กลับไปเกจิ

หลวงพ่อทองศุข/ทองสุข อินฺทโชโต

หลวงพ่อทองศุขแห่งวัดโตนดหลวง

หลวงพ่อทองศุขแห่งวัดโตนดหลวง

หลวงพ่อทองศุข อินฺทโชโต หรือพระครูพินิจสุตคุณแห่งวัดโตนดหลวง จังหวัดเพชรบุรี มีชื่อที่ใช้ในวงการพระเครื่องภาษาจีนว่า 龍婆燙蜀 และ 龍婆通蜀 ส่วนชื่อวัดพบรูปเขียน 瓦諾寺 ชีวิตของท่านผ่านทั้งการฝึกมวย การแสดง การบวชเรียน และการธุดงค์ ก่อนจะผูกพันกับวัดเก่าแห่งนี้ ตะกรุดพอกครั่ง เหรียญรูปเหมือน และเรื่องที่ศิษย์เล่าสืบกันมาล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประวัติสำนัก

ท่านมีนามเดิมว่าสุข ดีเลิศ บิดาชื่อจู มารดาชื่อทิม ข้อมูลการเกิดมีสองสำนวน เรื่องที่อ้างใบสุทธิระบุ พ.ศ. 2421 ส่วนหนังสือที่ระลึกอีกฉบับระบุวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2420 และสถานที่เกิดต่างกัน สำนวนหลังแพร่หลายกว่า แต่ยังต้องตรวจเอกสารต้นฉบับเพื่อคลี่คลายเรื่องวันเกิดและอายุ

เมื่อยังเด็ก ท่านเรียนหนังสือที่วัดโพธิ์ เวลาว่างชอบฝึกมวยและกระบี่กระบอง หลังย้ายไปอยู่ราชบุรี ท่านเคยสนใจการแสดงอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาจึงคบหากับกลุ่มนักเลง ชีวิตที่เร่ร่อนไม่ลงหลักในช่วงนี้เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องการตัดสินใจบวชในเวลาต่อมา

ประวัติเล่าว่า ครั้งหนึ่งท่านหลบการจับกุมอยู่ในป่าถึงสามวันโดยไม่มีอาหาร ความหิวและความอ่อนล้าทำให้คิดทบทวนชีวิต ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทาง ท่านบวชเมื่ออายุประมาณสามสิบสองปี โดยมีบันทึกวันอุปสมบทเป็นวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2452 ที่วัดปราโมทย์ จังหวัดสมุทรสงคราม วันที่แน่นอนยังต้องสอบทานกับหลักฐานการบวชในสมัยนั้น

ครูและเส้นทางธุดงค์

ในพิธีอุปสมบท หลวงพ่อตาด วัดบางวันทองเป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อตุย วัดปราโมทย์เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และหลวงพ่อคง วัดแก้วเป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลังบวช ท่านเริ่มเรียนพระธรรมวินัยและกรรมฐานกับหลวงพ่อตุย จากนั้นครูจึงแนะนำให้ไปศึกษาต่อกับหลวงพ่อตาด เส้นทางการเรียนรู้จึงค่อย ๆ ขยายออกไป

ประวัติระบุว่าท่านจำพรรษาที่วัดปราโมทย์สี่พรรษา แล้วอยู่ที่วัดแก้วสองพรรษา ก่อนย้ายไปอีกวัดหนึ่งและออกธุดงค์กับสามเณรจันทร์ สามเณรผู้ร่วมทางรูปนี้ต่อมาเป็นพระเถระแห่งวัดมฤคทายวัน ชื่อวัดที่พำนักช่วงสุดท้ายยังมีหลายสำนวน ลำดับปีของการเดินทางจึงยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม

ครั้งหนึ่งระหว่างธุดงค์ ท่านกับสามเณรพบฝูงควายเผือก เรื่องเล่าว่าฝูงควายวิ่งไล่เข้ามา แต่ท่านหยุดยืนบริกรรมแทนที่จะหนีต่อ ไม่นานควายก็หันกลับไปกินหญ้า ทั้งสองจึงพ้นอันตราย เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่ศิษย์เล่าสืบกันมาเกี่ยวกับการเดินทางของครู

เรื่องธุดงค์อีกสองตอนเล่าว่า ขณะพักในกาญจนบุรี มีคนยิงลูกศรใส่กลด แต่ลูกศรตกอยู่แถวสายกลด อีกครั้งที่ป่าบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เสือใหญ่เดินวนรอบกลดในเวลากลางคืนโดยไม่ทำร้ายท่าน เป็นคนละเหตุการณ์ในเส้นทางธุดงค์

