กลับไปเกจิ

หลวงพ่อรวย ปาสาทิโก

หลวงพ่อรวย ปาสาทิโกกับการสืบงานวัดตะโก

หลวงพ่อรวย ปาสาทิโกกับการสืบงานวัดตะโก

พระมงคลสิทธาจารย์ หรือหลวงพ่อรวย ปาสาทิโก เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดตะโก อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในช่วงปลายชีวิต ชื่อของท่านเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากความหมายมงคลของคำว่ารวย ตลอดจนเหรียญรูปเหมือน เลสข้อมือ และวัตถุมงคลหลายรุ่นที่ตั้งชื่อเป็นคำอวยพร ตลอดเวลา 72 ปีที่ครองวัด ท่านยังทำงานด้านพระปริยัติ การปกครองคณะสงฆ์ การก่อสร้าง และการช่วยเหลือชุมชนอย่างต่อเนื่อง

วัยเยาว์และการบวช

หลวงพ่อรวยมีนามเดิมว่า สำรวย ศรฤทธิ์ เกิดวันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2464 ปีระกา ตรงกับ ค.ศ. 1921 ณ บ้านตะโก หมู่ที่ 2 ตำบลดอนหญ้านาง อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โยมบิดาชื่อมี โยมมารดาชื่อสินลา ศรฤทธิ์ ท่านเป็นบุตรคนที่หกในพี่น้องแปดคน ชายสามคนและหญิงห้าคน รวยเป็นชื่อเรียกสั้นจากสำรวย ภายหลังจึงผูกกับความปรารถนาให้ชีวิตอุดมสมบูรณ์ ส่วนฉายาในเพศบรรพชิตของท่านคือปาสาทิโก

คำบอกเล่าท้องถิ่นระบุว่าบรรพบุรุษฝ่ายบิดาของหลวงพ่อรวยเป็นชาวลาว และท่านพูดภาษาลาวได้ด้วย

รายงานด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของวัดระบุว่าหลวงพ่อรวยสำเร็จชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนวัดตะโกใน พ.ศ. 2472 ส่วนการสัมภาษณ์ด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นกล่าวว่าท่านเข้ามาเรียนที่วัดเมื่ออายุ 12 ปี การบรรพชามีบันทึกแยกต่างหาก โดยรายงานของวัดให้วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2484 ณ วัดตะโก มีพระอธิการบุญช่วยเป็นพระอุปัชฌาย์ ขณะที่การสัมภาษณ์อีกชุดกล่าวว่าอายุ 16 ปี ข้อมูลอายุกับวันที่ยังไม่ลงกันทั้งหมด และการเข้าเรียนในวัดเป็นคนละช่วงกับการบรรพชา ลำดับเวลาที่แน่นอนจึงยังต้องอาศัยทะเบียนเดิม

ในปี พ.ศ. 2484 เดียวกัน ท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดตะโก และได้รับฉายาว่า ปาสาทิโก เอกสารวัดระบุวันที่ 12 เมษายนไว้ใต้หัวข้อบรรพชา ส่วนการอุปสมบทมีเพียงปี จึงยังไม่ทราบวันและเดือนที่แน่นอน พระอุปัชฌาย์คือพระครูสุนทรธรรมนิวิฐ หรือหลวงพ่อชื้น สิริวณฺโณ วัดภาชี พระกรรมวาจาจารย์คือพระสมุห์จ้อย วัดวิมลสุนทร และพระอนุสาวนาจารย์คือพระสมุห์บุญช่วย วัดตะโก บทความรุ่นหลังบางแห่งเรียกรูปที่สองว่า “พระปลัดจ้อย” ซึ่งอาจเป็นสมณฐานันดรในระยะหลัง ลำดับการใช้ตำแหน่งทั้งสองยังต้องเทียบกับหลักฐานการแต่งตั้ง

