กลับไปเกจิ

พระครูวิชิตพัชราจารย์ (ทบ ธมฺมปญฺโญ)

หลวงพ่อทบกับการปฏิบัติและสายสัมพันธ์วัดพระพุทธบาทชนแดน

หลวงพ่อทบกับการปฏิบัติและสายสัมพันธ์วัดพระพุทธบาทชนแดน

หลวงพ่อทบ ธัมมปัญโญ หรือพระครูวิชิตพัชราจารย์ เป็นพระเถระที่ชาวเพชรบูรณ์เคารพนับถืออย่างกว้างขวางในคริสต์ศตวรรษที่ 20 นักสะสมชาวจีนมีชื่อเรียกท่านว่า 龍婆Thob และเรียกวัดชนแดนว่า 瓦千丹寺 วัดพระพุทธบาทเขาน้อย ซึ่งภายหลังใช้ชื่อวัดพระพุทธบาทชนแดน เป็นวัดที่ท่านดูแลพัฒนาเป็นเวลายาวนาน ส่วนวัดช้างเผือกเป็นทั้งสถานที่บรรพชาและวัดที่ท่านกลับมาบูรณะในบั้นปลาย วัดทั้งสองจึงผูกพันกับชีวิตคนละช่วง ตั้งแต่เด็กที่เข้ามาศึกษาเล่าเรียน จนถึงพระเถระชราที่กลับมาฟื้นฟูวัดเดิม

ครอบครัวและเรื่องเล่ากำเนิด

งานวิจัยด้านความศรัทธาท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์และชีวประวัติภาษาไทยหลายชุดระบุว่า ท่านเกิดวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2424 ซึ่งมักเทียบเป็น ค.ศ. 1881 ที่บ้านยางหัวลม ขณะนั้นอยู่ในตำบลนายม ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ตำบลวังชมภู บิดาชื่อนายเผือก ม่วงดี มารดาชื่อนางอินทร์ ม่วงดี ท่านเป็นบุตรคนที่สามในจำนวนพี่น้องสี่คน ตามเรื่องเล่าของครอบครัว ชื่อ “ทบ” มาจากลักษณะตอนคลอดที่ศีรษะกับเท้าเหมือนทบกันหรือออกมาเกือบพร้อมกัน

เรื่องเล่าเกี่ยวกับกำเนิดของท่านยังกล่าวถึงความฝันของมารดาก่อนตั้งครรภ์ว่า มีคนนำช้างเผือกมามอบให้แล้วผูกไว้กับต้นมะขามหน้าบ้าน เมื่อบิดาได้ฟังก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีว่าจะมีผู้มีบุญมาเกิด ความฝันนี้จึงถูกเล่าต่อควบคู่กับเรื่องชื่อของท่าน

บรรพชาและอุปสมบท

พ.ศ. 2440 เมื่ออายุสิบหกปี ท่านบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดช้างเผือก โดยมีพระอาจารย์สี เจ้าอาวาสในเวลานั้น เป็นครูผู้ดูแล เรียนหนังสือ การสวดมนต์ พระธรรมวินัย และวิถีชีวิตในวัด ตามชีวประวัติที่ศิษย์สืบทอด ท่านยังศึกษาอักษรขอม กัมมัฏฐาน การแพทย์พื้นบ้าน และวิทยาคมหลายแขนง พระอาจารย์สีจึงเป็นครูสำคัญในวัยต้น ความผูกพันนี้ยืนยาวจนถึงบั้นปลาย แม้วัดจะร้างไปช่วงหนึ่ง ท่านก็ยังระลึกถึงสถานที่ศึกษาและบรรพชา ก่อนกลับมาบูรณะในที่สุด

เมื่ออายุยี่สิบเอ็ดปี ใน พ.ศ. 2445 ท่านอุปสมบท โดยมีพระครูเมืองเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ปานเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์สีเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า ธมฺมปญฺโญ หมายถึงผู้มีปัญญาในธรรม รายชื่อพระอาจารย์ทั้งสามตรงกัน แต่สถานที่อุปสมบทมีสองสำนวน เทศบาลตำบลชนแดนระบุวัดเกาะแก้ว บ้านนายม ขณะที่ชีวประวัติอีกสำนวนระบุวัดศิลาโมง ทั้งสองเป็นคนละวัด สถานที่อุปสมบทจึงยังต้องตรวจสอบกับใบสุทธิหรือทะเบียนเดิม

