หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ: จากสายวิชาวัดบางพระสู่งานพัฒนาวัด โรงพยาบาล และชุมชน
พระอุดมประชานาถ หรือหลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ เป็นพระเถระสำคัญของจังหวัดนครปฐมในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ชื่อของท่านเป็นที่รู้จักข้ามประเทศจากการสักยันต์ โดยเฉพาะลายเสือ และพิธีไหว้ครูวัดบางพระ ท่านเคยเป็นเจ้าอาวาสทั้งวัดโคกเขมาและวัดบางพระ บูรณะศาสนสถาน และร่วมกับศิษย์สร้างโรงพยาบาล โรงเรียน สะพาน ถนน ตลอดจนสถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุ ผู้คนที่เดินทางมาฝากตัวเป็นศิษย์และร่วมพิธีไหว้ครูจึงได้มีส่วนสนับสนุนงานชุมชนของท่านด้วย ในหมู่นักสะสมภาษาจีนพบชื่อ 龍婆本 และ 龍婆笨 ส่วนวัดบางพระใช้ชื่อ 屈班柏
ครอบครัวและครูในวัยต้น
ท่านมีนามเดิมว่า เปิ่น ภู่ระหงษ์ ข้อมูลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐมระบุว่าเกิดวันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2466 ที่ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เอกสารชีวประวัติในวงการพระเครื่องจำนวนหนึ่งระบุเพิ่มเติมว่า บิดาชื่อฟัก มารดาชื่อยวง และเป็นบุตรคนที่ 9 ในพี่น้อง 10 คน ส่วนอีกสำนวนหนึ่งให้วันเกิดเป็น 9 กันยายน พ.ศ. 2466 ต่างจากข้อมูลท้องถิ่นของทางราชการ ที่มาของวันเกิดสำนวนนี้ยังต้องตรวจสอบต่อไป
วัยเด็กของเปิ่นเติบโตใกล้วัดบางพระ จึงเข้าออกวัดและได้สัมผัสพระธรรม อักษรขอม ตำรายา และความรู้พื้นบ้านตั้งแต่ยังเยาว์ ต่อมาครอบครัวย้ายไปทำมาหากินที่บ้านทุ่งคอก อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เขาได้ฝากตัวเป็นศิษย์พระครูสุวรรณสาธุกิจ หรือหลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นศิษย์สำคัญของหลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน ชีวประวัติหลายสำนวนกล่าวตรงกันว่าเปิ่นได้เรียนทั้งการปฏิบัติ สมุนไพร อักขระ และวิชาคุ้มครองตัวในบริบทสังคมชนบทสมัยนั้น บางสำนวนเล่าว่าครูถ่ายทอดความรู้ให้อย่างไม่ปิดบัง และถือว่าช่วงเวลานี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการปฏิบัติและวิชาอาคมที่ท่านสืบมา
เมื่อถึงวัยรับราชการ ท่านย้ายกลับนครปฐม ข้อมูลท้องถิ่นระบุว่าเคยทำหน้าที่ในราชโยธาอยู่ช่วงหนึ่ง เมื่อหน้าที่ดังกล่าวถูกยกเลิกจึงกลับมาช่วยบิดามารดาทำนา พร้อมกับศึกษาวิชาอักขระและสักยันต์กับพระอาจารย์หิ่ม อินทโชโต เจ้าอาวาสวัดบางพระ ท่านจึงมีโอกาสกลับมาใกล้ชิดครูและสำนักวัดบ้านเกิดอีกครั้งในระหว่างที่ยังช่วยงานครอบครัว
อุปสมบทและบันทึกวันที่