ฟื้นฟูวัดและช่วยเหลือชุมชน

เมื่อมาถึงแถบชะอำ วัดโตนดหลวงกำลังขาดเจ้าอาวาส ชาวบ้านจึงนิมนต์ให้อยู่ ปีที่รับตำแหน่งมีทั้ง พ.ศ. 2457 และ 2458 อีกสำนวนหนึ่งระบุ 2448 ซึ่งไม่สอดคล้องกับปีบวชและทำเนียบเจ้าอาวาสในเรื่องเดียวกัน จากนั้นท่านอยู่บูรณะวัดและอบรมพระกับชาวบ้านเป็นเวลายาวนาน วัดนี้จึงกลายเป็นหลักแหล่งในชีวิตของท่าน

งานของท่านยังครอบคลุมการอุปถัมภ์วัดช้างแทงกระจาด วัดท่าขาม และวัดเขาลูกช้าง ประวัติกล่าวถึงการช่วยสร้างอาคารเรียนสามครั้ง รวมทั้งมีเรื่องถนน สะพาน และสระน้ำ งานเหล่านี้เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของชุมชน ส่วนชื่อโรงเรียน วันดำเนินงาน และขนาดโครงการแต่ละแห่งยังต้องหาหลักฐานเพิ่มเติม

ที่วัดมีผู้มาขอความช่วยเหลือทั้งเรื่องยาและพิธีกรรมอยู่เสมอ หลวงพ่อย้อนเล่าว่าคนมามากจนวัดคล้ายโรงพยาบาลเล็ก ๆ เมื่อรับใช้ครูตั้งแต่วัยเยาว์ ท่านจึงได้สัมผัสตำรับยาและวิชาดั้งเดิมผ่านการช่วยงานเหล่านี้ คำเปรียบเทียบนี้กล่าวถึงบรรยากาศการดูแลผู้คน ไม่ใช่ประวัติการตั้งโรงพยาบาลอย่างเป็นทางการ

เรื่องเล่าระหว่างธุดงค์และในหมู่ผู้ศรัทธา

ขณะเตรียมใบยา ศิษย์กำลังเขียนอักขระทีละใบอย่างช้า ๆ เล่ากันว่าหลวงพ่อเห็นแล้วจึงให้เรียงใบยาซ้อนกัน และลงอักขระเพียงใบบนสุด เมื่อแยกออกกลับปรากฏอักขระอย่างเดียวกันบนใบข้างล่างทุกใบ เรื่องการลงอักขระครั้งนี้จึงเล่าสืบกันมากับเรื่องสมุนไพรของท่าน

ผู้ถ่ายทอดเรื่องนี้คือประสิทธิ์ พ่วงพี ศิษย์ซึ่งเป็นผู้ช่วยครูใหญ่โรงเรียนนิคมเขื่อนเพชร ตามความทรงจำของเขา เหตุเกิดที่วัดท่าขาม โดยมีซ้อน พ่วงทอง ครูใหญ่โรงเรียนบ้านหุบกะพงอยู่ด้วย ศิษย์ซ้อนใบมะกาประมาณยี่สิบใบ และอักขระที่เขียนคือ นะ โม พุท ธา ยะ ชื่อบุคคลกับสถานที่เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของคำเล่าที่สืบมา

อีกตำนานหนึ่งเกี่ยวกับการหาไม้สร้างวัด เล่าว่าท่านเขียนตัวนะบนต้นไม้แล้วให้ศิษย์ลองถากออก แต่ฟันเท่าใดตัวนะก็ยังปรากฏ จนต้นไม้ล้มจึงหายไป

อีกครั้งหนึ่ง ท่านเดินทางไปงานฉลองวัดในคืนเดือนหงาย ระหว่างก้มดื่มน้ำ นายพรานเข้าใจว่าเป็นเสือ เล่ากันว่าลั่นไกสองครั้งแต่ปืนไม่ออก เมื่อเห็นว่าเป็นพระ นายพรานจึงรีบขอขมา ส่วนหลวงพ่อสอนให้เลิกฆ่าสัตว์ เรื่องเหล่านี้เป็นตำนานการคุ้มครองที่เล่าสืบกันมา

