หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ชีวิต การศึกษา และสายวิชชาธรรมกาย
พระมงคลเทพมุนี มีนามเดิมว่า สด มีแก้วน้อย ฉายา จนฺทสโร และรู้จักกันทั่วไปว่า “หลวงพ่อวัดปากน้ำ” เป็นอดีตเจ้าอาวาสสำคัญของวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านเกิดวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2427 ที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี และมรณภาพวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 ณ ตึกมงคลจันทสร วัดปากน้ำ เรื่องเวลาพบทั้ง 15.05 น. และ 15.00 น. ในประวัติต่างฉบับ หากนับอายุเต็มตามวันเดือนปีได้ 74 ปี แต่อนุสรณ์ไทยนิยมระบุ 75 ปี จำนวนพรรษาก็พบทั้ง 52 และ 53 แต่ยังไม่มีหลักฐานพอจะอธิบายความต่างทุกแห่งด้วยวิธีนับแบบเดียว
ในวงการพระเครื่องภาษาจีน วัดแห่งนี้มีชื่อว่า “屈白欖” และมีรูปชื่อ “瓦白欖” ใช้ในกลุ่มภาษาจีนกลาง ทั้งสองชื่อในที่นี้หมายถึงวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในกรุงเทพฯ ซึ่งสมัยหลวงพ่ออยู่ในเขตธนบุรี ชื่อจีนอีกแบบคือ “北欖寺祖師” อาจทำให้เข้าใจผิดว่าวัดอยู่จังหวัดสมุทรปราการ ทั้งที่คำว่าปากน้ำในชื่อนี้หมายถึงปากทางน้ำ อีกทั้งชื่อ “สด” ก็เป็นคนละชื่อกับ “ศุข” ของหลวงปู่ศุข จึงต้องดูชื่อวัดและตัวบุคคลประกอบกัน
ครอบครัวค้าข้าวและความตั้งใจบวช
ประวัติไทยระบุว่า ท่านเป็นบุตรคนที่สองของนายเงินและนางสุดใจ มีแก้วน้อย มีพี่น้องร่วมบิดามารดาห้าคน ในวัยเด็กเรียนกับพระภิกษุผู้เป็นน้าชายที่วัดสองพี่น้อง ต่อมาเรียนอักษรสมัยที่วัดบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม จนอ่านตำราที่เขียนด้วยอักษรขอมได้คล่อง เมื่อบิดาเสียชีวิตราวอายุสิบสี่ปี ท่านรับช่วงค้าข้าว บรรทุกข้าวทางเรือไปขายโรงสีในกรุงเทพฯ และนครชัยศรี
ตามชีวประวัติสายศิษย์ เมื่ออายุสิบเก้าปี ขณะนำเรือผ่านคลองบางอีแท่นที่มีโจรชุกชุม ท่านพิจารณาว่าการให้ลูกจ้างนั่งในตำแหน่งเสี่ยงก่อนเป็นการเอาเปรียบ แล้วคิดต่อว่าทรัพย์สินติดตามคนตายไปไม่ได้ จึงตั้งสัจจะว่า หากไม่ตายเสียก่อนจะขอบวชและไม่ลาสิกขาตลอดชีวิต จากนั้นท่านยังทำงานต่อเพื่อสะสมทรัพย์ไว้เลี้ยงมารดา ก่อนบวชเมื่ออายุย่างยี่สิบสองปี
การอุปสมบทและสิบปีแห่งการศึกษา
เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2449 ท่านอุปสมบทที่วัดสองพี่น้อง ได้ฉายา “จนฺทสโร” พระอาจารย์ดี วัดประตูศาล เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวินยานุโยค (เหนี่ยง อินฺทโชโต) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์โหน่ง อินทสุวณฺโณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ชีวประวัติระบุว่าท่านเริ่มฝึกสมถวิปัสสนากับพระอนุสาวนาจารย์ตั้งแต่วันอุปสมบท แล้ววันรุ่งขึ้นจึงไปเรียนกับหลวงพ่อเนียม วัดน้อย เมื่อจำพรรษาที่วัดสองพี่น้องครบหนึ่งพรรษา จึงไปวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามในกรุงเทพฯ เพื่อศึกษาพระปริยัติ ภาษาบาลี และกรรมฐานหลายแนว