ธุดงค์และแสวงหาครู

หลังอุปสมบท ท่านกลับไปจำพรรษาที่วัดช้างเผือกและศึกษากับพระอาจารย์สี พระอาจารย์ปาน และพระครูเมืองต่อมา ชีวประวัติกล่าวถึงความเป็นสหายธรรมกับหลวงพ่อเขียน ธมฺมรักขิโต ตลอดจนการปฏิบัติและธุดงค์ไปเวียงจันทน์ ชายแดนพม่า และพื้นที่เขมร ในเรื่องเล่าของสายศิษย์ ท่านเดินเท้าเปล่าหลายพันกิโลเมตร พบเสือสมิงกลางป่าและแผ่เมตตาจนสงบลง รวมทั้งผ่านเหตุการณ์แก้อาถรรพ์ไสยดำ เรื่องเหล่านี้สืบทอดกันมาเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตธุดงค์ของท่าน

ชีวประวัติยังกล่าวถึงการเรียนกับหลวงทศบรรณ ซึ่งเป็นฆราวาส และการศึกษาวิปัสสนากับพระครูเมือง มีคำเล่าลือว่าท่านนั่งภาวนาได้หลายวันโดยไม่ฉันอาหาร นอกจากนี้ยังเคยไปศึกษากับหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า และหลวงพ่อเง่า วัดศรีภูมิ ความสัมพันธ์ในฐานะครูผู้ถ่ายทอดวิชาเหล่านี้ต่างจากหน้าที่ของพระอาจารย์ทั้งสามในพิธีอุปสมบท

งานพัฒนาวัด

ต่อมาท่านจำพรรษาหรือมีบทบาทบูรณะวัดหลายแห่งในจังหวัดเพชรบูรณ์ เทศบาลตำบลชนแดนยกชื่อวัดศิลาโมง วัดเสาธงทองเจริญธรรม วัดเกาะแก้ว วัดสว่างอรุณ วัดพระพุทธบาทเขาน้อย และวัดช้างเผือก จากการศึกษาในวัยต้นและการธุดงค์ ท่านกลับมาช่วยพัฒนาวัดและผูกพันกับพระสงฆ์ตลอดจนชาวบ้านในพื้นที่ ราว พ.ศ. 2500 ท่านดูแลวัดพระพุทธบาทเขาน้อยเป็นเวลานาน ก่อนกลับวัดช้างเผือกใน พ.ศ. 2516 ส่วนลำดับการพำนักและปีที่ทำงานในวัดอื่นยังต่างกันในแต่ละสำนวน

ชีวประวัติที่ระลึกมักกล่าวว่า ท่านเป็นผู้นำสร้างพระอุโบสถสำเร็จสิบหกหลัง และวางศิลาฤกษ์หลังที่สิบเจ็ดที่วัดช้างเผือก ก่อนมรณภาพเมื่อการก่อสร้างยังไม่เสร็จ นอกจากอุโบสถยังมีกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ บ่อน้ำ สระน้ำ และเสนาสนะอื่น เพื่อรองรับทั้งการศึกษาและชีวิตประจำวันของพระสงฆ์กับชุมชน อย่างไรก็ดี รายชื่อวัดทั้งสิบหกแห่ง ปีสร้าง งบประมาณ และบทบาทในแต่ละโครงการยังไม่ปรากฏครบถ้วน จึงยังต้องเทียบกับประวัติการก่อสร้างที่แต่ละวัดเก็บรักษาไว้

งานปกครองและศิษย์ในบั้นปลาย

พ.ศ. 2490 ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ และ พ.ศ. 2497 เป็นเจ้าคณะอำเภอชนแดน พร้อมได้รับพระราชทานสมณศักดิ์พระครูสัญญาบัตรในราชทินนาม “พระครูวิชิตพัชราจารย์” ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2507 สายตาของท่านเสื่อมลงอย่างมาก ตามชีวประวัติ ท่านเห็นว่าสุขภาพไม่เอื้อต่อการทำหน้าที่บริหารอย่างเต็มที่จึงขอลาออก คณะสงฆ์จังหวัดให้คงราชทินนามในฐานะกิตติมศักดิ์ แม้ถอยจากงานปกครอง ความสัมพันธ์กับวัด ศิษย์ และญาติโยมยังดำเนินต่อมา

หลวงปู่พริ้ง ขันติพโล วัดซับชมพู่ ศิษย์รูปหนึ่ง เล่าว่าเมื่อหลวงพ่อทบสายตาเสีย ท่านคอยตำหมากถวายเป็นประจำ ครั้งหนึ่งหลวงพ่อทบถามว่ากล้าฉันชานหมากของท่านหรือไม่ หลวงปู่พริ้งรับมาฉันโดยไม่ลังเล ครูจึงหัวเราะและบอกว่าชานหมากนั้นมีวิชาที่ภาวนามาตลอดคืน เหตุการณ์นี้อยู่ในคำบอกเล่าของหลวงปู่พริ้งถึงการรับถ่ายทอดวิชาจากครู

