หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ยกับชีวิตสมณเพศและสายวิชาเสือ
หลวงพ่อปานเป็นพระเถระสำคัญในประวัติเครื่องรางรูปเสือของไทย วัดที่ท่านจำพรรษาอยู่ในตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เดิมชื่อวัดบางเหี้ยนอก ปัจจุบันคือวัดมงคลโคธาวาส นอกจากกรรมฐาน ธุดงควัตร และเสือเขี้ยวแกะแล้ว ชีวิตของท่านยังเกี่ยวข้องกับการดูแลคณะสงฆ์และการนำชาวบ้านสร้างถนน เรื่องเล่าเกี่ยวกับเสือจึงอยู่ท่ามกลางประวัติของวัดและชุมชนริมคลอง ไม่ได้มีแต่เรื่องเครื่องรางเพียงอย่างเดียว
ในบทความนักสะสมภาษาจีนพบชื่อท่านว่า 龍婆班 และชื่อวัดว่า 屈班軒
ปีเกิดและครอบครัว
ประวัติวัดและท้องถิ่นส่วนใหญ่ระบุว่าหลวงพ่อปานเกิด พ.ศ. 2368 แถบบางเหี้ยใกล้คลองนางโหง ขณะที่มีข้อประมาณปีเกิดอีกชุดหนึ่งเป็น พ.ศ. 2388–2390 ซึ่งห่างกันราวยี่สิบปี และยังต้องอาศัยเอกสารยุคต้นช่วยให้ชัดเจน วันมรณภาพมักระบุเป็นวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2453 ช่วงปี 2368 ถึง 2453 ห่างกัน 85 ปี ส่วนช่วงประมาณ 2388–2390 ถึง 2453 ห่างกัน 63–65 ปี อายุที่แน่นอนยังขึ้นอยู่กับวันเกิดและวิธีนับอายุด้วย
อีกหลักฐานหนึ่งคือบันทึกตรวจราชการของกรมพระยาดำรงราชานุภาพใน ร.ศ. 119 ซึ่งฉบับพิมพ์ระบุเป็น พ.ศ. 2443 ทรงบรรยายว่าท่านมีอายุเกือบหกสิบ แต่ยังแข็งแรง มีกิริยาเรียบร้อย และเป็นที่เคารพของพระที่ร่วมธุดงค์ อายุที่บันทึกในช่วงชีวิตจริงนี้ไม่สอดคล้องกับปีเกิด พ.ศ. 2368 ที่เล่ากันแพร่หลาย อย่างไรก็ดี คำว่าเกือบหกสิบเป็นเพียงการประมาณ จึงยังใช้ย้อนหาวันเกิดที่แน่นอนไม่ได้
ประวัติท้องถิ่นกล่าวว่าครอบครัวอยู่บ้านโคกเศรษฐี ประกอบอาชีพเกี่ยวกับป่าจาก มารดาชื่อตาล บิดามีเชื้อสายจีน และท่านเป็นบุตรคนที่สามในจำนวนพี่น้องห้าคน แต่ชื่อบิดาไม่ตรงกัน บางฉบับเขียนว่าปลื้ม ขณะที่ฉบับที่งานวิชาการอ้างถึงเขียนว่าปลั่ง และบางแห่งไม่ระบุชื่อ ความแตกต่างของชื่อบิดายังไม่มีข้อยุติ
การบวชและการกลับสู่สมณเพศ
เมื่อยังเด็ก ท่านไปเรียนหนังสือไทยที่วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพฯ แล้วบรรพชาเป็นสามเณร บางฉบับระบุว่าอายุประมาณสิบสามปี ประวัติสายหนึ่งเล่าว่าท่านลาสิกขาไปช่วยบิดามารดาทำจากและขายฟืน ก่อนกลับมาบวชเมื่อเป็นผู้ใหญ่ อีกสายหนึ่งเล่าต่อเนื่องจากสามเณรจนถึงการอุปสมบท พระผู้สอนมักถูกเรียกว่าพระศรีศากยมุนี แต่ยังพบรูปสะกดสมณศักดิ์ที่ใกล้เคียงกัน วัดอรุณเป็นสถานที่ร่วมกันในเรื่องเล่าเหล่านี้ ส่วนวันอุปสมบท พระอาจารย์ทั้งสาม และฉายาที่แน่นอนยังต้องอาศัยหลักฐานทะเบียนสงฆ์เก่า
