กลับไปเกจิ

หลวงพ่อพรหม ถาวโร

ชีวิตและสายวิชาของหลวงพ่อพรหม ถาวโร วัดช่องแค

ชีวิตและสายวิชาของหลวงพ่อพรหม ถาวโร วัดช่องแค

หลวงพ่อพรหม ถาวโร เป็นผู้วางรากฐานวัดช่องแค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ และเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ผู้คนรู้จักท่านผ่านพระเครื่องและรูปเหมือนหลายรุ่น ชีวิตของท่านยังผูกพันกับการศึกษาที่พระนครศรีอยุธยา การธุดงค์ข้ามภูมิภาค การก่อตั้งวัด การอุปการะเด็กด้อยโอกาส การสร้างโรงเรียนและการทำงานกับชุมชน เมื่อท่านมาถึงเชิงเขาช่องแคในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 สถานที่นั้นยังเป็นเพียงสำนักสงฆ์เล็ก ๆ มีพระอยู่ไม่กี่รูปและแทบไม่มีเสนาสนะ ท่านกับชาวบ้านจึงต้องสร้างระบบวัดขึ้นมาทีละส่วน

ครอบครัวและการอุปสมบท

ประวัติฉบับที่ตรวจปฏิทินระบุว่า ท่านถือกำเนิดเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 ปีมะแม ตรงกับวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2426 ณ หมู่บ้านโก่งธนู ตำบลบ้านแพรก อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โยมบิดาชื่อหมี โยมมารดาชื่อล้อม โกสะลัง มีบุตรร่วมกันสี่คน คือ นางลอย นายปลิว โกสะลัง หลวงพ่อพรหม และนางฉาบ ท่านเป็นคนที่สาม แหล่งออนไลน์บางแห่งให้วันที่ 28 มีนาคมหรือ 20 เมษายน พ.ศ. 2427 แต่ไม่สอดคล้องกับข้อมูลของสิ่งพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและการเทียบปฏิทิน 150 ปี

วัยเด็กท่านเรียนกับพระในวัดใกล้บ้าน ฝึกทั้งภาษาไทยและอักษรขอมจนอ่านเขียนได้ วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2447 จึงอุปสมบท ณ วัดเขียนลาย ตำบลบ้านแพรก โดยมีหลวงพ่อถมยา วัดเขียนลาย เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “ถาวโร” หมายถึงผู้มั่นคงหรือผู้ดำรงอยู่อย่างมั่นคง พระอุปัชฌาย์ตั้งนามนี้ด้วยความปรารถนาให้ท่านเป็นผู้มั่นคงในธรรม ชีวประวัติมักกล่าวว่าท่านบวชเมื่ออายุราวยี่สิบปี แต่วันที่ในเดือนมีนาคมยังต้องตรวจวิธีนับปีที่ใช้ในเอกสารเดิมก่อนคำนวณอายุเต็ม หลังจากนั้นจำพรรษาที่วัดเขียนลายสิบพรรษา ศึกษาพระธรรมวินัย พระกรรมฐาน และความรู้ท้องถิ่นจากครูทั้งพระสงฆ์และฆราวาส

ครูบาอาจารย์และการศึกษา

สายครูที่ปรากฏในชีวประวัติมีสามช่วงสำคัญ ช่วงแรก อาจารย์พ่วงซึ่งเป็นฆราวาสปูพื้นฐานพระกรรมฐานและพระเวทย์วิทยาคมให้ตั้งแต่ก่อนบวชถึงต้นสมณเพศ ช่วงพรรษาที่ 1–4 อาจารย์พ่วงพาไปฝากกับหลวงพ่อดำซึ่งไม่ทราบวัด เพื่อศึกษาพระกรรมฐาน โดยประวัติอีกสายเรียกการฝึกอสุภกรรมฐาน สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ช่วงพรรษาที่ 5–10 ท่านไปศึกษากับปู่วอน ฆราวาสที่บ้านวังแดง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ราวห้าปีจนปู่วอนถึงแก่อสัญกรรม ภายหลังท่านนำอัฐิของปู่วอนมารักษาไว้ที่วัดช่องแคเพื่อรำลึกพระคุณ

