยาครอบจักรวาลที่ผ่านการทดลองทางคลินิก และไม่ควรกินเม็ดยาเก่าที่ไม่ทราบส่วนผสม อาจมีโลหะหนัก หรือเสื่อมสภาพ ชีวประวัติยังระบุว่าพระผงยาบางพิมพ์เกิดจากศิษย์นำเนื้อยาที่เหลือไปกดพิมพ์เอง แล้วถวายให้หลวงปู่ปลุกเสกพร้อมยา มิใช่ทุกพิมพ์ที่ท่านออกแบบและกดด้วยตนเอง
มีเรื่องเล่าถึงพระรูปหนึ่งที่หลบการเรียน เมื่อเห็นหลวงปู่บุญเดินมาก็ตกใจจนกระโดดลงแม่น้ำที่เย็นจัด หลวงปู่เรียกให้ขึ้นจากน้ำเพื่อพ้นอันตรายก่อน แล้วจึงตักเตือน
เบี้ยแก้และพระหล่อ
เบี้ยแก้เป็นมรดกสำคัญอีกสายหนึ่ง วิธีที่เล่ากันคือบรรจุปรอทในเปลือกเบี้ย อุดชันโรง ใส่ตะกรุด หุ้มแผ่นตะกั่ว ถักเชือก แล้วลงรักหรือปิดทอง แต่ข้อมูลว่าเรียนตรงจากพระปลัดทองหรือได้รับผ่านสายหลวงปู่รอด วัดนายโรงยังไม่ตรงกัน งานวิชาการก็ชี้ว่าประวัติการถ่ายทอดบางส่วนเป็นคำบอกเล่า ปรอทมีพิษ ผู้ใช้ห้ามแกะ เผา เจาะ ขัด หรือจับวัสดุรั่วด้วยมือเปล่า การศึกษาควรใช้ภาพไม่ทำลาย น้ำหนัก เสียง และสายที่มาก่อน
พระหล่อที่ปัจจุบันเรียก “เหรียญเจ้าสัว” เดิมรู้จักในชื่อเหรียญหล่อซุ้มกระจัง ประเพณีวงการวางการสร้างราว พ.ศ. 2475–2477 ในโอกาสอายุเจ็ดรอบหรือเกี่ยวกับงานการศึกษาของวัด บางข้อมูลว่าพระวินัยกิจโกศลเป็นผู้จัดสร้างถวายและหลวงปู่บุญอธิษฐานจิต ภายหลังเมื่อคหบดีผู้ได้รับพระมีฐานะดีขึ้น จึงเกิดชื่อเจ้าสัว นี่เป็นชื่อและเรื่องเล่าภายหลัง ไม่ใช่คำรับประกันการลงทุนหรือความร่ำรวยจากวัด ปี เนื้อ และพิมพ์ต้องตรวจด้วยภาพเก่า เจ้าของเดิม และวัตถุพิพิธภัณฑ์
ศิษย์และผู้สืบสายวัด
ชีวประวัติยังกล่าวถึงผู้มาเรียนวิชากับท่าน ได้แก่ เจ้าคุณศรี สนธิ์ วัดสุทัศน์ พระอาจารย์พา วัดระฆัง และพระครูวินัยกิจโกศล ตรี วัดกัลยาณมิตร อีกเกร็ดหนึ่งเล่าว่า หลวงปู่บุญชื่นชมลายมือของหลวงปู่ดี สุวัณโณ วัดสุวรรณ ขณะถ่ายทอดวิชา จึงให้ศิษย์รูปนี้ช่วยคัดสูตรและคาถาลงใบลานด้วย
หลังหลวงปู่บุญมรณภาพ หลวงปู่เพิ่ม ปุญฺญวสโนและผู้สืบสายวัดได้รักษาประเพณีเบี้ยแก้ ผงยา พระปิดตา และพระหล่อไว้ต่อมา ส่วนหลวงปู่เจือ ปิยสีโลเป็นศิษย์โดยตรงของหลวงปู่เพิ่ม ชีวประวัติบันทึกว่าท่านอุปัฏฐากหลวงปู่เพิ่ม ช่วยทำเบี้ยแก้แล้วนำให้ครูอธิษฐานจิต และเคยเป็นรองเจ้าอาวาส ผู้สืบทอดวิชาจึงไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าอาวาสทุกองค์ ความสัมพันธ์นี้ไม่ควรรวมเป็นว่าหลวงปู่เพิ่มกับหลวงปู่เจือเป็นศิษย์ตรงของหลวงปู่บุญเหมือนกัน วัตถุรุ่นหลังที่ใช้ตำราเดิมหรือชื่อเจ้าสัวก็ไม่ใช่งานที่หลวงปู่บุญสร้างทันชีวิต
การสืบวิชากับการรับตำแหน่งเจ้าอาวาสไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันเสมอไป ประวัติวัดระบุว่ามีพระปลัดหล่อรักษาการก่อนหลวงปู่เพิ่มรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ หนังสืออนุสรณ์ให้ปีแต่งตั้งต่างกันระหว่าง พ.ศ. 2481 กับ 2482 จึงยังต้องตรวจตราตั้ง
วันมรณภาพและมรดกที่สืบต่อ
ชีวประวัติรุ่นหลังมักระบุปีมรณภาพเป็น พ.ศ. 2478 แต่พบทั้งวันที่ 30 มีนาคม เวลา 10.45 น. วันที่ 4 เมษายน และวันที่ 8 เมษายน อายุมีทั้ง 86 ปี 275 วันกับการนับแบบประเพณี 89 ปี พรรษามี 66 หรือ 67 ส่วนวันที่ในเดือนมีนาคมยังมีปัญหาเรื่องปีปฏิทิน สมัยนั้นขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน หากต้นฉบับใช้ศักราชอย่างที่ใช้กันในเวลานั้น มีนาคม 2478 จะตรงกับ ค.ศ. 1936 แต่ถ้าผู้เรียบเรียงปรับย้อนหลังตามระบบปัจจุบันก็อาจหมายถึง ค.ศ. 1935 นี่เป็นเงื่อนไขการเทียบปี ไม่ใช่ข้อยุติใหม่เรื่องวันมรณภาพ จึงยังต้องตรวจสมุดงานศพ หนังสืออนุสรณ์งานศพ หรือข่าวร่วมสมัย
มรดกที่หลวงปู่บุญทิ้งไว้จึงไม่ได้มีเพียงวัตถุมงคลชื่อดัง แต่รวมถึงประวัติของวัดที่สอนพระ รักษาความรู้ และตอบสนองความต้องการของชุมชน เรื่องชื่อที่ครอบครัวตั้งให้ ความสัมพันธ์ครูศิษย์ ตำนานตำรายา และความเชื่อเรื่องเครื่องรางทำให้ประวัตินี้มีทั้งชีวิตผู้คนและศรัทธา ขณะเดียวกัน งานปกครอง อาคาร และผู้สืบทอดก็ทำให้เห็นเรื่องราวที่กว้างกว่าปาฏิหาริย์ เมื่อพิจารณาวัตถุชิ้นหนึ่ง ชื่อกับรูปลักษณ์จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ยังมีคำถามว่าใครเป็นผู้ทำ อยู่ในยุคใด สร้างเพื่ออะไร และสืบประวัติย้อนกลับไปได้เพียงใด