หลวงพ่อปาน โสนันโท การศึกษาและสายสืบทอดแห่งวัดบางนมโค
พระครูวิหารกิจจานุการ ฉายา โสนันโท หรือ “หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค” เป็นเจ้าอาวาสรูปที่ 3 ของวัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่านเกิดวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2418 และมรณภาพวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 ตรงกับวันแรม 14 ค่ำ เดือน 8 ชีวประวัติไทยระบุสิริอายุ 63 ปี 42 พรรษา ข้อมูลทางการของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาระบุช่วงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส พ.ศ. 2478–2481 ส่วนตารางประวัติวัดที่มีการถ่ายทอดต่อมาสิ้นสุดที่ พ.ศ. 2480 แต่ข้อความเดียวกันกลับระบุว่ามรณภาพใน พ.ศ. 2481 ความขัดแย้งนี้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะอธิบายสาเหตุ
พระเกจิที่ใช้ชื่อ “หลวงพ่อปาน” มีมากกว่าหนึ่งรูป หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย หรือวัดมงคลโคธาวาส จังหวัดสมุทรปราการ มีชื่อเสียงด้านเครื่องรางเขี้ยวเสือแกะ ไม่ใช่พระผู้สร้างพระพิมพ์ทรงสัตว์แห่งวัดบางนมโค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ข้อมูลภาษาจีนพบทั้งชื่อ 龍婆班、龍婆斑 และ LP Parn การดูชื่อวัด จังหวัด และภาพบุคคลประกอบกันจึงสำคัญ เพราะชื่อถอดเสียงเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ประวัติและวัตถุมงคลของพระคนละรูปปะปนกัน
ครอบครัวและที่มาของชื่อ
ชีวประวัติที่สืบมาจากเอกสารของวัดระบุว่า ท่านเป็นบุตรคนเล็กของนายอาจและนางอิ่ม สุทธาวงศ์ ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา บิดาตั้งชื่อว่า “ปาน” เพราะนิ้วก้อยซ้ายมีปานแดงตั้งแต่โคนนิ้วถึงปลายนิ้ว เมื่อเข้าสู่วัยเตรียมบวช บิดามารดานำไปฝากกับเจ้าอธิการคล้ายแห่งวัดบางนมโค เพื่อเรียนหนังสือและฝึกขานนาค
การอุปสมบทและเรื่องเล่าการศึกษากับครู
ประวัติฉบับละเอียดส่วนใหญ่ระบุว่า ท่านอุปสมบทที่วัดบางนมโคเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2438 โดยมีหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์จ้อย วัดบ้านแพน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์อุ่ม วัดสุธาโภชน์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า “โสนันโท” อย่างไรก็ดี พิพิธภัณฑ์แห่งพุทธปัญญาระบุปี พ.ศ. 2439 ปีที่ต่างกันหนึ่งปียังมีผลต่อการทำความเข้าใจจำนวน 42 พรรษา แต่หลักฐานที่มีไม่พอจะสรุปว่าเกิดจากวิธีนับพรรษา จำเป็นต้องตรวจทะเบียนอุปสมบทหรือเอกสารวัดรุ่นเก่าประกอบ