ชีวประวัติรุ่นหลังยังเชื่อมอาจารย์พ่วงไปถึงสายหลวงปู่มา วัดบางม่วง และสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว รวมทั้งเชื่อมปู่วอนไปถึงหลวงปู่นิล หลวงปู่แสง และอาจารย์เพ็ง เรื่องสายครูยังโยงไปถึงครูในสมัยกรุงศรีอยุธยา รวมถึงครูที่กล่าวว่าเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเจ้าตากสินและสมเด็จพระนเรศวร แต่ความเชื่อมโยงระหว่างครูแต่ละรุ่นในสายเก่าแก่เหล่านี้ยังมีช่วงที่ต้องตรวจสอบ ส่วนคำบอกเล่าว่าท่านได้แลกเปลี่ยนวิชากับหลวงพ่อเดิมและพระเกจิรูปอื่นระหว่างธุดงค์ ยังไม่ได้ระบุชัดว่ามีการฝากตัวเป็นศิษย์หรือรับถ่ายทอดวิชาใดอย่างเป็นทางการ

ธุดงค์และเรื่องเล่าในถ้ำ

เมื่อครบสิบพรรษา ท่านกราบลาครูบาอาจารย์ ออกธุดงค์ผ่านพระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ผ่านด่านเจดีย์สามองค์เข้าสู่พม่า แล้วเดินทางไปย่างกุ้งเพื่อนมัสการพระเจดีย์ชเวดากอง เรื่องเล่าระหว่างทางกล่าวถึงสัตว์ร้าย โครงกระดูกและเศษจีวรของพระธุดงค์ที่อาจเสียชีวิตเพราะปักกลดขวางทางสัตว์หรือรับประทานของมีพิษ คำสอนที่ถ่ายทอดในเรื่องนี้คือ การธุดงค์ต้องอาศัยสติและปัญญาทุกย่างก้าว มิใช่ประมาทเพราะเชื่อว่ามีวิชา เมื่อปักกลดต้องหลีกทางเดินสัตว์ ไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิต และเมื่อถอนกลดต้องถอนเขตคาถาที่ทำไว้ เพื่อไม่ให้สัตว์หลงเข้าไปติดอยู่ เรื่องนี้จึงมีแก่นทางวินัยและความรับผิดชอบต่อธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงเรื่องผจญภัยอภินิหาร

หลังธุดงค์ราวสองถึงสามปี ท่านมาถึงภูเขาช่องแค ขณะฝนตกหนักจึงเข้าไปพักในถ้ำเล็กซึ่งภายหลังเรียกว่า “ถ้ำหลวงพ่อพรหม” ใกล้กันมีถ้ำใหญ่อีกแห่งเรียกว่า “ถ้ำแม่นมยาน” มีเรื่องเล่าว่า คืนแรกท่านฝันว่ามีผู้มาแนะนำการปฏิบัติ จึงตั้งใจพักอยู่ต่อ บางสำนวนยังเล่าถึงความตั้งใจตอบแทนชุมชน ชาวบ้านเห็นว่าการบิณฑบาตและประกอบศาสนกิจบนเขาลำบาก จึงนิมนต์ท่านลงมาอยู่สำนักสงฆ์เชิงเขาเมื่อประมาณ พ.ศ. 2460 โดยมีกำนันคล้าย มีสวัสดิ์ เป็นหัวหน้าคณะ และมีนางแตงกวา ตั้งสุวรรณ นางเผือก เพชรมนตรี กับคนในชุมชนร่วมดำเนินการ