วันอุปสมบทเป็นจุดที่แหล่งข้อมูลปัจจุบันยังขัดกัน ชีวประวัติฉบับละเอียดจำนวนมากระบุว่า ท่านอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดบางพระ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2491 โดยมีเจ้าอธิการหิ่ม อินทโชโตเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ทองอยู่ ปทุมรัตน์เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์เปลี่ยน ฐิตธมฺโมเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา “ฐิตคุโณ” ปี พ.ศ. 2491 สอดคล้องกับจำนวน 54 พรรษาที่ระบุเมื่อท่านมรณภาพ และหากนับตามวันเกิดท่านมีอายุประมาณ 24 ปี อย่างไรก็ตาม แหล่งเดียวกันมักกำกับว่าวันดังกล่าวเป็นวันศุกร์ ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 6 ปีกุน ทั้งที่ปฏิทินสากลระบุว่า 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1948 เป็นวันอาทิตย์ และรายละเอียดปีนักษัตรก็ไม่ลงกัน ขณะที่ข้อมูลของ อบจ.นครปฐมเขียนเพียงว่าอุปสมบทเมื่ออายุ 20 ปีโดยไม่ให้วันที่ วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2491 จึงเป็นวันที่พบแพร่หลายในชีวประวัติ แต่รายละเอียดวันสัปดาห์ จันทรคติ และอายุยังไม่ลงรอยกัน ต้องอาศัยใบสุทธิหรือทะเบียนอุปสมบทเดิมเพื่อคลี่คลาย
ธุดงค์และเรื่องเล่าเสือ
ภายหลังอุปสมบท พระเปิ่นอุปัฏฐากพระอาจารย์หิ่มและศึกษาพระธรรมวินัย อักษรโบราณ แบบยันต์ และพิธีกรรมของสำนักวัดบางพระ ชีวประวัติกล่าวว่าหลังรับใช้ครูอยู่ราวสี่ปี พระอาจารย์หิ่มมรณภาพ ท่านจึงออกแสวงหาครูและสถานที่ปฏิบัติเพิ่มเติม โดยเคยศึกษากับหลวงพ่อโอภาสีที่อาศรมบางมดประมาณหนึ่งปี เรื่องเล่าชั้นหลังบันทึกเส้นทางธุดงค์ผ่านจังหวัดภาคเหนือหลายแห่ง ลงไปถึงสวนโมกข์และวัดเจ้าฟ้าศาลาลอยทางใต้ ก่อนมุ่งสู่กาญจนบุรีและเทือกเขาชายแดนไทย–พม่า ในหมู่ศิษย์ยังเล่าถึงการพบเสือ เสือสมิง และการคุ้มครองด้วยอำนาจแห่งการปฏิบัติระหว่างอยู่ป่า เรื่องเหล่านี้ถ่ายทอดควบคู่กับความทรงจำเรื่องธุดงค์ของท่าน ส่วนวันเดือนปีของการเดินทางแต่ละช่วงยังไม่มีบันทึกต่อเนื่องให้ลำดับได้ทั้งหมด
ในหมู่นักสะสมภาษาจีนมีเรื่องเล่าว่า ระหว่างธุดงค์ในป่าทางเหนือ หลวงพ่อเปิ่นพบเสือตัวหนึ่ง เสือไม่ได้ทำร้าย แต่หยุดฟังท่านสวดมนต์ เมื่อสวดจบก็ยังหมอบอยู่ข้างกายไม่ยอมจากไป ภายหลังยังมาอยู่เป็นเพื่อนระหว่างที่ท่านปฏิบัติอยู่เสมอ ผู้ศรัทธาจึงยกย่องท่านว่าเป็นพระผู้ปราบเสือ เรื่องนี้เล่าสืบต่อควบคู่กับยันต์เสือและรูปท่านขี่เสือ
ฟื้นฟูวัดและวัตถุมงคลยุคแรก