ในช่วงประมาณ พ.ศ. 2449–2459 รายชื่อครูที่ปรากฏในประวัติ ได้แก่ พระมงคลทิพยมุนี (มุ้ย) วัดสามปลื้ม พระสังวรานุวงศ์เถร (เอี่ยม) วัดราชสิทธาราม พระครูญาณวิรัต (โป๊) วัดพระเชตุพน พระอาจารย์สิงห์ วัดละครทำ และพระอาจารย์ปลื้ม วัดเขาใหญ่ เป็นต้น รายชื่อแสดงว่าท่านให้ความสำคัญทั้งคันถธุระหรือการเรียนคัมภีร์ และวิปัสสนาธุระหรือการปฏิบัติ ประวัติกล่าวว่าเมื่อผ่านไปราวสิบปี ท่านอ่านมหาสติปัฏฐานสูตรจากคัมภีร์บาลีได้ตามตั้งใจ จึงให้น้ำหนักกับกรรมฐานเต็มที่มากขึ้น
จุดเริ่มต้นของวิชชาธรรมกาย
สายวิชชาธรรมกายถือ พ.ศ. 2460 เป็นปีสำคัญ ในพรรษาที่ 12 ณ วัดโบสถ์บน บางคูเวียง จังหวัดนนทบุรี ท่านตั้งใจปฏิบัติอย่างเต็มกำลังในคืนวันเพ็ญ และชีวประวัติระบุว่าเห็นลำดับดวงธรรมกับกายภายในที่เรียกว่า “ธรรมกาย” ในประวัติของวัดและสายศิษย์ ประสบการณ์ภายในครั้งนี้ถือเป็นการค้นพบหรือรื้อฟื้นวิชชาธรรมกาย คำว่า “ธรรมกาย” มีอยู่เดิมในคัมภีร์ แต่ระบบจุดศูนย์กลางกาย ลำดับกาย และวิธีสอนเฉพาะเป็นการอธิบายในสายนี้
การฟื้นฟูวัดและการจัดการศึกษา
พ.ศ. 2459 สมเด็จพระวันรัต (เผื่อน) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปกครองคณะสงฆ์ภาษีเจริญ มอบหมายให้ท่านไปรักษาการเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และ พ.ศ. 2463 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสอย่างเป็นทางการ เมื่อมาถึงวัดมีสภาพกึ่งร้าง มีพระประจำเพียงประมาณสิบสามรูป ท่านกวดขันพระธรรมวินัย วางระบบให้นักธรรม บาลี และกรรมฐานดำเนินควบคู่กัน และกำหนดให้พระสามเณรศึกษาอย่างจริงจัง พ.ศ. 2464 ได้สมณศักดิ์เป็นพระครูสมณธรรมสมาทาน วัดปากน้ำจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากวัดเก่าที่ทรุดโทรมเป็นศูนย์กลางการศึกษากับการภาวนาขนาดใหญ่
ในระยะแรกท่านยังเปิดการศึกษาฟรีแก่เด็กชาวบ้าน นักเรียนเพิ่มจากหลักสิบเป็นกว่าสามร้อยคน เมื่อรัฐบังคับใช้การศึกษาประถมและขยายโรงเรียนแล้ว จึงส่งต่องานสามัญศึกษาให้รัฐ ส่วนการศึกษาพระปริยัติยังขยายต่อ มีสำนักนักธรรม บาลี และอาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ทันสมัยในยุคนั้น ประวัติวัดมักสรุปแนวคิดของท่านว่า “ปริยัติเป็นยาทา วิปัสสนาเป็นยากิน” คือความรู้คัมภีร์กับการปฏิบัติต้องอาศัยกัน
ประวัติสำนักเรียนเล่าว่า ท่านเคยใช้กุฏิของตนที่วัดพระเชตุพนเปิดสอน โดยนิมนต์พระมหาปีเป็นครู ต่อมาวัดปากน้ำเปิดแผนกธรรมใน พ.ศ. 2459 และแผนกบาลีใน พ.ศ. 2482 ช่วงแรกยังขึ้นกับสำนักเรียนวัดพระเชตุพน ส่วนชั้นเรียนระดับสูงมีพระมหาช่วงและผู้สืบงานช่วยขยายต่อมา
ประวัติสำนักเรียนระบุเพิ่มเติมว่า พระมหาช่วง วรปุญฺโญ และพระมหาณรงค์ ฐิตญาโณ ร่วมเสนอการตั้งสำนักเรียนต่อหลวงพ่อ ได้รับอนุมัติเป็นสำนักเรียนเมื่อปลาย พ.ศ. 2489 และส่งสอบในนามสำนักเรียนวัดปากน้ำอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2490 อาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสามชั้นวางศิลาฤกษ์ พ.ศ. 2493 และเสร็จ พ.ศ. 2497 ด้วยค่าก่อสร้าง 2,598,110.39 บาท รายละเอียดนี้ช่วยให้เห็นความเกี่ยวข้องระหว่างพระของขวัญกับทุนสร้างโรงเรียน