การสร้างวัดและงานการศึกษา

ปีเริ่มต้นของวัดช่องแคพบสามตัวเลขซึ่งควรแยกความหมาย เทศบาลตำบลช่องแคเขียนโดยสรุปว่าวัดสร้างเมื่อ พ.ศ. 2458 ชีวประวัติละเอียดใช้ พ.ศ. 2460 เป็นปีที่หลวงพ่อพรหมรับนิมนต์ลงจากถ้ำและเริ่มพัฒนาสำนักสงฆ์ ส่วนวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2462 เป็นวันที่สำนักสงฆ์ได้รับใบอนุญาตตั้งเป็นวัดอย่างเป็นทางการ ตัวเลขทั้งสามอาจหมายถึงจุดเริ่มของชุมชนหรือที่พักสงฆ์ การเข้ามาบริหารของหลวงพ่อ และสถานะทางกฎหมายตามลำดับ อย่างไรก็ดี ยังไม่พบใบอนุญาตฉบับจริง และยังยืนยันไม่ได้ว่าปี 2458 หมายถึงการตั้งที่พักสงฆ์โดยเฉพาะ คำอธิบายเรื่องสามช่วงเวลาจึงเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ไม่ใช่ข้อยุติ

ในระยะแรกสำนักสงฆ์มีพระเพียงสองรูปและไม่มีเสนาสนะ หลวงพ่อพรหมกลับไปขายที่ดินมรดกในพระนครศรีอยุธยาเพื่อนำเงินมาเป็นทุนตั้งต้น จากนั้นชาวช่องแคร่วมระดมทุนและแรงงานสร้างกุฏิ ศาลา โรงครัว อุโบสถและอาคารอื่น เมื่อได้รับอนุญาตตั้งวัดใน พ.ศ. 2462 ท่านเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกและจำพรรษาอยู่ติดต่อกันโดยไม่ย้ายไปวัดอื่น นอกจากทำนุบำรุงพระศาสนาแล้ว ชีวประวัติท้องถิ่นยังบันทึกว่า ท่านอุปการะเด็กด้อยโอกาส สร้างโรงเรียนวัดช่องแค มอบทุนให้เด็กขาดแคลน และช่วยนำชุมชน สำหรับชุมชน วัดจึงมิได้เป็นเพียงสถานที่รับวัตถุมงคล แต่ยังเป็นที่พึ่งของเด็กและครอบครัวที่ขาดโอกาส

เรื่องโรงเรียนมีร่องรอยในเอกสารราชการด้วย บัญชีสถานศึกษาของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนครสวรรค์ ลงวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562 ระบุโรงเรียนวัดช่องแค ตำบลพรหมนิมิต อำเภอตาคลี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 3 รายการนี้ยืนยันว่ามีโรงเรียนดังกล่าวในเวลานั้น แต่ไม่ได้บอกปีตั้งโรงเรียน ยอดเงินบริจาค หรือขอบเขตงานที่หลวงพ่อพรหมดำเนินการเอง รายละเอียดเหล่านี้ยังต้องอาศัยประวัติโรงเรียนและเอกสารยุคแรก

ในเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมาในสายลูกศิษย์ หลวงพ่อพรหมมักแจกผ้าขาวม้าแก่ชาวไร่ชาวนาผู้ยากจน ผ้าผืนหนึ่งใช้ได้ทั้งนุ่งอาบน้ำ โพกศีรษะกันแดด และปูนอน ท่านเมตตาผู้ทำงานกลางทุ่ง และมีคำบอกเล่าว่าท่านอธิษฐานจิตให้ผ้าเพื่อคุ้มครองผู้ใช้ การให้สิ่งของในชีวิตประจำวันเช่นนี้จึงมีเรื่องประสบการณ์คุ้มภัยเล่าต่อกันมาด้วย

ชีวประวัติระบุว่าท่านพำนักอยู่ที่ช่องแครวมประมาณ 58 ปี ระยะเวลานี้หมายถึงการอยู่ในชุมชน มิใช่จำนวนปีที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสทั้งหมด

บั้นปลายชีวิตและลูกศิษย์

พ.ศ. 2514 ท่านลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสเพื่อให้พระอาจารย์แบ๊ง ธมฺมวโร ซึ่งต่อมามีสมณศักดิ์เป็นพระครูนิวิฐธรรมวัตร รับหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสรูปที่สอง วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2518 เวลาประมาณ 15.00 น. หลวงพ่อพรหมมรณภาพอย่างสงบที่โรงพยาบาลบ้านหมี่ อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี หากนับจากวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2426 ท่านมีอายุเต็ม 91 ปี ชีวประวัติมักระบุ 71 พรรษา ขณะที่บางแห่งให้ 90 ปี 70 พรรษา ความต่างนี้ยังไม่อาจอธิบายด้วยวิธีนับอายุเพียงอย่างเดียว เพราะต้องตรวจทั้งปฏิทินของวันอุปสมบทและปีที่เริ่มนับพรรษาจากทะเบียนเดิม