ข้อมูลของ อบจ.นครปฐมระบุว่าใน พ.ศ. 2504 ท่านมาปักกลดใกล้วัดทุ่งนางหลอก อำเภอลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรี ใช้ความรู้ด้านสมุนไพรช่วยชาวบ้านและมีส่วนพัฒนาวัด ต่อมาท่านเจ็บป่วยกะทันหัน จึงกลับมารักษาตัวที่วัดบางพระ เมื่อหายแล้วตั้งใจจะเดินทางต่อ แต่ชาวบ้านนิมนต์ให้ไปช่วยฟื้นฟูวัดโคกเขมา ท่านจึงรับเป็นเจ้าอาวาส ชีวประวัติในวงการพระเครื่องบางฉบับระบุวันที่แต่งตั้ง 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2509 และบางฉบับวางการเข้าวัดไว้ราว พ.ศ. 2507 ข้อมูลราชการยืนยันว่าเคยเป็นเจ้าอาวาสแต่ไม่ลงวันแต่งตั้ง จึงวางช่วงนี้ได้ในกลางทศวรรษ 2500 ราว พ.ศ. 2509 ส่วนวันรับตำแหน่งที่แน่นอนยังต้องตรวจจากคำสั่งแต่งตั้ง
ที่วัดโคกเขมา หลวงพ่อเปิ่นซ่อมแซมอุโบสถ กุฏิ และเสนาสนะ ทำให้วัดกลับมามีกิจกรรมและมีผู้ศรัทธาเพิ่มขึ้น ช่วงนี้เป็นต้นทางของวัตถุมงคลที่นักสะสมเรียกว่า “ยุควัดโคกเขมา” และเป็นจุดที่คำว่า “รุ่นแรก” มักถูกใช้สับสน รายการประกวดของสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทยแยกเหรียญเสมารุ่นแรกและรูปเหมือนปั๊มรุ่นแรก ออกวัดโคกเขมา พ.ศ. 2508 ขณะที่พระสมเด็จรุ่นแรกวัดโคกเขมา หลังคนธรรพและหลังรูปเหมือน ถูกจัดไว้ที่ พ.ศ. 2509 ส่วนชีวประวัติของ อบจ.นครปฐมเรียกเหรียญ พ.ศ. 2509 ว่าเป็นวัตถุมงคลรุ่นแรกในชีวิต แต่ละบันทึกจึงใช้คำว่า “รุ่นแรก” ต่างกัน โดยยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ชนิด พิมพ์ ด้านหลัง เนื้อ และวัดที่ออกช่วยแยกกลุ่มวัตถุมงคลเหล่านี้ได้ คำว่า “รุ่นแรก 2509” เพียงอย่างเดียวไม่ครอบคลุมทุกประเภท
กลับสู่วัดบางพระ
ใน พ.ศ. 2516 หลวงพ่อทองอยู่ ปทุมรัตน์ เจ้าอาวาสวัดบางพระมรณภาพ ชาวบ้านและคณะวัดจึงนิมนต์หลวงพ่อเปิ่นกลับมารับภาระต่อ ข้อมูลของ อบจ.นครปฐมระบุวันที่เข้ารับตำแหน่งเจ้าอาวาสอย่างเป็นทางการคือ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2518 จึงมีทั้งข้อความ “นิมนต์กลับใน พ.ศ. 2516” และ “แต่งตั้งใน พ.ศ. 2518” ส่วนรายละเอียดการส่งมอบหน้าที่ระหว่างสองช่วงนี้ยังต้องอาศัยบันทึกของวัด หลังกลับวัดบางพระ ท่านบูรณะอุโบสถเดิม สร้างอุโบสถคอนกรีต กำแพงแก้ว หอระฆัง กุฏิ ศาลาริมน้ำ ศาลาประชาคม และศาลาอเนกประสงค์ จนวัดริมน้ำนครชัยศรีกลายเป็นศูนย์กลางทั้งศาสนาและกิจกรรมชุมชน
สมณศักดิ์และเกียรติคุณ
ลำดับสมณศักดิ์ของท่านมีข้อมูลค่อนข้างตรงกัน พ.ศ. 2514 ขณะอยู่วัดโคกเขมาได้รับแต่งตั้งเป็นพระใบฎีกา ฐานานุกรมในพระอุดมสารโสภณ พ.ศ. 2522 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโทที่พระครูฐาปนกิจสุนทร พ.ศ. 2532 เลื่อนเป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอกในราชทินนามเดิม และ พ.ศ. 2537 เลื่อนเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระอุดมประชานาถ ปีถัดมา พ.ศ. 2538 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยถวายปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาสังคมศาสตร์