เหตุที่ท่านกลับมาบวชมีเรื่องเล่าสืบกันว่า เมื่อครั้งเป็นหนุ่ม ท่านไปหาหญิงที่รัก แต่พอก้าวขึ้นบันไดบ้าน บันไดไม้กลับหลุดจนตกลงมา ท่านเห็นเป็นลางว่าไม่มีวาสนาทางโลก เมื่อกลับไปไตร่ตรองจึงตัดสินใจเข้าสู่สมณเพศอีกครั้ง
พระสหายและศิษย์ผู้สืบวิชา
การไปศึกษาทางภาคตะวันออกมักเล่าคู่กับพระสหายคือหลวงพ่อเรือน ประวัติกล่าวว่าทั้งสองไปเรียนกรรมฐานและวิชาอาคมกับหลวงพ่อแตง วัดอ่างศิลา จังหวัดชลบุรี ขณะที่ข้อมูลท้องถิ่นอีกแห่งกล่าวถึงพระอาจารย์ที่วัดสมถะ สำนวนที่มีอยู่ยังอธิบายลำดับระหว่างการศึกษาสองแห่งนี้ไม่ชัด เมื่อกลับวัดบางเหี้ย หลวงพ่อปานเป็นเจ้าอาวาสและหลวงพ่อเรือนช่วยดูแลวัด หลวงพ่อเรือนจึงเป็นพระสหายผู้ร่วมศึกษา ออกธุดงค์และดูแลคณะสงฆ์กับท่าน
ศิษย์ที่มีประวัติระบุชื่อชัดคือหลวงพ่อนก ธมฺมโชติ วัดสังกะสี หรือวัดนาคราช ชีวประวัติระบุว่าหลวงพ่อปานเป็นพระอุปัชฌาย์ สอนกรรมฐาน พาธุดงค์ ถ่ายทอดวิชาเสือ และให้ช่วยจารอักขระ ประวัตินี้เชื่อมหลวงพ่อนกเข้ากับการปฏิบัติกรรมฐาน ธุดงค์และวิชาเสือของหลวงพ่อปาน
ประวัติหลวงพ่อนกยังเล่าว่า ระหว่างธุดงค์ท่านช่วยเทศน์แทนครูและเป็นต้นเสียงสวดมนต์ ต่อมาขุนสำแดงเดชากับภรรยาชื่อนุ่มถวายที่ดินสร้างวัดและนิมนต์ให้ท่านอยู่ดูแล ท่านปรึกษาหลวงพ่อปานก่อนรับงานวัด โดยประวัติระบุว่าท่านเริ่มเป็นเจ้าอาวาสวัดสังกะสีใน พ.ศ. 2430
เส้นทางธุดงค์และกิจวัตรของคณะ
ชีวิตในวัดไม่ได้มีเพียงการปลุกเสกวัตถุมงคล ประวัติท้องถิ่นเล่าว่าท่านนำพระออกบิณฑบาตทุกวัน นำทำวัตรเช้าเย็นที่หอสวดมนต์ และให้ความสำคัญกับพระวินัยและการลงปาฏิโมกข์ พระในวัดสวดศึกษาคัมภีร์เป็นผูก ๆ จนขึ้นชื่อว่าคล่องบทสวด กิจวัตรที่ปฏิบัติซ้ำทุกวันเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตสมณเพศ ควบคู่กับการออกธุดงค์ตามป่าเขา
บันทึกตรวจราชการของกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่กรมศิลปากรจัดพิมพ์ ทำให้เห็นภาพชีวิตธุดงค์ของท่านอย่างชัดเจน ตอนวันที่ 7 มกราคมในการตรวจราชการครั้งดังกล่าวเล่าว่า เมื่อเสด็จทรงม้าออกจากเมืองชลบุรี ทรงพบพระธุดงค์ราว 250 รูปพักอยู่ในทุ่งนาหลังเมือง แขวนกลดตามพุ่มไม้ พระผู้นำคณะคือเจ้าอธิการปาน วัดบางเหี้ย เมื่อทรงสนทนาด้วย ท่านกราบทูลว่าได้ออกธุดงค์ในลักษณะนี้มาประมาณสิบปีแล้ว