สายศิษย์ไม่ได้มีเพียงผู้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสต่อมา บทสัมภาษณ์สุพจน์ สวัสดิ์วงศ์วิชา เมื่อ พ.ศ. 2552 กล่าวถึงสมสุข คงอุไร ผู้ได้รับคำแนะนำด้านอานาปานสติจากหลวงพ่อพรหม และก่อตั้งคณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโก จึงเป็นหลักฐานบอกเล่าที่สืบค้นได้เกี่ยวกับศิษย์ฆราวาส แต่ไม่ได้รับรองว่าเขารับวิชาทั้งหมดหรือเป็นผู้สืบทอดเพียงคนเดียว

การที่พระอาจารย์แบ๊งรับหน้าที่เจ้าอาวาส การที่สมสุขเรียนกรรมฐาน และการที่คณะกรรมการต่าง ๆ จัดสร้างวัตถุมงคล เป็นความสัมพันธ์คนละลักษณะ ผู้สนับสนุนงานวัดไม่จำเป็นต้องเป็นผู้รับถ่ายทอดวิชา และผู้สืบตำแหน่งเจ้าอาวาสก็ไม่ได้หมายความว่าได้รับทุกวิชาจากเจ้าอาวาสองค์ก่อนโดยอัตโนมัติ เมื่อแยกบทบาทเหล่านี้ออกจากกัน จึงเห็นทั้งพระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติธรรมฝ่ายฆราวาส และผู้ร่วมอุปถัมภ์วัดอยู่ในชุมชนเดียวกัน

เมื่อ พ.ศ. 2552 สุพจน์ สวัสดิ์วงศ์วิชาจัดทำหนังสือประวัติและวัตถุมงคลของหลวงพ่อพรหม โดยแจ้งว่าจะนำรายได้ส่วนหนึ่งสมทบทุนสร้างโรงทานและศาสนสถานของวัดช่องแค นี่เป็นโครงการของผู้ศรัทธารุ่นหลังที่สานต่องานอุปถัมภ์วัดภายหลังท่านมรณภาพแล้ว ข้อมูลที่ประกาศในครั้งนั้นยังไม่ได้ระบุวันแล้วเสร็จของงานก่อสร้าง

วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569 หรือ ค.ศ. 2026 องค์การบริหารส่วนตำบลพรหมนิมิตบันทึกว่าบุคลากรของหน่วยงานเข้าร่วมงานต้มยาแจกทานครั้งที่ 115 ในนามหลวงพ่อพรหม ณ วัดช่องแค บันทึกนี้ยืนยันเพียงการสืบต่อกิจกรรมสาธารณประโยชน์ของวัดและท้องถิ่นภายหลังท่านมรณภาพ มิได้ระบุตำรับยา จำนวนผู้รับ ผลทางการแพทย์ หรือเป็นหลักฐานว่าท่านเป็นผู้ดำเนินงานครั้งนี้ในสมัยมีชีวิต

ความทรงจำหลังมรณภาพ

หลังมรณภาพ คณะกรรมการวัดนำสรีระของท่านบรรจุในโลงแก้วบนศาลาการเปรียญ และปัจจุบันยังเป็นสถานที่สักการะที่หน่วยงานท้องถิ่นกล่าวถึง สายวัดเล่าว่าไม่ได้ฉีดฟอร์มาลีนแต่สรีระไม่เน่าเปื่อย ไม่มีแมลงรบกวน และเส้นผม ขนคิ้ว หนวดเครา รวมถึงเล็บยังยาวขึ้น มีเรื่องเล่าใน พ.ศ. 2522–2523 ว่า บุญเรือน อุ่นลายฝันถึงหลวงพ่อซึ่งบอกว่าอึดอัดและหายใจไม่ออกในโลง บุญเรือนจึงนำความไปบอกพระอาจารย์แบ๊ง เมื่อเจ้าอาวาสตรวจดูโลงเก่าแล้ว จึงให้ช่างพิมพ์ ปานงามเจาะช่องระบายอากาศบริเวณใบหน้า ส่วนคำกล่าวเรื่องสรีระไม่เน่าเปื่อยและการงอกของผมหรือเล็บยังไม่มีเวชระเบียนและผลตรวจอิสระประกอบ จึงเป็นคำบอกเล่าทางศรัทธา ไม่ใช่ข้อสรุปทางการแพทย์

