หลวงพ่อเต๋ คงทอง กับชีวิตและสายวิชาวัดสามง่าม
หลวงพ่อเต๋ คงทอง เป็นที่รู้จักจากสายวิชากุมารทอง ผู้ศรัทธาในภาษาจีนยกย่องท่านว่าเป็น “บิดาแห่งกุมารทอง” ขณะเดียวกัน ชีวิตของท่านที่อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม ก็ผูกพันกับการบูรณะวัด การปกครองคณะสงฆ์ การศึกษา และงานชุมชนมาอย่างยาวนาน ท่านมีสมณศักดิ์ที่พระครูภาวนาสังวรคุณ พำนักที่วัดอรัญญิการาม ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าวัดสามง่าม ในวงการพระเครื่องภาษาจีนพบชื่อท่านว่า 龍婆爹 และชื่อวัดว่า 屈三暗
ครอบครัวและวัยเยาว์
เอกสารหลักสูตรท้องถิ่นของสถานศึกษาในจังหวัดนครปฐมระบุว่า ท่านเกิดวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2434 เป็นบุตรของนายจันทร์กับนางนุ้ย มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเจ็ดคน เป็นชายสามคน หญิงสี่คน และท่านเป็นคนที่ห้า อย่างไรก็ดี ชีวประวัติที่สืบต่อกันในวงการวัดและวงการสะสมจำนวนหนึ่งเขียนชื่อมารดาว่า “นางบู่” ส่วนวันตามจันทรคติและปีนักษัตรก็มีทั้งข้อความว่า ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย และขึ้น 9 ค่ำ เดือน 7 ปีเถาะ วันที่ตามสุริยคติในชีวประวัติหลักตรงกัน ส่วนชื่อมารดาและวันจันทรคติยังมีสองสำนวนดังกล่าว และยังไม่มีทะเบียนร่วมสมัยหรือหนังสืออนุสรณ์ต้นฉบับที่จะช่วยตัดสิน
ชีวประวัติภาษาไทยหลายชุดเชื่อมวัยเยาว์ของท่านกับพระอธิการแดง หรือที่เรียกว่าหลวงลุงแดง ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่และเคยจำพรรษาที่วัดกาหลง จังหวัดสมุทรสาคร ตามเรื่องที่ถ่ายทอดกันมา หลวงลุงแดงรับเด็กชายเต๋ไปอยู่ที่วัดเมื่ออายุประมาณเจ็ดปี ให้เรียนหนังสือ ธรรมะ และระเบียบชีวิตในวัดอยู่ราวสามปี ก่อนกลับบ้านเกิด ต่อมาเมื่ออายุประมาณสิบห้าปีจึงบรรพชาเป็นสามเณรอยู่กับหลวงลุงแดง ช่วยงานก่อสร้างวัดและศึกษาพระธรรมวินัยไปพร้อมกัน ตามคำบอกเล่าของสายศิษย์ หลวงลุงแดงเอาใจใส่หลานที่ติดตามมาตั้งแต่เด็ก และถ่ายทอดวิชาให้อย่างไม่ปิดบัง
การอุปสมบทและการศึกษาวิชา
เมื่ออายุยี่สิบเอ็ดปี ใน พ.ศ. 2454 ท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีพระครูอุตตรการบดี หรือหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระสมุห์เทศ วัดทุ่งผักกูด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการจอม วัดลำเหย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ชื่อที่บันทึกในระยะแรกว่า “คงทอง” ต่อมาปรากฏการเขียนฉายาเป็น คงฺคสุวณฺโณ คังคสุวัณโณ หรือคงสุวัณโณ แตกต่างกันไปตามวิธีถอดอักษรบาลีและการพิมพ์ รูปสะกดเหล่านี้หมายถึงพระองค์เดียวกัน ส่วนชื่อคงทองก็ยังเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกกันติดปาก
หลังอุปสมบท หลวงพ่อเต๋พำนักและศึกษาอยู่กับหลวงพ่อทาที่วัดพะเนียงแตก ทั้งด้านพระธรรมวินัย การปฏิบัติสมาธิ อักขระ และความรู้แบบวัดภาคกลางในยุคนั้น หน้าประวัติพระเกจิขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐมก็ระบุชื่อหลวงพ่อเต๋ไว้ในบรรดาศิษย์ของหลวงพ่อทา เมื่อหลวงพ่อทามรณภาพ ท่านจึงไปศึกษาต่อกับหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง และมีช่วงออกธุดงค์ตามสถานที่ต่าง ๆ เรื่องเล่าของวัดสามง่ามยังกล่าวว่า ท่านพบสมณพราหมณ์เชื้อสายเขมรที่เขาตะลุง จังหวัดกาญจนบุรี ได้รับตำราและ “ฤาษีปู่ครู” กลับมาที่วัด จนเกิดพิธีไหว้ครูสืบมา ชื่อของสมณพราหมณ์และปีที่พบกันยังไม่ปรากฏชัด เรื่องเล่านี้สืบต่อมากับประเพณีไหว้ครูของวัด
การย้ายและสร้างวัด
เมื่อกลับมาสามง่าม ท่านรับภาระสานต่องานของหลวงลุงแดง แหล่งประวัติของวัดเล่าว่า ในยุคที่ไม้และวัสดุก่อสร้างหาได้ยาก พระและชาวบ้านต้องเดินทางเข้าป่าหรือไปยังพื้นที่ห่างไกลเพื่อหาไม้ แต่ละครั้งใช้เวลาสองถึงสามเดือน และภารกิจรวบรวมวัสดุเพื่อสร้างเสนาสนะดำเนินต่อเนื่องหลายปี บางสำนวนสรุปว่าใช้เวลาถึงสิบห้าปี ระยะเวลาหาไม้ในแต่ละสำนวนยังไม่ตรงกันทั้งหมด แต่เรื่องราวเหล่านี้บอกถึงการร่วมแรงของพระ ชาวบ้าน และผู้ศรัทธา ที่ค่อย ๆ ขนวัสดุมาสร้างวัดในช่วงที่การคมนาคมและสาธารณูปโภคยังจำกัด
ประวัติวัดสามง่ามยังเล่าถึงการย้ายที่ตั้งและชื่อวัดที่เปลี่ยนไป เอกสารท้องถิ่นบางชุดเล่าว่า วัดเดิมชื่อวัดดอนตูม ตั้งอยู่ห่างจากวัดปัจจุบันไปทางตะวันออกราวสามกิโลเมตร พื้นที่เดิมขาดแคลนน้ำและชาวบ้านทยอยย้ายถิ่น พระอธิการแดงจึงร่วมกับชุมชนสร้างวัดขึ้นใหม่ที่บ้านสามง่ามราว พ.ศ. 2447 และเรียกตามท้องถิ่นว่าวัดสามง่าม ต่อมามีหลักฐานกล่าวถึงการพระราชทานวิสุงคามสีมาในชื่อ “วัดอรัญญิการาม” เมื่อ พ.ศ. 2451 ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐใช้รูป “วัดอรัญญิการาม (วัดสามง่าม)” อยู่เสมอ เรื่องราวนี้เชื่อมที่ตั้งเดิมของวัดดอนตูมเข้ากับชื่อทางการว่าวัดอรัญญิการาม และชื่อวัดสามง่ามที่ชุมชนคุ้นเคย ส่วนคำบอกเล่าเกี่ยวกับเวลาที่เปลี่ยนกลับมาใช้ชื่อท้องถิ่นยังไม่ตรงกัน
งานคณะสงฆ์และศิษย์สืบสาย
ในด้านการปกครองคณะสงฆ์ ลำดับประวัติที่เผยแพร่ในวงการท้องถิ่นระบุว่า พ.ศ. 2476 หลวงพ่อเต๋ได้รับมอบหมายให้รักษาการงานระดับเจ้าคณะตำบล ดูแลวัดในพื้นที่หลายแห่ง เช่น วัดสามง่าม วัดลำลูกบัว วัดแหลมมะเกลือ วัดทุ่งสีหลง และวัดตะโกสูง ต่อมาท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ “พระครูภาวนาสังวรคุณ” ชีวประวัติที่มีอยู่ยังไม่ได้ระบุวันแต่งตั้งและเลื่อนสมณศักดิ์ครบทุกครั้ง หลวงปู่แย้ม ฐานยุตโต เป็นศิษย์ใกล้ชิดผู้ช่วยงานวัด และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2525 ประวัติหลวงปู่แย้มบันทึกว่า เมื่อท่านอุปสมบทวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2481 หลวงพ่อเต๋เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ต่อมาท่านได้เรียนกรรมฐาน อักษรขอม เลขยันต์ คาถา โหราศาสตร์ และแพทย์แผนโบราณจากหลวงพ่อเต๋ พร้อมทั้งอุปัฏฐากและช่วยงานวัดอย่างใกล้ชิด การเรียนและการรับใช้ครูจึงเป็นส่วนหนึ่งของสายสัมพันธ์ระหว่างเจ้าอาวาสทั้งสองรุ่น