ประวัติสำนักเรียนยังบันทึกผู้ร่วมงานก่อสร้างไว้ว่า จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีวางศิลาฤกษ์ใน พ.ศ. 2493 หลวงวิศาลศิลปกรรมและหลวงบุรกรรมโกวิทออกแบบและควบคุมงาน ต่อมาสมเด็จพระสังฆราชปุ่นประทานชื่ออาคารว่า โรงเรียนพระปริยัติธรรมภาวนานุสนธิ์
โรงครัวและความทรงจำของศิษย์
เพื่อให้พระภิกษุ สามเณร และผู้เรียนมีเวลาเรียนกับปฏิบัติ ท่านจัดโรงครัวและเลี้ยงภัตตาหารรวม ประวัติสายศิษย์ระบุว่าเริ่มจากยี่สิบถึงสามสิบรูป ต่อมามีผู้รับการอุปการะมากกว่าหกร้อยรูป ช่วงแรกพี่สาวของท่านยังส่งข้าวสารจากสองพี่น้องมาทุกเดือน การบริหารปัจจัย อาหาร ที่พัก หลักสูตร และการภาวนาร่วมกันทำให้ผู้ที่ไม่มีครอบครัวมั่งคั่งอยู่ศึกษาได้ยาวนาน
ประวัติสายศิษย์ยังเล่าว่า คืนหนึ่งหลวงพ่อถูกยิงขณะกลับกุฏิ จีวรเป็นรูแต่ท่านไม่ได้รับบาดเจ็บ ส่วนนายพรหมผู้ติดตามถูกยิงที่แก้ม บาดเจ็บหนักแต่รอดชีวิต เรื่องรอดชีวิตครั้งนี้เล่าสืบกันในหมู่ศิษย์ในฐานะเรื่องการคุ้มครอง ทั้งนี้ เรื่องเล่าไม่ได้หมายความว่าการห้อยพระจะป้องกันกระสุนได้ และ
ตรีธา เนียมขำ ศิษย์ของหลวงพ่อ เล่าความทรงจำว่า หลวงพ่อเคยบอกล่วงหน้าห้าปีถึงการมรณภาพและฝากศิษย์สานงานวัด อีกเรื่องหนึ่งกล่าวถึงผู้มาหลบภัยสงครามโลกครั้งที่สอง และระเบิดที่มุ่งประตูน้ำภาษีเจริญแต่ตกบริเวณใกล้เคียง
ประวัติอีกสำนวนเล่าถึงช่วงสงครามว่า แม้เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ใกล้เคียงถูกทิ้งระเบิด หลวงพ่อกับศิษย์ผู้เจริญวิชชาธรรมกายยังอยู่ในวัด ท่านเรียกห้องภาวนาว่า โรงงาน และเร่งให้ศิษย์ปฏิบัติอย่างเข้มข้น เรื่องนี้ถ่ายทอดในหมู่ศิษย์ในฐานะการภาวนาเพื่อคุ้มครองบ้านเมืองและประชาชน
สมณศักดิ์และปัจฉิมวัย
ลำดับสมณศักดิ์ค่อนข้างชัดเจน พ.ศ. 2490 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ. 2492 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระภาวนาโกศลเถร พ.ศ. 2494 ได้รับพัดยศเทียบเปรียญ พ.ศ. 2498 เลื่อนเป็นพระราชาคณะชั้นราชที่พระมงคลราชมุนี และ พ.ศ. 2500 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่พระมงคลเทพมุนี ตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2498 ท่านอาพาธด้วยความดันโลหิตสูง อาการเป็น ๆ หาย ๆ ในช่วงต่อมา แต่ยังสอนและรับผู้มาเยือนจนใกล้มรณภาพ สมณศักดิ์เหล่านี้แสดงบทบาทในคณะสงฆ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงชีวิต
พระของขวัญกับทุนการศึกษา
พระผงของขวัญวัดปากน้ำมีที่มาเกี่ยวข้องกับการสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม รุ่นแรกโดยทั่วไปลงปี พ.ศ. 2493 ทำเพื่อมอบตอบแทนผู้ร่วมบริจาคสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม จึงเรียกว่า “พระของขวัญ” และไม่ได้จัดสร้างขึ้นเพื่อจำหน่ายเป็นหลัก ด้านหน้าเป็นพระพุทธเจ้าประทับเหนือบัว พระหัตถ์ขวาแสดงธรรม ด้านหลังมีอักษรขอมอ่านว่า “ธรรมขันธ์” ประวัติสายวัดเชื่อมจำนวนรุ่นละ 84,000 องค์กับพระธรรมขันธ์ 84,000 และระบุว่ารุ่นแรกใช้แม่พิมพ์ทองเหลืองสิบพิมพ์