เรื่องความฝันตอนเดียวกันเล่าต่อว่า บุญเรือน อุ่นลายถวายเงินหนึ่งแสนบาทให้วัดทำช่องระบายอากาศ โดยเล่าว่าเป็นเงินรางวัลจากการซื้อสลากตามตัวเลขบนฝาโลง โลงในเหตุการณ์เป็นโลงเก่าสีเหลืองทอง ไม่ใช่โลงประดับมุกที่ใช้ในเวลาต่อมา

วัตถุมงคลและผู้จัดสร้าง

วัตถุมงคลของหลวงพ่อพรหมมีจำนวนรุ่นมากและผู้จัดสร้างหลายกลุ่ม รุ่น พ.ศ. 2507 ที่สำคัญ ได้แก่ เหรียญกลมหรือเหรียญรูปไข่ฉลองอายุ 79 ปี ครั้งที่ 1 และรูปเหมือนปั๊ม “พิมพ์นิ้วกระดก” ซึ่งคณะกรรมการสร้างอุโบสถจัดทำเพื่อสมนาคุณผู้บริจาค พิมพ์นิ้วกระดกเป็นชื่อที่วงการเรียกจากลักษณะนิ้วมือขวาสองนิ้ว ส่วนจำนวนประมาณ 600 องค์และการจารบางองค์ควรตรวจบัญชีคณะกรรมการ ต่อมา พ.ศ. 2508 มีรูปเหมือนปั๊ม “พิมพ์หูกาง” เพื่อหาเงินสร้างอุโบสถให้เสร็จ มีรายงานจำนวนราว 1,000 องค์ซึ่งยังต้องตรวจบัญชีเดิม ชื่อพิมพ์มาจากลักษณะใบหู ไม่ใช่ชื่อสมณศักดิ์หรือชื่อพิธี ส่วนอายุ 79 ปีในชื่อเหรียญฉลองอายุยังไม่ตรงกับปีเกิดที่กล่าวข้างต้น จึงใช้ชื่อรุ่นนั้นตัดสินปีเกิดไม่ได้

พ.ศ. 2512 มีงานหลายกลุ่มในปีเดียวกัน วันที่ 22 มีนาคมซึ่งเป็น “เสาร์ 5” คณะกรรมการวัดจัดสร้างรูปหล่อและแผ่นปั๊มที่ระลึก มีการกล่าวถึงรูปหล่อราว 500 องค์และแผ่นปั๊มไม่เกิน 2,000 องค์ แม่ชีกุหลาบ มณเฑียรจัดทำรูปหล่อโบราณทรงชะลูดทั้งพิมพ์เล็กและใหญ่เพื่อหาเงินสร้างซุ้มประตูวัด ส่วนคณะกรรมการสร้างมณฑปทำรูปเหมือนปั๊ม “พิมพ์ก้นระฆัง” ซึ่งแยกเนื้อทองเหลือง ตะกั่ว และทองแดง โดยมีโค้ดรูประฆังใต้ฐาน ชื่อ “สมเด็จฟ้าผ่า” ของพระผงปีเดียวกันเกิดจากเรื่องประสบการณ์ช่างไฟฟ้าถูกฟ้าผ่าแล้วรอด มิใช่ชื่อทางราชการหรือหลักฐานรับรองการป้องกันฟ้าผ่า