พระปริยัติและครูอาจารย์

หลังอุปสมบท หลวงพ่อรวยศึกษาพระปริยัติธรรมที่สำนักเรียนวัดตะโก และสอบได้นักธรรมชั้นเอกใน พ.ศ. 2487 เมื่อเข้าสู่พรรษาที่สี่และเห็นว่าความรู้ด้านคันถธุระเพียงพอสำหรับการสั่งสอนญาติโยมในระดับหนึ่งแล้ว ท่านจึงหันมาศึกษาวิปัสสนาธุระ ตลอดจนความรู้เรื่องอักขระเลขยันต์ พิธีกรรม และเครื่องรางตามแบบพระภาคกลางในสมัยนั้น ครูสำคัญรูปแรกคือหลวงพ่อชื้น วัดภาชี ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์และอยู่ในสายความรู้ที่เชื่อมโยงกับหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ อีกสำนักหนึ่งคือวัดวังแดงเหนือ ซึ่งท่านศึกษากับพระครูประภาสธรรมคุณ หรือหลวงพ่อแจ่ม ธมฺมปาโล การศึกษาของท่านจึงครอบคลุมทั้งพระปริยัติ กรรมฐาน และอักขระกับพิธีกรรม

งานวัด การศึกษา และชุมชน

พ.ศ. 2488 หลวงพ่อรวยได้รับหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสวัดตะโก และครองวัดต่อเนื่องจนมรณภาพใน พ.ศ. 2560 รวมเวลาประมาณ 72 ปี ลำดับงานคณะสงฆ์ที่วัดบันทึกไว้ช่วยให้เห็นความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นตามวัย ได้แก่ พ.ศ. 2494 เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พ.ศ. 2496 เป็นเจ้าคณะตำบลหนองน้ำใสและเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2498 เป็นกรรมการควบคุมการสอบธรรมสนามหลวงอำเภอภาชีและเป็นกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนประชาบาลวัดตะโก พ.ศ. 2499 เป็นเจ้าคณะตำบลดอนหญ้านาง พ.ศ. 2501 เป็นพระอุปัชฌาย์ และ พ.ศ. 2526 เป็นประธานหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบลดอนหญ้านาง งานเหล่านี้คือฐานของชื่อเสียงในพื้นที่ก่อนที่ตลาดวัตถุมงคลยุคใหม่จะขยายตัว

ท่านได้รับหน้าที่และสมณศักดิ์เพิ่มขึ้นตามลำดับ เอกสารวัดระบุว่าเคยเป็นพระใบฎีกา และบันทึก พ.ศ. 2483 ว่าเป็นพระสมุห์ฐานานุกรมในเจ้าคณะหมวดดอนหญ้านาง–หนองน้ำใส แม้ปีดังกล่าวอยู่ก่อนการอุปสมบทตามปี พ.ศ. 2484 จึงเป็นจุดที่ควรตรวจต้นฉบับอีกครั้ง ต่อมา พ.ศ. 2499 เป็นพระปลัดฐานานุกรมของหลวงพ่อชื้น พ.ศ. 2511 ได้เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นตรีในราชทินนาม พระครูสุนทรธรรมนิวิฐ พ.ศ. 2521 เลื่อนเป็นชั้นโท และ พ.ศ. 2541 เป็นชั้นเอก กระทั่ง พ.ศ. 2558 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญในราชทินนาม พระมงคลสิทธาจารย์ ดังนั้นวัตถุ “เลื่อนสมณศักดิ์” ที่จัดฉลองใน พ.ศ. 2559 อาจใช้ปีงานฉลอง แต่ปีที่ได้รับสมณศักดิ์สุดท้ายคือ พ.ศ. 2558

พ.ศ. 2556 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยถวายปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาจริยศึกษา แด่หลวงพ่อรวย รายชื่อผู้ได้รับปริญญาของมหาวิทยาลัยระบุท่านด้วยสมณศักดิ์ในขณะนั้นว่า พระครูสุนทรธรรมนิวิฐ พร้อมชื่อรวย ปาสาทิโก และวัดตะโก ตรงกับลำดับที่วัดบันทึกไว้

เมื่อหลวงพ่อรวยรับภาระ วัดตะโกยังเป็นวัดกลางทุ่งที่มีศาลา กุฏิ และอุโบสถอย่างละไม่กี่หลัง พื้นที่เป็นที่ลุ่มและชาวบ้านเคยต้องช่วยกันถมดินเพื่อป้องกันน้ำหลาก ท่านรื้อศาลาการเปรียญเดิมแล้วสร้างหลังใหม่ให้รองรับพิธีและการเรียนได้มากขึ้น เพิ่มกุฏิสงฆ์ ขยายที่ดิน ทำกำแพง ขุดสระไว้ใช้ในหน้าแล้ง และบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะตามกำลัง สิ่งที่ทำให้ภาพพระนักพัฒนาของท่านมีรายละเอียดมากกว่ารายชื่ออาคาร คือวิธีควบคุมงาน ท่านลงดูงานเองและมีหลักฐานทำบัญชีรายรับรายจ่าย คำถามที่มักใช้ก่อนเริ่มงานคือ “มีเงินไหม” เพราะหลักของท่านคือ ถ้าทำแล้วไม่ทำให้ใครเดือดร้อนและไม่สร้างหนี้จึงค่อยทำ งานขยายวัดจึงค่อย ๆ ดำเนินไปตามกำลังที่มี