ส่วนชีวประวัติของหลวงปู่พวง ฐานวโร วัดน้ำพุสามัคคี เล่าว่าเมื่ออยู่ศึกษากับหลวงพ่อทบ ท่านช่วยทั้งจาร ม้วน และถักตะกรุด หลวงพ่อทบยังพาไปฝากเรียนกับหลวงพ่อเขียนด้วยตนเอง ช่วงชีวิตนี้ทำให้เห็นว่าการเรียนในสำนักไม่ได้มีเพียงการรับวิชา แต่ยังรวมถึงการลงมือช่วยงานจัดทำวัตถุมงคลในชีวิตประจำวันด้วย

ประวัติวัดพระพุทธบาทชนแดน

วัดพระพุทธบาทชนแดนเดิมเรียกวัดพระพุทธบาทเขาน้อยหรือวัดเขาน้อยตามภูมิประเทศ นายปั้น ก้อนพลบริจาคที่ดินและมอบให้หลวงพ่อทบดูแลพัฒนา ประวัติวัดสืบการเริ่มก่อสร้างไปถึง พ.ศ. 2490 และชีวประวัติมักระบุว่าท่านดูแลวัดตั้งแต่ราว พ.ศ. 2500 กระทรวงศึกษาธิการประกาศตั้งวัดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2516 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2517 ผูกพัทธสีมาวันที่ 15 มีนาคมปีเดียวกัน และเปิดสอนพระปริยัติธรรมตั้งแต่ พ.ศ. 2512 วันที่เหล่านี้กล่าวถึงคนละขั้นตอน ทั้งการเริ่มสร้าง การดูแลวัด การประกาศตั้งวัด และการกำหนดเขตสังฆกรรม อย่างไรก็ตาม ประวัติที่องค์การบริหารส่วนตำบลพุทธบาทเผยแพร่ระบุปีตั้งวัดเป็น พ.ศ. 2515 และวันรับพระราชทานวิสุงคามสีมาเป็น 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2517 ต่างจากสำนวนที่ระบุ พ.ศ. 2516 และ 11 มีนาคม วันตั้งวัดและวันรับพระราชทานวิสุงคามสีมาจึงยังต้องตรวจประกาศต้นฉบับ

กลับสู่วัดที่เคยศึกษา

ประมาณ พ.ศ. 2516 หลวงพ่อทบออกจากวัดพระพุทธบาทชนแดน ไปช่วยงานวัดศิลาโมงระยะหนึ่ง ก่อนกลับมาบูรณะวัดช้างเผือกที่ร้างมาหลายสิบปี ตามคำบอกเล่าของศิษย์ พระอาจารย์สีเคยฝากไว้ว่า ในบั้นปลายให้กลับมาและอย่าปล่อยวัดให้ร้าง ท่านจึงอุทิศสามปีสุดท้ายให้การฟื้นวัดเดิมตามคำฝากของครู องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนระบุการบูรณะตั้งแต่ พ.ศ. 2516 เช่นกัน ปัจจุบันมณฑปกับโลงแก้วที่ประดิษฐานสรีระของท่านอยู่ที่วัดช้างเผือก

มรณกาลและการสักการะ

สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเพชรบูรณ์ร่วมงานครบห้าสิบปีมรณกาลเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569 ณ วัดช้างเผือก ตรงกับข้อมูลท้องถิ่นส่วนใหญ่ที่ระบุวันมรณภาพเป็นวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2519 เมื่อใช้วันเกิด 3 มีนาคม พ.ศ. 2424 และเทียบเป็น ค.ศ. 1881 ตามที่ใช้กันทั่วไป จะคำนวณได้เก้าสิบห้าปีกับสิบเอ็ดวัน ชีวประวัติมักระบุอายุเก้าสิบห้าปี เจ็ดสิบสี่พรรษา และปีอุปสมบท พ.ศ. 2445 อย่างไรก็ตาม การเทียบวันเกิดจากปฏิทินเดิมเป็นคริสต์ศักราชยังต้องตรวจเอกสารต้นทาง จึงคงตัวเลขตามประวัติที่แพร่หลายไว้ก่อน ตามคำเล่าท้องถิ่น ท่านมรณภาพราว 16.00 น. บนรถที่กำลังนำไปรักษาที่กรุงเทพฯ เมื่อถึงบริเวณนาเฉลียง ส่วนบทความรำลึกครบรอบ 46 ปีอีกสำนวนระบุวันที่ 19 มีนาคม เหตุที่วันที่ต่างกันยังไม่กระจ่าง ประวัติที่องค์การบริหารส่วนตำบลพุทธบาทเผยแพร่ก็ระบุ 19 มีนาคม และกล่าวว่าท่านมรณภาพที่วัด ต่างจากสำนวนที่เล่าถึงการเดินทางไปรักษา จึงยังคงสถานที่ทั้งสองตามแต่ละสำนวน