หลังอุปสมบท ท่านไปอยู่กับหลวงพ่อสุ่นที่วัดบางปลาหมอ ศึกษากรรมฐาน การสงเคราะห์ชาวบ้าน และการแพทย์แผนโบราณ ประวัติยังกล่าวว่าได้เรียนพระปริยัติธรรมและภาษาบาลีกับพระอาจารย์จีนที่วัดเจ้าเจ็ดราวสองปี จากนั้นศึกษาต่อที่วัดสระเกศ กรุงเทพฯ และเรียนแพทย์แผนโบราณที่วัดสังเวช รายชื่อครูด้านกรรมฐานที่พบซ้ำในสายประวัติ ได้แก่ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย และหลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน จังหวัดสุพรรณบุรี ชีวประวัติภายหลังเล่าว่าท่านศึกษากับหลวงพ่อเนียมสามเดือน และกับหลวงพ่อโหน่งหนึ่งเดือน
เล่ากันว่า เมื่อหลวงพ่อสุ่นสอนกรรมฐาน ท่านให้หลวงพ่อปานบริกรรมแล้วเป่ากุญแจ หลวงพ่อปานฝึกอยู่หนึ่งเดือนก็ยังเปิดไม่ได้ จนเมื่อใจผ่อนคลายและตั้งมั่น กุญแจจึงหลุดออก ต่อมาท่านเป่าให้กุญแจเปิดพร้อมกันได้ถึงสี่สิบดอก แม้ศิษย์จะทำสำเร็จแล้ว หลวงพ่อสุ่นก็ยังเตือนไม่ให้นำวิชาไปอวดฤทธิ์
อีกเรื่องเล่าว่า เมื่อไปหาหลวงพ่อเนียมครั้งแรก หลวงพ่อปานถูกดุไล่ แต่ยังพักอยู่ที่วัดเพื่อขอเรียน คืนนั้นท่านกลับพบครูในรูปลักษณ์อิ่มเอิบผ่องใส ต่างจากความผอมเกร็งเมื่อกลางวัน หลวงพ่อเนียมจึงกล่าวถึงความไม่เที่ยง ต่อมาเมื่อหลวงพ่อปานภาวนาในกุฏิใกล้กันและวางอารมณ์ผิด ครูก็ร้องเตือนให้แก้ไข
ชีวประวัติยังเล่าว่าท่านออกธุดงค์เพียงลำพังไปถึงชายแดนพม่า มีเรื่องรักษาคนเจ็บ การผ่านพ้นภัย และเหตุอัศจรรย์เล่าสืบกันมา ท่านใช้ความรู้แพทย์แผนโบราณและพิธีกรรมช่วยชาวบ้าน ผู้เจ็บป่วยจึงมาพึ่งวัดจนท่านเป็นที่รู้จักในฐานะพระหมอ ในชนบทภาคกลางยุคนั้น วัดเป็นทั้งแหล่งเรียนหนังสือและพระธรรม แหล่งความรู้สมุนไพร ที่พึ่งทางใจ และศูนย์กลางการช่วยเหลือกันของชุมชน
การศึกษาและงานพัฒนาวัด
เมื่อกลับวัดบางนมโค ท่านตั้งสำนักเรียนบาลีและนักธรรม ส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรได้รับการศึกษาที่เป็นระบบ เดิมชาวบ้านเคยนิมนต์ให้เป็นเจ้าอาวาสหลังเจ้าอธิการคล้ายลาออก แต่ท่านปฏิเสธและเสนอให้พระอธิการเย็นรับตำแหน่งก่อน จนพระอธิการเย็นมรณภาพใน พ.ศ. 2478 จึงยอมเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ 3 ท่านดำรงตำแหน่งประมาณสามปี งานการศึกษา การก่อสร้าง และวัตถุมงคลยังเป็นที่จดจำสืบมา ภายในวัดมีการใช้ภาพนรก สวรรค์ และผลของกรรมอธิบายหลักธรรมแก่ชาวบ้าน
ตามชีวประวัติของวัด นอกจากพัฒนาวัดบางนมโคแล้ว หลวงพ่อปานยังช่วยบูรณะหรือก่อสร้างวัดถึง 41 แห่ง ทั้งอุโบสถ สำนักเรียนบาลี และศาสนสถานอื่น ท่านนำกำลังศรัทธาและทรัพย์ที่รวบรวมได้ไปสนับสนุนงานวัดและชุมชน และได้รับสมณศักดิ์พระครูวิหารกิจจานุการ จำนวน 41 แห่งเป็นยอดรวมที่ชีวประวัติระบุไว้ โดยเอกสารที่เผยแพร่ยังไม่ได้แจกแจงชื่อวัดและปีของงานแต่ละแห่งครบถ้วน