งานวิจัยเชิงคุณภาพที่ตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2567 ศึกษาเอกสารและสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง 21 รูปหรือคน แล้วสรุปกระบวนการทำงานของหลวงพ่อรวยไว้สี่ส่วน ส่วนแรกคือศาสนวัตถุซึ่งเป็นสัญลักษณ์นำให้คนเกิดศรัทธาเบื้องต้น ส่วนที่สองคือสาธารณสงเคราะห์ เช่น การส่งเสริมให้พึ่งตนเอง การศึกษาและอาชีพ ส่วนที่สามคือสาธารณประโยชน์ เช่น ถนน ศาลาพักและพื้นที่ส่วนรวม และส่วนสุดท้ายคือศาสนธรรมที่ชวนให้นำหลักธรรมไปใช้จริง ในการศึกษานี้ ศรัทธานำต่อไปสู่การประพฤติปฏิบัติ ทั้งศีล สมาธิ และปัญญาในชีวิตประจำวัน

คนใกล้ชิดจดจำท่านว่าเป็นพระสมถะ พูดน้อย บางครั้งถามคำตอบคำ แต่มีเมตตาและลงมือทำงานจริง คำสอนสั้นที่ถูกอ้างถึงเสมอคือ “ทำอะไร ได้อย่างนั้น” คำนี้อ่านในกรอบเหตุและผลได้ว่า บุคคลย่อมรับผลตามสิ่งที่ตนคิด พูด และทำ ท่านใช้หลักนี้เตือนให้ผู้ฟังใส่ใจการกระทำและความรับผิดชอบของตน รายงานของวัดยังบันทึกความทรงจำว่า ท่านศึกษาตำรายาโบราณ รู้การกลั่นยา และชาวบ้านหรือพระภิกษุมักมาขอความช่วยเหลือเรื่องโรคปอด โรคผิวหนัง ตลอดจนปัญหาสุขภาพอื่น ท่านชอบต้นไม้และธรรมชาติ เคยชวนศิษย์ไปขุดต้นตะโกมาปลูกและดูแลเอง ความทรงจำด้านการแพทย์พื้นบ้านเหล่านี้ไม่ใช่หลักฐานรับรองผลทางคลินิก ผู้เจ็บป่วยยังควรรับการดูแลทางการแพทย์

วัตถุมงคลและพระมหาธาตุเจดีย์

ประวัติการสร้างวัตถุมงคลในเอกสารวัดและงานวิจัยสมัยใหม่แบ่งออกเป็นสองยุคตรงกัน ยุคต้นเริ่ม พ.ศ. 2498 ถึง พ.ศ. 2512 และยุคหลังเริ่ม พ.ศ. 2513 จนถึงมรณภาพ วัตถุจำนวนหนึ่งวัดตะโกจัดสร้างเอง ขณะที่บางรุ่นศิษย์หรือคณะภายนอกจัดทำแล้วนำมาถวาย จุดมุ่งหมายที่บันทึกไว้รวมถึงการสร้างหรือบูรณะเสนาสนะและงานสาธารณประโยชน์ งานที่วัดสร้าง งานที่ศิษย์นำมาถวาย งานนิมนต์ไปร่วมพิธีต่างวัด และงานอนุสรณ์หลังมรณภาพมีที่มาต่างกัน แม้ใช้ชื่อหลวงพ่อเหมือนกัน ผู้จัด สถานที่ทำ วัตถุประสงค์ พิธี และบทบาทของท่านก็อาจไม่เหมือนกัน