เล่าสืบกันมาว่าหลวงพ่อทบสั่งศิษย์ไว้ไม่ให้ฌาปนกิจ ศิษย์จึงเก็บสรีระในโลงแก้วภายในมณฑปที่วัดช้างเผือกเพื่อให้ประชาชนสักการะ ในหมู่ผู้ศรัทธายังมีเรื่องเล่าถึงสรีระที่ไม่เน่าเปื่อย การถ่ายภาพไม่ติด และความเชื่อว่าท่านสำเร็จพระอรหันต์

วัตถุมงคลต่างยุค

วัตถุมงคลของหลวงพ่อทบมีหลายประเภท แต่ละรุ่นเกี่ยวข้องกับงานของวัดต่างกัน เหรียญยุคต้นที่มักนับเป็นรุ่นแรกมีพิมพ์รูปไข่และพุ่มข้าวบิณฑ์ ออกที่วัดทรงธรรม ทับคล้อ จังหวัดพิจิตร ใน พ.ศ. 2483 หรือ 2484 ปีจัดงานยังต่างกันหนึ่งปีในข้อมูลสะสม และเป็นงานระดมทุนของวัดอื่นที่นิมนต์พระหลายรูปร่วมพิธี ต่างจากงานที่ออกในนามวัดชนแดน หมุดหมายที่นักสะสมคุ้นเคยอีกชุดคือ เหรียญวัดชนแดน พ.ศ. 2491 พิมพ์หน้าแก่และหน้าหนุ่ม รูปเหมือนปั๊ม “โดดร่ม” พ.ศ. 2500 และรูปหล่อโบราณหลายพิมพ์ พ.ศ. 2505 ชื่อโดดร่มมาจากเรื่องประสบการณ์ของทหารที่เล่าต่อกันภายหลัง มิใช่ชื่อทางการตั้งแต่เริ่มสร้าง

รูปหล่อ พ.ศ. 2505 มีหลายพิมพ์ บัญชีประกวดของสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทยแยกพิมพ์ฐานสูง หัวไม้ขีดฐานสูง ฐานกลาง ฐานกลางมีชื่อ ฐานเตี้ย อุ้มบาตร กวักลาภใหญ่และเล็ก ระฆังสองหน้า ระฆังเล็ก และเสมาหลังเรียบ ช่วง พ.ศ. 2516–2519 ยังมีพิมพ์โหม่งมะพร้าว รุ่นอายุ 94 ปี งานวัดช้างเผือกพิมพ์จิ๊กโก๋ พระผง เหรียญ พระกริ่ง ตะกรุด และแหวน แม้ใช้ชื่อเดียวกันก็ยังต้องพิจารณาขนาด น้ำหนัก โลหะ รอยชนวน ฐาน รอยตะไบ จุดแม่พิมพ์ วัดผู้จัดสร้าง และประวัติการครอบครองประกอบกัน ชื่อในบัญชีประกวดเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำรับรองว่าวัตถุชิ้นใดเป็นของแท้

ชื่อหลวงพ่อทบยังปรากฏบนวัตถุที่วัดอื่นสร้าง งานพิธีหมู่ ของที่ศิษย์จัดทำ และของที่ระลึกหลังมรณภาพ บทบาทในแต่ละรุ่นจึงต่างกัน ทั้งการริเริ่ม อนุญาตให้ใช้ชื่อหรือรูป เป็นประธานหรือร่วมพิธี และปลุกเสกเป็นการเฉพาะ ส่วนสิ่งที่สร้างหลัง พ.ศ. 2519 เป็นของอนุสรณ์หลังมรณภาพ ไม่ใช่งานที่สร้างทันชีวิตท่าน

ความทรงจำที่สืบต่อ

จากเด็กบ้านยางหัวลม สู่พระอุปัชฌาย์และเจ้าคณะอำเภอ จนถึงพระเถระชราที่กลับมาบูรณะวัดแม้สายตาเสื่อม ชีวิตหลวงพ่อทบผ่านวัดหลายแห่งและทิ้งสายสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ไว้ยาวนาน วัดพระพุทธบาทชนแดนบอกเล่าช่วงที่ท่านพัฒนาวัดอย่างต่อเนื่อง ส่วนวัดช้างเผือกเชื่อมจุดเริ่มต้นของการศึกษาเข้ากับบั้นปลาย เรื่องธุดงค์ที่ผู้ศรัทธาเล่าต่อ งานก่อสร้างในชุมชน และวัตถุมงคลแต่ละยุค ล้วนเป็นร่องรอยให้คนรุ่นหลังได้รู้จักท่าน

การเก็บ ความเห็น และห้องร่วมพิจารณา ต้องเป็นสมาชิกทั่วไปที่ผ่านแล้ว การอ่านไม่ต้องสมัคร สมัครเป็นผู้อ่าน