ประวัติวัดเขาสะพานนาค จังหวัดลพบุรี เล่าว่า ระหว่างทางไปวัดเขาวงพระจันทร์ หลวงพ่อปานพบว่าบริเวณนี้ขาดแคลนน้ำ จึงเสนอให้สร้างวัดและถังเก็บน้ำฝน เริ่มงานใน พ.ศ. 2474 โดยนายประยงค์ ตั้งตรงจิตรบริจาคสองหมื่นบาท และก่อสร้างเสร็จใน พ.ศ. 2476
สิ่งก่อสร้างในวัดยังเก็บความทรงจำเกี่ยวกับท่านไว้ ข้อมูลของ อพท. กล่าวถึงพระพุทธโสนันทะในอุโบสถ ห้องใต้ดินที่ใช้ภาพนรกสวรรค์เตือนใจ ตลอดจนรูปหล่อ อัฐิ และหุ่นขี้ผึ้งในมณฑป แต่ปีสร้างอุโบสถมีทั้ง พ.ศ. 2467 ในข้อมูล อพท. และ พ.ศ. 2476 ในคำบรรยายประวัติวัดอีกฉบับ ยังไม่ชัดเจนว่าปีทั้งสองเกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างช่วงใด
ต้นไม้ใหญ่หน้าวัดก็มีเรื่องเล่าสืบกันมา กล่าวกันว่าเมื่อมีผู้เตรียมจะตัดต้นไม้ หญิงคนหนึ่งได้มาเข้าฝันหลวงพ่อปาน ขอไว้เพราะหากต้นไม้ถูกตัด นางจะไม่มีที่อยู่ ต้นไม้นั้นจึงได้รับการเก็บรักษาไว้
พระพิมพ์ทรงสัตว์และตำนานการรับวิชา
วัตถุมงคลที่จำง่ายที่สุดคือพระเนื้อดินหรือส่วนผสมผงดิน ซึ่งด้านหน้าเป็นพระพุทธเจ้าประทับเหนือสัตว์พาหนะหกกลุ่ม ได้แก่ ครุฑ หนุมาน ไก่ ปลา นก และเม่น ข้อมูลทางการของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาก็ระบุรายชื่อหกชนิดนี้ ข้อมูลท่องเที่ยวของ อพท. อีกหน้าระบุเจ็ดชนิดโดยไม่ได้แจกแจงรายชื่อทั้งเจ็ด จึงไม่ตรงกับรายชื่อหกกลุ่ม และยังใช้ยืนยันสัตว์กลุ่มที่เจ็ดไม่ได้ ประวัติส่วนหนึ่งเริ่มการสร้างราว พ.ศ. 2450 และเชื่อมรายได้กับงานบูรณะวัด แต่ปีของแต่ละพิมพ์ยังต้องตรวจจากตำรา กล่องเก่า และหลักฐานวัดเป็นรายรุ่น
คำว่า “หกสัตว์” ไม่ได้หมายความว่ามีเพียงหกแม่พิมพ์ ภายในกลุ่มไก่มีความต่างของหาง ลำตัว และองค์พระ กลุ่มอื่นก็มีเส้นกรอบ ฐาน อักขระ โครงสร้างด้านหลัง ขนาด และพิมพ์ย่อยอีกหลายแบบ โครงสร้างที่พบได้บ่อยคือมีช่องด้านบนหรือด้านหลังสำหรับอุดผงแล้วปิดทับ แต่การมีช่องและผงไม่ทำให้พระแท้โดยอัตโนมัติ เพราะของเลียนแบบทำตามได้ การศึกษาพระรายองค์จึงเริ่มจากแยกกลุ่มสัตว์ พิมพ์หลักและพิมพ์ย่อย แล้วเปรียบเทียบเนื้อ การอุดผงและปิดช่อง ขนาด ช่วงสร้าง และประวัติการครอบครอง การจำแนกช่วยเลือกองค์เปรียบเทียบ แต่ไม่อาจใช้แทนการตรวจพระองค์นั้นได้