วงการมักจัดรุ่นที่ 1–3 เป็นสามรุ่นที่หลวงพ่อกำกับในชีวิต โดยใช้ปี พ.ศ. 2493, 2494 และ 2499 เป็นปีสร้างที่พบทั่วไป แต่ปีพิมพ์ ปีอธิษฐานจิต ปีเริ่มแจก และปีแจกหมดอาจไม่ตรงกัน รุ่นที่ 3 ยังมีข้อมูลว่าแจกต่อหลังท่านมรณภาพ เนื้อรุ่นแรกค่อนข้างฟูและเปื่อย บางองค์จึงเคลือบเชลแล็กภายหลัง รุ่นสองนิยมว่าเคลือบทั้งหมด ส่วนรุ่นสามเพิ่มตัวประสานและมีทั้งแม่พิมพ์เก่า แม่พิมพ์แก้ กับพิมพ์ตื้น–ลึก การซ่อม การโดนน้ำ การเคลือบใหม่ และการเลียนแบบอาจเปลี่ยนลักษณะผิวได้ การพิจารณาความแท้จึงต้องดูทั้งพิมพ์ เนื้อ ที่มา และองค์เปรียบเทียบที่น่าเชื่อถือ ไม่ใช่อาศัยลักษณะเพียงหนึ่งหรือสองข้อ
ศิษย์และการสืบทอด
หลัง พ.ศ. 2502 วิชชาธรรมกายสืบต่อผ่านศิษย์พระและฆราวาสหลายกลุ่ม วัดพระธรรมกายที่ก่อตั้งภายหลังเป็นสายหนึ่ง มิใช่ชื่อรวมของสายปฏิบัติทั้งหมด แต่ละสายพัฒนาองค์กรและกิจกรรมของตนต่อมาในช่วงเวลาที่ต่างกัน ส่วนเรื่องที่ผู้ศรัทธาเล่าถึงการคุ้มครองของพระของขวัญเป็นอีกส่วนของความทรงจำทางศาสนา
ในสายการภาวนา ทองสุข สำแดงปั้น เป็นครูฝ่ายหญิงที่มีบทบาทสำคัญ เรื่องเล่าสายศิษย์ระบุว่าเธอเรียนวิชชาธรรมกายกับหลวงพ่อและได้รับมอบหมายให้ออกไปสอน ต่อมาเป็นครูสมาธิคนแรกของจันทร์ ขนนกยูง และพาจันทร์มาพบหลวงพ่อ ความสัมพันธ์นี้แสดงการเชื่อมโยงของผู้ปฏิบัติฝ่ายหญิงสองรุ่นกับวัดปากน้ำ
เอกสารรำลึกของวัดพระธรรมกายระบุว่า จันทร์ ขนนกยูง บวชเป็นแม่ชีที่วัดปากน้ำ เรียนกับหลวงพ่อสดและได้รับหน้าที่หัวหน้าเวรทำวิชชา ต่อมาเธอร่วมกับธัมมชโยและหมู่คณะเริ่มสร้างวัดพระธรรมกายในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2513 ความเกี่ยวข้องกับหลวงพ่อสดจึงผ่านการสืบทอดของศิษย์ ไม่ใช่การที่ท่านก่อตั้งวัดแห่งนี้ด้วยตนเองขณะยังมีชีวิต
อีกสายหนึ่งปรากฏในบทความประวัติ ซึ่งกล่าวถึงพระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม) อดีตรองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ผู้เก็บรักษาเสียงเทศน์และบันทึกการปฏิบัติ และถ่ายทอดแก่เสริมชัย ชยมงฺคโล แห่งวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม จังหวัดราชบุรี
สายนี้ยังมีเรื่องเล่าถึงการพบกันครั้งแรก ประวัติของเสริมชัยระบุว่าเข้าฝากตัวเป็นศิษย์พระราชพรหมเถรเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2516 เล่ากันว่าพระอาจารย์กล่าวต้อนรับด้วยความยินดี หลังจากรอพบมานาน นี่เป็นความสัมพันธ์ของศิษย์รุ่นต่อมา ไม่ใช่การพบกันโดยตรงระหว่างเสริมชัยกับหลวงพ่อสด
หลังหลวงพ่อมรณภาพ งานประจำของวัดทั้งการศึกษา โรงครัว และการปฏิบัติธรรมยังดำเนินต่อไป ตามชีวประวัติ สมเด็จพระวันรัต (ปุ่น ซึ่งภายหลังเป็นสมเด็จพระสังฆราช) รักษาการเจ้าอาวาสระหว่าง พ.ศ. 2502–2508 ดูแลกิจการวัดในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้
บันทึกที่ถ่ายทอดความทรงจำของสมเด็จพระวันรัต (ปุ่น) เล่าถึงงานทำบุญห้าสิบวันว่า พระธรรมทัศนาธร วัดชนะสงครามกล่าวถึงความคุ้นเคยกับหลวงพ่อ ท่านเริ่มมาหาเพราะอยากรู้ว่าวัดเลี้ยงพระหลายร้อยรูปได้อย่างไร ต่อมาต่างข้ามฟากมาเยี่ยมและสนทนากันจนถูกอัธยาศัย