โรงเรียนและงานชุมชน
หลวงพ่อเต๋ให้การอุปถัมภ์การศึกษาของเด็กในชุมชน โรงเรียนวัดสามง่ามก่อตั้งเดิมในฐานะโรงเรียนประชาบาลตำบลสามง่าม 1 เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2466 งานวิจัยของมหาวิทยาลัยศิลปากรซึ่งอ้างประวัติโรงเรียนระบุว่า ใน พ.ศ. 2500 หลวงพ่อเต๋บริจาคทรัพย์ร่วมกับทางราชการเพื่อสร้างอาคารเรียนใหม่ และโรงเรียนเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนวัดสามง่าม (คงทองอนุสรณ์)” คำว่าคงทองในชื่อโรงเรียนจึงเก็บความทรงจำถึงการสนับสนุนของท่านไว้ ขณะเดียวกัน โรงเรียนคงทองวิทยาซึ่งจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นเกี่ยวกับท่านเป็นอีกสถานศึกษาแห่งหนึ่ง แม้ทั้งสองโรงเรียนจะมีคำว่าคงทองอยู่ในชื่อ แต่ก็เป็นคนละสถานศึกษา
ประวัติโรงเรียนคงทองวิทยาระบุว่า โรงเรียนเปิดสอนเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2508 โดยหลวงพ่อเต๋ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดสามง่ามในขณะนั้นมอบที่ดิน 25 ไร่ 3 งาน พร้อมอาคารเรียนสองชั้น 12 ห้อง เพื่อเปิดการศึกษาระดับมัธยมศึกษา หลักฐานนี้เป็นประวัติที่โรงเรียนเก็บไว้ จึงช่วยระบุความสัมพันธ์ของท่านกับโรงเรียนแห่งนี้โดยเฉพาะ แต่ไม่อาจใช้แทนหลักฐานการสร้างโรงพยาบาล สถานีตำรวจ ถนน หรือโครงการอื่นแต่ละแห่งได้
หลักสูตรท้องถิ่นบันทึกว่าหลวงพ่อเต๋มีส่วนผลักดัน ระดมทุน หรือบริจาคเพื่อบูรณะวัด สนับสนุนโรงพยาบาลหรือกิจการสาธารณสุข สถานีตำรวจ โรงเรียน ถนน และสาธารณประโยชน์ในอำเภอดอนตูม สำหรับโครงการโรงเรียน พ.ศ. 2500 ประวัติของโรงเรียนระบุว่าท่านบริจาคทรัพย์ร่วมกับทางราชการ
งานช่วยเหลือด้านการศึกษายังคงดำเนินต่อหลังท่านมรณภาพ ในงานรำลึก พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023) นายกเทศมนตรีรายงานว่า มูลนิธิหลวงพ่อเต๋สมทบ 207,000 บาท และวัดสามง่ามสมทบอีก 38,000 บาท รวม 245,000 บาท สำหรับทุนระดับประถมศึกษา 82 ทุนและมัธยมศึกษา 61 ทุน เป็นงานที่คนรุ่นหลังสานต่อในนามของท่าน
ชีวิตประจำวันและเรื่องเล่า
ศิษย์จดจำหลวงพ่อเต๋ว่าเป็นผู้มีความเป็นอยู่ง่าย รักษาระเบียบวินัย และช่วยเหลือชาวบ้านกับสัตว์ในวัด ตามเรื่องที่เล่ากันมา ก่อนฉันอาหารท่านจะให้อาหารวัว สุนัข แมว นก และไก่เสียก่อน งานก่อสร้างวัด การเรียนของเด็ก ความเจ็บป่วยของชาวบ้าน ถนนหนทาง และผู้มาขอความช่วยเหลือล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตร ภาพของท่านในความทรงจำของศิษย์จึงมีทั้งครูในพิธีกรรมและพระเถระที่ทำงานอยู่ท่ามกลางวัดกับชุมชน
ในเรื่องเล่าที่ถ่ายทอดในหมู่ผู้ศรัทธาภาษาจีน ครั้งหนึ่งมีคนคิดปล้นเงินบริจาคระหว่างที่หลวงพ่อเต๋ธุดงค์ ท่านไม่ได้ขัดขวาง เพียงบอกว่าเงินนั้นเป็นของชาวบ้านที่ตั้งใจทำบุญสร้างวัด หากเอาไปก็จะทำให้พวกเขาเสียใจ เรื่องเล่าจบลงว่าชายคนนั้นละอายใจแล้วจากไป
วัตถุมงคลและลำดับยุค