จากสะพานสู่โรงพยาบาล
หลวงพ่อเปิ่นตั้งใจให้ชาวบ้านใกล้วัดได้รับการรักษาพยาบาลโดยไม่ต้องเดินทางไกล ประวัติของโรงพยาบาลระบุว่า พ.ศ. 2530 ท่านมีดำริสร้างโรงพยาบาลที่ตำบลบางแก้วฟ้าและมอบให้ราชการ แต่แผนแรกติดข้อกำหนดด้านระยะห่างจากโรงพยาบาลเดิม คณะกรรมการวัดจึงชวนท่านทำโครงการที่จำเป็นอื่นก่อน ได้แก่ สะพานข้ามแม่น้ำท่าจีนหน้าวัด ถนนลาดยางจากแยกวัดละมุดถึงสะพานระยะทางประมาณ 2.8 กิโลเมตร และอาคารเรียนคอนกรีตเสริมเหล็กสามชั้นสองหลังให้โรงเรียนวัดบางพระใน พ.ศ. 2533 แม้งานเหล่านี้แล้วเสร็จ ท่านยังคงยืนยันความจำเป็นของโรงพยาบาล ทำให้คณะกรรมการกลับไปหาทางประสานกับกระทรวงสาธารณสุขอีกครั้ง
กระทรวงสาธารณสุขมีหนังสือลงวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 เห็นชอบให้ก่อสร้างโรงพยาบาลหลวงพ่อเปิ่นเป็นสาขาของโรงพยาบาลห้วยพลูและศูนย์ฝึกอบรมด้านสาธารณสุข โดยกำหนดให้สร้างตามแบบโรงพยาบาลชุมชน จัดครุภัณฑ์มาตรฐานขนาด 30 เตียง ตั้งมูลนิธิสนับสนุน และมอบที่ดิน อาคาร ตลอดจนอุปกรณ์ให้รัฐโดยไม่มีเงื่อนไข มีพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารอำนวยการเมื่อ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2536 จังหวัดนครปฐมเสนอให้ตั้งเป็นโรงพยาบาลชุมชนอิสระขนาด 10 เตียงเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2537 และกระทรวงอนุมัติเมื่อ 19 พฤษภาคมปีเดียวกัน โรงพยาบาลเริ่มให้บริการ 4 กรกฎาคม เปิดอย่างเป็นทางการ 30 สิงหาคม โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จเป็นองค์ประธาน และได้รับการยกฐานะเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียงเมื่อ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2538
เมื่อเริ่มเปิดบริการ นายแพทย์สุนทร เสรีเชษฐพงศ์ ผู้อำนวยการคนแรกเป็นแพทย์เพียงคนเดียว ร่วมกับพยาบาล 14 คนและลูกจ้างชั่วคราว 14 คน รวม 29 คน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระราชทานเงินที่ประชาชนถวายในวันเปิดจำนวน 20,170 บาทกลับมาเป็นทุนช่วยผู้ป่วยยากจน ช่วงแรกงบประมาณและบุคลากรยังไม่พอ หลวงพ่อเปิ่นจึงสนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
งานสงเคราะห์ผู้สูงอายุ
ในงานด้านผู้สูงอายุ อบจ.นครปฐมบันทึกว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มีพระราชดำริกับพระอุดมประชานาถให้จัดตั้งสถานสงเคราะห์คนชราที่อำเภอนครชัยศรี หลวงพ่อเปิ่น สภากาชาดไทย จังหวัดนครปฐม และเหล่ากาชาดจังหวัดจึงร่วมกันดำเนินงาน ใช้ที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ตำบลวัดสำโรง 24 ไร่ 3 งาน 97 ตารางวา วางศิลาฤกษ์วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2539 และเปิดเมื่อ 29 มกราคม พ.ศ. 2542 โดยได้รับพระราชทานนามว่า “สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์)”