ตำนานการสร้างเล่าว่า ชีปะขาวปรากฏในนิมิตหรือสมาธิและแนะนำรูปแบบหกสัตว์ ภายหลังหลวงพ่อปานเรียนวิชาสร้างและปลุกเสกพระ ตลอดจนยันต์เกราะเพชรจากอาจารย์แจง ฆราวาสชาวสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย และได้รับพระคาถาปัจเจกโพธิสัตว์จากครูผึ้ง เรื่องชีปะขาวประสิทธิ์วิชา การถ่ายทอดจากครูฆราวาส และการสร้างพระของหลวงพ่อปานจึงเล่าสืบควบคู่กับวัตถุมงคลเหล่านี้
เรื่องเล่าอีกฉบับระบุว่านิมิตชีปะขาวเกิดใน พ.ศ. 2446 โดยมีหนุมาน ไก่ ครุฑ เม่น นกกระจาบ และปลาเสือปรากฏตามลำดับหกคืน พร้อมคาถาของแต่ละชนิด ชีปะขาวแนะนำให้ปลุกเสกสามปี เรื่องฉบับนี้กล่าวว่าท่านเริ่มสร้างพระใน พ.ศ. 2450 หลังได้รับวิชาจากอาจารย์แจง
เรื่องเล่าที่วัดบันทึกไว้กล่าวว่า ใน พ.ศ. 2472 เมื่อหลวงพ่อปานเดินทางไปนครศรีธรรมราช มีชายชราถือไม้เท้ามาเยี่ยม ท่านกลับมีท่าทีราวกับทราบล่วงหน้าว่าจะมา ชายผู้นั้นคือครูผึ้งวัย 99 ปี การพบกันครั้งนี้เชื่อมโยงกับการที่หลวงพ่อปานได้รับพระคาถาปัจเจกโพธิ์มาสืบทอด
คำแนะนำในการสวดที่เล่าสืบกันในวัดเชื่อมศีลกับการปฏิบัติประจำวัน ผู้สวดพระคาถาปัจเจกโพธิ์ควรรักษาศีลอยู่เสมอ และสวดวันละสามถึงเก้าจบตามกำลัง จะเป็นเวลาเช้า เย็น หรือก่อนนอนก็ได้
ในธรรมเนียมการบูชา สัตว์แต่ละชนิดมีความหมายต่างกัน เช่น ไก่เชื่อมโยงกับการค้าขายและเมตตามหานิยม ส่วนครุฑหมายถึงอำนาจบารมี รายละเอียดที่เล่าต่อกันในแต่ละสายอาจต่างกัน ผู้ศรัทธาเลือกบูชาตามความปรารถนา ทั้งเรื่องทรัพย์ การพ้นภัย และสุขภาพ ความหมายเหล่านี้เป็นคติความเชื่อ มิใช่คำรับประกันผล
มรดกของท่านมิได้มีเพียงพระพิมพ์ทรงสัตว์ พิพิธภัณฑ์แห่งพุทธปัญญายังระบุพระเครื่องดิน ผ้ายันต์เกราะเพชร ผ้ายันต์ชนิดอื่น และพระคาถาปัจเจกโพธิสัตว์ที่มอบให้ศิษย์สืบต่อ ผังยันต์บนผ้า บทภาวนา และวัตถุมงคลเป็นสื่อการสืบทอดคนละลักษณะ จึงไม่อาจใช้ระบบพิมพ์หรือรุ่นสร้างเดียวกันครอบทั้งหมด
การสืบทอดและเรื่องเล่าการทดสอบสมาธิ
อิทธิพลของหลวงพ่อปานสืบผ่านศิษย์หลายรุ่น พิพิธภัณฑ์แห่งพุทธปัญญาระบุชัดว่าหลวงพ่อเล็ก เกสโร เป็นศิษย์และเจ้าอาวาสรูปที่ 4 ผู้สืบตำแหน่งที่วัดบางนมโค ส่วนศิษย์อีกองค์ที่มีชื่อเสียงคือพระมหาวีระ ถาวโร หรือหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง บทบาททั้งสองต่างกัน หลวงพ่อเล็กรับช่วงการปกครองวัด ขณะที่คำบอกเล่าและการสอนของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำช่วยให้คนรุ่นหลังรู้จักสายหลวงพ่อปานอย่างกว้างขวาง
อีกตำนานหนึ่งเล่าถึงการทดสอบสมาธิ หลวงพ่อปานให้ศิษย์นั่งภาวนาในป่า แล้วแปลงกายเป็นเสือเข้ามาทดสอบ ศิษย์อื่นตกใจ แต่หลวงพ่อฤๅษีลิงดำยังนั่งสงบนิ่ง เมื่อเสือเข้ามาใกล้แล้วกลับเป็นร่างของครู ท่านจึงรู้ว่าเป็นการทดสอบ