วัตถุมงคลที่ผูกกับชื่อหลวงพ่อเต๋มีหลายประเภท ได้แก่ พระเนื้อดิน พระเนื้อผง พระเนื้อว่าน เหรียญรูปเหมือน พระกริ่ง รูปหล่อ ตะกรุด เครื่องถักหรือแหวน สีผึ้ง และรูปกุมารทอง หมุดหมายเบื้องต้นที่พบซ้ำในเอกสารสะสม ได้แก่ เหรียญปั๊มรูปเหมือนทรงใบสาเกรุ่นแรกซึ่งเชื่อมกับงานฉลองศาลาการเปรียญ พ.ศ. 2491 พระกริ่งคงทองหรือพระกริ่งสวนเต่า พ.ศ. 2500 พระเนื้อดินในวาระอายุครบห้ารอบ พ.ศ. 2505 และเหรียญฉลองอายุครบแปดสิบปี พ.ศ. 2514 ภายใต้ชื่อเดียวกันยังมีรุ่นแรก รุ่นเสริม และพิมพ์ต่าง ๆ การพิจารณายุคและจำนวนสร้างของวัตถุแต่ละชิ้นจึงต้องดูหนังสือวัด ลักษณะบล็อก และรายการจำแนกประกอบกัน อย่างไรก็ตาม ห้ารอบนักษัตรหมายถึงหกสิบปี จึงไม่สอดคล้องกับการจับคู่ปีเกิด พ.ศ. 2434 กับวาระ พ.ศ. 2505 ชื่อวาระและปีสร้างของรุ่นนี้ยังต้องตรวจสอบกับเอกสารการจัดสร้างเดิม
บัญชีรายการประกวดของสมาคมพระเครื่องพระบูชาไทยในช่วงหลังแบ่งวัตถุของหลวงพ่อเต๋ออกเป็นหมวดย่อยจำนวนมาก เช่น เหรียญรุ่นแรกต่างบล็อก เหรียญหลังพระสิวลี พ.ศ. 2500 กุมารทองรูปแบบต่าง ๆ และเหรียญอายุแปดสิบปี ประโยชน์ของรายการเหล่านี้คือแสดงภาษาจำแนกที่วงการสะสมใช้ ไม่ใช่รับรองพระทุกองค์ที่ประกาศขายบนอินเทอร์เน็ต ราคาเปลี่ยนไปตามสภาพ วัสดุ ที่มา และช่วงตลาด ส่วนยุคของวัตถุต้องแยกงานที่ทันหลวงพ่อเต๋ งานของอาจารย์เสือ งานสมัยหลวงปู่แย้ม และงานที่วัดจัดสร้างภายหลังออกจากกัน
มีเรื่องทดลองยิงเหรียญที่หลวงปู่แย้มเล่าต่อว่า สองครั้งแรกปืนไม่ลั่น พอครั้งที่สามลูกปืนกลับหล่นจากปากกระบอก ท่านยิ้มและย้ำว่าเป็นเรื่องที่ได้ฟังมาอีกที เรื่องนี้ถ่ายทอดกันในหมู่ศิษย์ แต่ไม่ควรใช้ปืนทดสอบวัตถุมงคล
สายกุมารทอง
กุมารทองเป็นอีกส่วนสำคัญของสายหลวงพ่อเต๋ งานมานุษยวิทยาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ศึกษาความเชื่อเรื่องกุมารในบริบทวิญญาณ ศาสนวัตถุ การเฝ้าบ้าน และการค้าขาย รวมถึงรูปแบบและการบูชาที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย งานดังกล่าวกล่าวถึงหลวงพ่อเต๋และหลวงปู่แย้มในสายกุมารที่ผู้ศรัทธาผูกกับเมตตาและการดูแลบ้าน ข้อมูลในวงการสะสมกล่าวถึงดิน ผง ว่าน และมวลสารอื่นที่ใช้สร้างรูปกุมารของหลวงพ่อเต๋ จึงไม่อาจเหมารวมว่าทุกชิ้นทำจากชิ้นส่วนมนุษย์
ปัจฉิมวัยและวันมรณภาพ
ในช่วงปลายชีวิต แหล่งประวัติระบุว่าสุขภาพท่านอ่อนลงตั้งแต่ราว พ.ศ. 2520 และต้องเข้ารับการรักษาหลายครั้ง วันมรณภาพต่างกันหนึ่งวัน เอกสารหลักสูตรท้องถิ่นและชีวประวัติฉบับหนึ่งระบุวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2524 ขณะที่ชีวประวัติหลวงปู่แย้มระบุชัดว่าหลวงพ่อเต๋ละสังขารวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2524 หากนับจากปีเกิด พ.ศ. 2434 ตัวเลขอายุเก้าสิบปีและพรรษาหกสิบเก้าสอดคล้องกับลำดับเวลา ส่วนข้อความออนไลน์ที่ระบุอายุแปดสิบปี พรรษาห้าสิบเก้า ไม่ตรงกับลำดับเวลาข้างต้น และยังไม่ทราบที่มาของความคลาดเคลื่อน ส่วนวันที่ 24/25 ธันวาคมยังต้องอาศัยประกาศมรณภาพหรือหนังสืออนุสรณ์ต้นฉบับของวัดมาช่วยตัดสิน