ในยุคต้น วงการสะสมมักกล่าวถึงพระเนื้อผงหรือพระสมเด็จ พ.ศ. 2498 รวมถึงพิมพ์ที่เรียกกันว่าพิมพ์โพธิ์ ต่อมามีเหรียญรูปเหมือน พระผง แหวน และเครื่องรางหลายรูปแบบ รายการประกวดของสมาคมและงานประกวดต่าง ๆ ยืนยันว่าชื่อพิมพ์จำนวนหนึ่งถูกใช้เป็นหมวดมาตรฐานในวงการแล้ว แต่รายการประกวดไม่ใช่สมุดบัญชีการจัดสร้างของวัด และไม่ใช่ใบรับรองพระทุกองค์ที่ใช้ชื่อเดียวกัน คำว่า “รุ่นแรก” ต้องพิจารณาพิมพ์ เนื้อ ขนาด โค้ด รอยตอก บรรจุภัณฑ์ ภาพถ่ายเก่า และที่มาอย่างเป็นระบบ มิใช่ตัดสินจากภาพหน้าตรงความละเอียดต่ำหรือคำบรรยายร้านค้าเพียงอย่างเดียว

เอกลักษณ์ที่คนจำนวนมากนึกถึงทันทีเมื่อกล่าวถึงหลวงพ่อรวยคือ “เลสข้อมือ” ซึ่งประยุกต์รูปแบบเครื่องประดับโลหะให้เป็นวัตถุทางศรัทธา รายงานของวัดเล่าว่า จุดเริ่มอยู่ราว พ.ศ. 2534 เมื่อลูกศิษย์นำเลสแฟชั่นมาเสนอให้ใส่รูปหลวงพ่อ พร้อมยันต์หัวใจธาตุทั้งสี่และคาถาสรรเสริญพระพุทธคุณ เพื่อระดมทุนจัดงานฉลองสมณศักดิ์ เดิมวางแผนสร้าง 999 เส้น แต่ทุนไม่พอจึงทำได้ 208 เส้น ต้นทุนเส้นละ 240 บาท เปิดให้บูชาเส้นละ 500 บาท พร้อมกันนั้นมีเหรียญเสมาทองคำ เงิน เงินหน้ากากทองคำ แหวนเงินลงยา และแหวนทองเหลือง วัดจัดพิธีพุทธาภิเษกเดี่ยวในอุโบสถหลังเดิมและให้ท่านอธิษฐานจิตตลอดไตรมาส อีกกระแสระบุรุ่นแรกเป็น พ.ศ. 2537 ต่างจากปี พ.ศ. 2534 ในเรื่องของวัด ปีและจำนวนสร้างช่วยบอกบริบทของรุ่น แต่แต่ละเส้นยังต้องพิจารณาพิมพ์และที่มาประกอบ

ชื่อรุ่นที่มีคำว่า “รวย” หรือ “ชนะจน” สะท้อนทั้งนามของท่านและธรรมเนียมตั้งชื่อวัตถุมงคลเป็นคำอวยพร “ชนะจน” หมายถึงการเอาชนะความยากจน และรุ่นที่ตลาดกล่าวถึงมากใน พ.ศ. 2556 มักถูกเชื่อมกับการหาทุนก่อสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ปาสาทิโก อย่างไรก็ตาม ชื่อเดียวกันอาจมีหลายเนื้อ หลายพิมพ์ ผู้จัดต่างกัน หรือถูกนำกลับมาใช้ในงานอนุสรณ์ภายหลัง จึงต้องตรวจเอกสารวัดเป็นรุ่น ๆ ชื่อเหล่านี้รองรับความหวังให้ชีวิตดีขึ้น แต่คำอวยพรไม่ใช่คำรับประกันผล ความมั่งคั่ง หรือราคาซื้อขาย

พระมหาธาตุเจดีย์ปาสาทิโกวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 โดยมีวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในขณะนั้นเป็นประธานฝ่ายฆราวาส และหลวงพ่อรวยเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ข้อมูลของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดระบุทีมออกแบบที่มีวรรณิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ ตลอดจนบัญชา ชุ่มเกษร องอาจ หูดากร ตะวัน วีรกุล และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยศิลปากร ตัวอาคารมีสองชั้นและกลายเป็นศูนย์กลางด้านสถาปัตยกรรม ความทรงจำ และการสักการะของวัด เจดีย์จึงเป็นทั้งส่วนหนึ่งของงานพัฒนาวัด สถานที่สักการะ และพื้นที่จัดงานรำลึกในเวลาต่อมา