ยันต์เสือและการไหว้ครู
มรดกทางวัฒนธรรมที่แพร่หลายที่สุดของท่านคือการสักยันต์วัดบางพระ ยันต์ครูที่งานข้อมูลท้องถิ่นกล่าวถึง ได้แก่ เก้ายอด แปดทิศ งบน้ำอ้อย เกราะเพชร และพุดซ้อน ส่วนลายสัตว์ที่โดดเด่นที่สุดคือเสือเผ่น ตามด้วยหนุมานบางแบบ สำหรับศิษย์รุ่นเก่า การสักมิได้มีเพียงลวดลายบนผิวหนัง แต่ผูกกับการรับครู การรักษาข้อห้าม ศีล ความกล้า และการควบคุมตนเอง พิธีไหว้ครูและครอบครูประจำปีจึงทำหน้าที่รวมผู้สืบสายจากพื้นที่ต่าง ๆ กลับมาระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และครูผู้ถ่ายทอดอักขระ ตลอดจนยืนยันความสัมพันธ์ของชุมชนศิษย์
ศิษย์และการสืบวิชา
ศิษย์ผู้สืบงานวัดและวิชาสักยันต์ ได้แก่ หลวงพ่อสำอางค์ พระครูอนุกูลพิศาลกิจ ซึ่งต่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบางพระและสืบพิธีไหว้ครู ในภาษาจีนพบชื่อ 龍婆三安 และ 龍婆沈硬 ศิษย์คนหนึ่งเล่าว่า เมื่อสักกับพระอาจารย์รูปอื่นแล้วจะไปให้หลวงพ่อเปิ่นปลุกเสกที่กุฏิ บางครั้งท่านให้รอจนถึงยามที่เหมาะสมจึงอนุญาตให้กลับ
บันทึกเมื่อ พ.ศ. 2551 กล่าวถึงพระที่สืบงานสักยันต์ห้ารูป ได้แก่ พระอาจารย์ประดิษฐ์ กตปุญฺโญ หรือแป้ว พระอาจารย์อนันต์ อภินนฺโท หรือนันต์ พระอาจารย์ติ่ง สนฺตจิตฺโต พระอาจารย์ประสิทธิ์ ธมฺมโชโต หรือต้อย และพระอาจารย์อภิญญา คนุตฺตโม หรือญา ครูประชุม โพธิสวรรค์ ผู้ประชาสัมพันธ์วัด ระบุว่าทั้งห้าสักยันต์มาตั้งแต่หลวงพ่อเปิ่นยังมีชีวิตอยู่ รายชื่อนี้สะท้อนช่วงเวลาที่บันทึก มิใช่รายชื่อศิษย์ทั้งหมดของท่าน
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ยันต์วัดบางพระ” ไม่ได้หมายความว่าทุกลายเป็นแบบที่หลวงพ่อเปิ่นสร้างหรือสักด้วยตนเอง งานฐานข้อมูลท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมบันทึกว่า หลังท่านมรณภาพ มีลายสัตว์และบุคคลเพิ่มขึ้นจากความต้องการของผู้มาสัก เช่น พ่อแก่ ดำดื้อ และคางคก จนผู้คนเรียกรวมว่าเป็นของวัดบางพระโดยปริยาย ลายที่พบในสำนักจึงมีทั้งแบบที่ใช้มาตั้งแต่สมัยหลวงพ่อเปิ่น แบบที่ศิษย์พัฒนาต่อ และผลงานร่วมสมัยของผู้สักแต่ละคน ในพิธีไหว้ครู ผู้ศรัทธาบางคนมีอาการของขึ้นคล้ายเสือหรือหนุมาน ขณะที่เรื่องพบเสือโดยไม่เป็นอันตรายและเรื่องคงกระพันก็ยังเล่าต่อกันในหมู่ศิษย์ เรื่องเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของศรัทธาและประสบการณ์ในพิธี ไม่ควรใช้อาวุธทดลองกับร่างกาย