อีกเรื่องเล่าว่าศิษย์ถูกควายไล่ที่อุตรดิตถ์ ขณะครูอยู่ที่วัด ท่านหยุดสนทนาแล้วนั่งสงบเพื่อช่วย ภายหลังศิษย์กลับมาเล่าว่าควายหันหนีไปทันที เรื่องนี้แยกจากคราวที่ครูกับสามเณรพบฝูงควายเอง

อีกเรื่องเล่าถึงชายจากปากท่อ ราชบุรี ซึ่งมาขอความช่วยเหลือเมื่อลูกกรอกที่ภรรยาคลอดหายไป หลวงพ่อนั่งภาวนาราวสิบนาที แล้วบอกว่านำกลับไปไว้ในกระบุงใส่หมอนขาดตรงมุมฝาบ้านแล้ว ราวสามเดือนต่อมาชายผู้นี้กลับมาแจ้งว่าหายอีก เล่ากันว่าครั้งที่สองท่านนำคืนพร้อมคุ้มกัน และไม่พบว่าชายผู้นั้นกลับมาขอเรื่องนี้อีก

ศิษย์ที่เรียนรู้และสืบงานวัด

หลวงพ่อแผ่ว ปณฺฑิโตเป็นศิษย์ที่รับงานวัดต่อมา ตามประวัติท่านบวชใน พ.ศ. 2494 โดยมีหลวงพ่อทองศุขเป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วอยู่ศึกษาพระธรรมวินัย กรรมฐาน และการปรุงยา เมื่อครูมรณภาพใน พ.ศ. 2500 คณะสงฆ์กับชาวบ้านจึงนิมนต์ให้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสและดูแลวัดสืบไป

หลวงพ่อย้อน ธมฺมวํโสผูกพันกับครูมาตั้งแต่เด็ก ครอบครัวนำมาฝากไว้ที่วัด ท่านจัดสำรับและรับใช้หลวงพ่อทุกวัน พร้อมกับเรียนรู้ชีวิตในวัด ประวัติระบุว่าอุปสมบทใน พ.ศ. 2499 ต่อมาออกธุดงค์อยู่นาน จนกลับมารับตำแหน่งเจ้าอาวาสใน พ.ศ. 2538 จากเด็กที่คอยรับใช้ครูจนถึงวันที่ดูแลวัดเอง เวลาผ่านไปเกือบชั่วชีวิต

เรื่องบวชของหลวงพ่อย้อนมีบทสนทนาระหว่างครูกับศิษย์เล่าต่อมาด้วย ขณะนั้นท่านยังสนุกกับงานประมง จึงต่อรองว่าจะบวชก็ต่อเมื่อครูบวชให้ตอนตีสาม ครูกลับตกลง พิธีจึงเริ่มหลังคืนวันที่ 11 เข้าสู่เช้าวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2499 และเสร็จเมื่อฟ้าสาง

หลวงพ่อเมี้ยน ปญฺญาสาโรก็มีเรื่องการเรียนกับครูเช่นกัน ประวัติระบุว่าหลังบวชใน พ.ศ. 2497 ท่านอยู่ศึกษาด้วยสามพรรษา เมื่อจะออกธุดงค์ หลวงพ่อทองศุขมอบกลดให้และแนะนำเรื่องอันตรายในการเลือกที่พักแรม ศิษย์จึงออกเดินทางพร้อมคำสอนเหล่านั้น

หลวงพ่ออุ้น สุขกาโม วัดตาลกง ซึ่งภาษาจีนเรียก 龍婆溫 เป็นศิษย์ที่มีเรื่องการเรียนชัดเจนอีกองค์หนึ่ง ประวัติระบุว่าหลังยกครู ท่านเดินทางมาพักเรียนที่วัดโตนดหลวงครั้งละประมาณสิบห้าวันอยู่เสมอ ศึกษากสิณสิบและตำรับผง รวมทั้งขึ้นเขาไปบำเพ็ญเพียรในป่าช้ากับครู ประวัติภาษาจีนก็เล่าถึงการไปมาระหว่างสองวัดเช่นกัน

หลังครูมรณภาพ ศิษย์ยังสานต่องานการศึกษา ประวัติโรงเรียนโตนดหลวงวิทยาระบุว่าเริ่มสอนเป็นการภายในวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2518 และได้รับอนุมัติเปิดเป็นทางการวันที่ 4 มิถุนายน โดยพระครูภาวนาวัชโรภาสกับผู้ร่วมงานในท้องถิ่นผลักดันการจัดตั้ง นี่เป็นงานในสมัยหลวงพ่อแผ่ว ไม่ใช่โรงเรียนที่หลวงพ่อทองศุขก่อตั้งเมื่อยังมีชีวิต