ช่วงปลายชีวิตและมรณภาพ

ด้านสุขภาพในระยะท้าย รายงานท้องถิ่นของวัดระบุว่า หลวงพ่อสูบยาเส้นเป็นประจำตามค่านิยมของคนยุคนั้น และอธิบายว่ามีโรคปอดประจำตัวจากการสูบยา ตั้งแต่ พ.ศ. 2559 ท่านเข้ารับการรักษาหลายครั้ง วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2560 เข้ารักษาที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ กรุงเทพมหานคร และวันที่ 12 มิถุนายนอาการทรุดจนคณะแพทย์ให้อยู่ในห้องผู้ป่วยวิกฤต กระทั่งเวลา 21.00 น. วันพุธที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 จึงมรณภาพ ข่าวร่วมเหตุการณ์ระบุอายุเต็ม 95 ปี 7 เดือน 10 วัน ส่วนการนับแบบไทยในหนังสืออนุสรณ์มักใช้ 96 ปี เอกสารวัดระบุ 76 พรรษา

หลังมรณภาพ มีการตั้งสรีระให้ศิษย์ถวายความอาลัย สมนึก จันทร์ศรีทอง ไวยาวัจกร เล่าถึงการเปิดโลงในงาน 100 วันเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ว่าผู้ร่วมพิธีเห็นสรีระไม่เน่าเปื่อย ใบหน้าคล้ายหลับอยู่ จึงอัญเชิญเข้าโลงแก้วในเจดีย์ให้กราบสักการะ เอกสารเรียบเรียงภายหลังของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดให้ปีเปิดโลงเป็น พ.ศ. 2561 ต่างจากข่าวร่วมเหตุการณ์ ปีที่ขัดกันนี้ยังต้องอาศัยประกาศเดิมของวัดมาชี้แจง

ศิษย์ผู้รับงานและการช่วยชุมชน

ภายหลังหลวงพ่อรวยมรณภาพ พระมหาธรรมทส ขนฺติพโล ผู้เป็นศิษย์ได้กลับมารับงานวัด ท่านเป็นชาวภาชี เคยบรรพชาและอุปัฏฐากหลวงพ่อที่วัดตะโก หลวงพ่อตั้งชื่อเรียกว่าเณรแก้ว ต่อมาศึกษาต่อที่วัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร จนได้เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 วัดตะโกจัดพิธีแสดงมุทิตาจิตในการรับตำแหน่งเจ้าอาวาส ท่านตั้งใจสืบแนวทางของครู โดยให้ความสำคัญกับสาธารณสงเคราะห์

วันแต่งตั้งกับวันแสดงมุทิตาจิตเป็นคนละวัน ประวัติวัดระบุว่าเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีคำสั่งที่ 2/2561 แต่งตั้งพระมหาธรรมทสเป็นเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561 ส่วนวันที่ 15 กุมภาพันธ์เป็นพิธีแสดงมุทิตาจิตที่จัดขึ้นภายหลัง

งานช่วยชุมชนยังดำเนินต่อหลังสิ้นหลวงพ่อ ในวาระมรณภาพครบแปดปี วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 วัดตะโกและมูลนิธิหลวงพ่อรวยสนับสนุนสำนักศาสนศึกษา ทุนให้นักเรียนภาชี ผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุเปราะบางในดอนหญ้านาง รวมทั้งช่วยซื้อเครื่องฆ่าเชื้อให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และแจกข้าวสารกับของจำเป็น กิจกรรมเหล่านี้เป็นงานที่วัดและมูลนิธิสานต่อ มิใช่โครงการที่หลวงพ่อลงมือทำในช่วงชีวิต

ชาวคลองสะแกเล่าว่าเมื่อหลวงพ่อรวยยังมีชีวิต พวกเขามักนำปัจจัยและสิ่งของไปถวายที่วัดตะโก หลังท่านมรณภาพก็ยังเดินทางไปกราบสรีระ ถวายดอกมะลิสด และทำบุญผ่านตู้รับบริจาคของวัด

นอกจากงานปกครองวัด การศึกษา และการช่วยชุมชน หลวงพ่อรวยยังย้ำให้ไม่ก่อหนี้ รู้กำลังของตน และระลึกว่า “ทำอะไร ได้อย่างนั้น” โดยเชื่อมการปฏิบัติกับการกระทำในชีวิตประจำวัน

การเก็บ ความเห็น และห้องร่วมพิจารณา ต้องเป็นสมาชิกทั่วไปที่ผ่านแล้ว การอ่านไม่ต้องสมัคร สมัครเป็นผู้อ่าน