พ.ศ. 2513 ยังมีรูปเหมือนแม่ชีกุหลาบ รูปเหมือนบรรจุกริ่งที่ผู้ใหญ่ลีสร้างเพื่อหาเงินสร้างอุโบสถ รูปเหมือนเนื้อตะกั่วชาร์ปรถไฟของคุณวินัย อยู่เย็น สำหรับแจกพนักงานรถไฟโรงงานมักกะสัน และเหรียญซุ้มระฆังหลายแบบ บางรุ่นจัดสร้างโดยสามพี่น้องตระกูลเมืองแป้นซึ่งเป็นบุตรบุญธรรม แล้วนำมาให้หลวงพ่ออธิษฐานจิต พ.ศ. 2514 พระกริ่งพุทธโชติกญาณสร้างโดยพลเอกกาจบัณฑิต โชติกญาณ ในโครงการหล่อพระประธานสำหรับวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรี หลวงพ่อพรหมมอบชนวน แผ่นจารและตะกรุด และอธิษฐานจิตภายหลัง การระบุผู้จัดสร้างและวัตถุประสงค์เช่นนี้สำคัญกว่าการรวบทุกอย่างเป็นคำว่า “หลวงพ่อสร้างเอง”

ผู้ใหญ่ลี ผู้จัดสร้างรูปเหมือนบรรจุกริ่งเพื่อสมทบทุนสร้างอุโบสถใน พ.ศ. 2513 มีชื่อเต็มว่า ผู้ใหญ่ลี อิ่มอดุลย์

การอธิษฐานจิตและเรื่องเล่าคุ้มภัย

วงการยังถ่ายทอดวิธีอธิษฐานจิตของท่านว่า นำวัตถุมงคลใส่บาตร หยดน้ำตาเทียน วนเทียน ใช้ดินสอพองและน้ำมนต์ แล้วใช้มือคนวัตถุในบาตร จึงเกิดความเชื่อว่าพระเนื้อผงแท้ต้องมีรอยบิ่นจากการคน เรื่องพิธีสามารถบันทึกเป็นประวัติจากศิษย์ได้ แต่รอยบิ่นอาจเกิดจากการถอดพิมพ์ การขนส่ง การกระแทก การเก็บรักษา หรือความเสียหายภายหลัง จึงห้ามใช้หลักว่า “มีรอยบิ่นเท่ากับผ่านมือหลวงพ่อ” เป็นเกณฑ์ตัดสินแท้เก๊เพียงข้อเดียว

เรื่องเล่าจากตรังอีกเรื่องกล่าวว่า สาธร ตีระกานนท์พบลูกชายเล็กอยู่ในหลุมก่อสร้างบ้านร่วมกับงูจงอาง เด็กไม่มีรอยถูกกัด ครอบครัวจึงเชื่อว่าเหรียญรุ่นแจกทานที่ห้อยคอช่วยคุ้มครอง บทความที่นำมาเผยแพร่ซ้ำระบุเหตุการณ์ใน พ.ศ. 2517 แต่ตอนท้ายกลับกล่าวว่าหลวงพ่อมรณภาพไปนานแล้ว ซึ่งขัดกับปีมรณภาพ 2518 เรื่องนี้จึงคงไว้ในฐานะคำเล่าทางศรัทธาที่ลำดับเวลายังมีปัญหา ไม่ใช่หลักฐานยืนยันการป้องกันงู

คำเรียก “เทพเจ้าแห่งช่องแค” เป็นสมญาศรัทธา ส่วน “สมเด็จฟ้าผ่า” “นิ้วกระดก” “หูกาง” และ “ก้นระฆัง” เป็นชื่อที่เกิดจากเรื่องประสบการณ์หรือลักษณะพิมพ์ ชื่อเหล่านี้เก็บความทรงจำทั้งเรื่องเล่า รูปลักษณ์ และการสะสมเอาไว้ แต่ไม่ได้รับรองการป้องกันฟ้าผ่า อาวุธ หรือผลตอบแทนทางการเงิน จากครูที่กรุงเก่าและถ้ำธุดงค์ ไปจนถึงโรงเรียนและกลุ่มศิษย์ในเวลาต่อมา ความผูกพันที่ผู้คนมีต่อหลวงพ่อพรหมจึงกว้างกว่าวัตถุมงคลเพียงองค์เดียว

การเก็บ ความเห็น และห้องร่วมพิจารณา ต้องเป็นสมาชิกทั่วไปที่ผ่านแล้ว การอ่านไม่ต้องสมัคร สมัครเป็นผู้อ่าน