ประวัติโรงเรียนยังระบุว่าหลวงพ่อแผ่วกับคณะกรรมการจัดหาที่ดินราวสามสิบเจ็ดไร่ และอาคารเรียนชั่วคราวหกห้อง ค่าก่อสร้าง 108,000 บาท ไม่รวมที่ดินและปรับพื้นที่ นักเรียนรุ่นแรกสามสิบคนเริ่มเรียนที่ห้องสมุดโรงเรียนวัด ต่อมาเมื่อย้ายไปสถานที่ใหม่วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2519 มีนักเรียนเจ็ดสิบเอ็ดคน เป็นงานการศึกษาที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นในสมัยศิษย์

วัตถุมงคลและความทรงจำหลังมรณภาพ

วัตถุมงคลที่เกี่ยวข้องกับหลวงพ่อทองศุขมีทั้งตะกรุดพอกครั่ง ลูกอม แหวน และเหรียญรูปเหมือน แต่ละอย่างมีเนื้อ รูปแบบ และรุ่นสร้างต่างกัน เหรียญรุ่นสอง พ.ศ. 2498 เกี่ยวข้องกับงานฉลองกุฏิ วงการพระเครื่องแยกพิมพ์สระอิลอยกับสระอิติดตามรายละเอียดตัวอักษร มิใช่การแบ่งระดับพุทธคุณ

ประวัติเหรียญรุ่นแรกให้ปีสร้าง พ.ศ. 2492 สำหรับผู้บริจาคและงานยกช่อฟ้าอุโบสถ ระบุเนื้อทองแดงกับทองแดงกะไหล่ทอง แต่ไม่ทราบจำนวน ต่อมา พ.ศ. 2498 หลวงปู่จันทร์แห่งวัดมฤคทายวัน ซึ่งเคยเป็นสามเณรร่วมธุดงค์ มีเรื่องการนำบล็อกสระอิติดของรุ่นสองมาสร้างเหรียญหาทุนบูรณะวัดของตน ระบุทองเหลือง อัลปาก้า และทองแดง ห่างจากรุ่นสองราวสามเดือน จึงต้องแยกวาระระดมทุนของแต่ละวัด แม้หน้าเหรียญจะคล้ายกัน

แหวนและตะกรุดเล็กก็มีเรื่องเล่า ใจ ม่วงมงคลถูกกล่าวถึงว่าเคยเผชิญฉลาม แต่ฉลามอ้าปากไม่ได้ จึงเชื่อมโยงการรอดพ้นกับแหวน อีกเรื่องเล่าว่าตะกรุดสาริกาที่หลวงพ่อปลุกเสกลอยวนในน้ำในบาตร

เรื่องการผลิตเหรียญรุ่นสองระบุว่าปั๊มทองแดงก่อน เมื่อแม่พิมพ์เคลื่อนจึงเกิดเนื้อเกินที่สระอิจนชิดขอบ จากนั้นจึงปั๊มเงินและทองคำ ทำให้มีลักษณะสระอิเช่นเดียวกัน ส่วนจำนวนสร้างยังไม่ปรากฏบันทึกชัดเจน เรื่องนี้ช่วยอธิบายชื่อพิมพ์ทั้งสอง แต่การตรวจเหรียญแต่ละองค์ยังต้องพิจารณาแยกต่างหาก

หลวงพ่อทองศุขมรณภาพวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2500 ประวัติทั่วไปให้อายุแปดสิบปี สี่สิบแปดพรรษา โดยอายุยังขึ้นอยู่กับสำนวนปีเกิด หลังจากนั้นวัดและศิษย์ยังสร้างอนุสรณ์ถึงครู เช่น วัตถุมงคล พ.ศ. 2505 ซึ่งต้องแยกจากของที่สร้างเมื่อท่านยังมีชีวิต สิ่งที่สืบต่อมาจึงมีทั้งเครื่องราง เรื่องเล่า วัดที่ได้รับการบูรณะ และงานที่ศิษย์ทำในเวลาต่อมา

การเก็บ ความเห็น และห้องร่วมพิจารณา ต้องเป็นสมาชิกทั่วไปที่ผ่านแล้ว การอ่านไม่ต้องสมัคร สมัครเป็นผู้อ่าน