อาจารย์ปรีชา ใหญ่สิมา เป็นศิษย์ฆราวาสที่ช่วยงานไหว้ครูมานาน เขาระลึกว่าหลวงพ่อเปิ่นสอนให้รู้จักหิริโอตตัปปะ กตัญญู รักษาศีล ภาวนา และสวดมนต์ ทั้งยังย้ำให้ศิษย์กลับมาพบกันที่วัดทุกปี ความผูกพันกับครูจึงอยู่ทั้งในการปฏิบัติประจำวันและการกลับมาร่วมไหว้ครูครั้งแล้วครั้งเล่า
สุขอนามัยและความปลอดภัยในการสัก
การสักยันต์ยังเป็นกระบวนการที่เข็มแทงผ่านผิวหนัง จึงมีความเสี่ยงจริงนอกเหนือจากความหมายทางศาสนา องค์การวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศและสำนักงานอาหารและยาสหรัฐอเมริการะบุว่า เครื่องมือไม่สะอาด เข็มที่ใช้ซ้ำ หรือน้ำหมึกปนเปื้อน อาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสตับอักเสบบีและซี รวมทั้งปฏิกิริยาแพ้ ก้อนแกรนูโลมา และแผลเป็น ผู้รับการสักควรตรวจสอบเข็มปลอดเชื้อแบบใช้ครั้งเดียว ถ้วยหมึกแยกเฉพาะคน การทำความสะอาดพื้นที่ การดูแลแผลหลังสัก ภาวะสุขภาพของตน และกฎหมายของสถานที่นั้น ต้องมีความยินยอมโดยรู้ข้อมูลและไม่กดดันผู้เยาว์ ความศรัทธาอธิบายคุณค่าทางใจได้ แต่ไม่อาจแทนสุขอนามัย คำแนะนำแพทย์ หรือความรับผิดตามกฎหมาย
วัตถุมงคลยุควัดบางพระ
วัตถุมงคลยุควัดบางพระมีจำนวนมาก จึงไม่ควรอ้างว่ารายการสั้น ๆ เป็นสารบบครบถ้วน รายการประกวดของสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทยระบุกลุ่มที่นักสะสมใช้เป็นหมุดหมาย เช่น เหรียญรูปไข่หลังเสือรุ่นแรก พ.ศ. 2519 เหรียญนั่งเสือ พ.ศ. 2520 เหรียญเสือเผ่น พ.ศ. 2521 เหรียญหน้ากากเสือรุ่นแรก พ.ศ. 2523 เหรียญนั่งหมู พ.ศ. 2525 เหรียญเสมาเสือคู่ พ.ศ. 2528 พระปรกใบมะขามรุ่นแรก พ.ศ. 2530 เหรียญบูชาครูหรือเสื้อเกราะ พ.ศ. 2533 เหรียญมหาสิทธิโชคและเจ้าสัวมหาเศรษฐีรุ่นแรก พ.ศ. 2534 เหรียญหัวเสือรุ่นใหญ่ พ.ศ. 2535 เหรียญเอกลักษณ์นั่งเสือ และเหรียญนั่งพานฉลองอายุ 6 รอบ พ.ศ. 2537 รายการประกวดเป็นหลักฐานว่าชื่อรุ่นและปีดังกล่าวใช้ในระบบนักสะสม แต่ไม่ใช่บัญชีออกวัดทั้งหมดและไม่ใช่ใบรับรองพระแท้ พระจริงแต่ละองค์ยังต้องตรวจพิมพ์ ขอบ เนื้อ ตัวหนังสือ ที่มา และเทียบชิ้นมาตรฐาน
มรณกาลและงานที่สืบต่อ
หลวงพ่อเปิ่นมรณภาพที่โรงพยาบาลศิริราชเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2545 เอกสารรำลึกหลายแห่งระบุเวลา 10.55 น. สิริอายุ 79 ปี 54 พรรษา เมื่อคำนวณจากวันเกิดข้างต้น ท่านมีอายุเต็ม 78 ปี ยังไม่ถึงวันเกิดปีที่ 79 ส่วนตัวเลข 79 ปีในชีวประวัตินับด้วยวิธีใด ยังต้องตรวจจากบันทึกเดิม สรีระของท่านประดิษฐานที่วัดบางพระ ศิษย์ยังกลับมาร่วมพิธีไหว้ครู ขณะที่เรื่องเล่าและสิ่งของในพิพิธภัณฑ์ช่วยสืบความทรงจำของสำนัก โรงพยาบาล โรงเรียน สะพาน และงานสงเคราะห์ผู้สูงอายุยังสืบต่องานที่ท่านริเริ่ม ส่วนวิชาสักยันต์ก็แพร่ไปนอกประเทศไทยพร้อมกับการเดินทางของศิษย์