คณะมักออกเดินทางราวกลางเดือนอ้าย โดยพระจากวัดของท่านและวัดใกล้เคียงรวมตัวกันเดินลงใต้ไปถึงบางพระ ศรีราชา และนาเกลือ พระตามวัดที่ผ่านไปอาจเข้าร่วมด้วย เมื่อถึงปลายทางด้านใต้แล้วจึงเดินกลับขึ้นเหนือ ผ่านพนัสนิคม พนมสารคาม ปราจีนบุรี นครนายก และสระบุรี ให้ถึงพระพุทธบาททันกลางเดือนสาม หลังนมัสการพระพุทธบาทจึงแยกย้ายเดินทางต่อไป
หลวงพ่อปานสอนการสวดมนต์และภาวนาแก่พระร่วมคณะ เมื่อพักแรม พระมารวมสวดที่กลดของผู้นำทั้งเช้าและเย็น กลางคืนแยกกันนั่งภาวนา ส่วนเช้าก็ถือไม้เท้าออกบิณฑบาต ชาวบ้านเลี้ยงดูตลอดทาง แต่เมื่อพระมาพร้อมกันหลายร้อยรูป หมู่บ้านเล็กก็อาจมีกำลังไม่พอ บันทึกยังกล่าวถึงการใช้น้ำมนต์ดูแลพระที่เจ็บป่วย และบางครั้งมีชาวบ้านที่รู้ยามาช่วยรักษา เป็นภาพวิถีชีวิตของคณะธุดงค์ที่อาศัยชุมชนตามเส้นทาง
ท่านยังเป็นผู้นำงานสาธารณประโยชน์ ประวัติระบุถนนสามเส้น ได้แก่ คลองด่านไปบางเพรียง จากวัดมงคลโคธาวาสไปวัดสว่างอารมณ์ และจากวัดถึงคลองนางหงษ์ พระและชาวบ้านช่วยกันปรับปรุงการเดินทาง เส้นทางเหล่านี้ได้รับการพัฒนาต่อมาเพื่อใช้สัญจรในท้องถิ่น
บันทึกเกี่ยวกับราชสำนักและชื่อวัด
การเสด็จประพาสประตูน้ำบางเหี้ยของรัชกาลที่ 5 เป็นหลักฐานร่วมสมัยสำคัญ บทความรุ่นหลังยกข้อความจากพระราชนิพนธ์เสด็จประพาสมณฑลปราจิณ กล่าวถึงสิ่งที่คนเลื่อมใสในตัวหลวงพ่อปาน ได้แก่ การลงตะกรุด ผูกมือ รดน้ำมนต์ และรูปเสือแกะจากเขี้ยวขนาดเล็กใหญ่ ฝีมือค่อนข้างหยาบ พร้อมทั้งบันทึกข่าวเล่าว่าเวลาเสกจะใช้เนื้อหมูล่อและเสืออาจกระโดดไปหา ข้อความที่อ้างนี้กล่าวถึงความเลื่อมใสของผู้คนและเรื่องการปลุกเสกที่เล่ากันในสมัยนั้น
ประวัติท้องถิ่นเชื่อมโยงชื่อคลองด่าน ชื่อวัดมงคลโคธาวาส และสมณศักดิ์พระครูพิพัฒน์นิโรธกิจกับรัชกาลที่ 5 บางฉบับรวบเรื่องไว้ราว พ.ศ. 2452 แต่ยังยืนยันจากคำบอกเล่าชุดนี้อย่างเดียวไม่ได้ว่าการเปลี่ยนชื่อพื้นที่ ชื่อวัด และการตั้งสมณศักดิ์เกิดขึ้นในปีเดียวกันทั้งหมด รูปสะกดสมณศักดิ์ยังพบทั้งพิพัฒนิโรธกิจและพิพัฒน์นิโรจกิจ จึงต้องแยกคำที่ถ่ายทอดในประวัติรุ่นหลังออกจากข้อความในตราตั้งจริง
เสือและเรื่องช่างแกะ
วัตถุที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือเสือแกะและตะกรุด รูปเสือมีทั้งนั่งและหมอบ ขนาด ฝีมือแกะ และรอยจารแตกต่างกัน ชื่อช่างและประวัติการปลุกเสกของแต่ละชิ้นต้องพิจารณาจากประวัติที่มาของชิ้นนั้น การศึกษาต้องพิจารณาชนิดสัตว์ ขนาด รูเจาะ เครื่องหมายใต้ฐาน รอยจาร การซ่อม และเอกสารการครอบครองร่วมกัน ความหยาบของฝีมือ ความดูเก่า หรือการมีอักขระตัวใดตัวหนึ่ง ไม่ใช่หลักฐานตัดสินความแท้ได้โดยลำพัง
เรื่องช่างแกะที่เล่ากันในวงการสะสมระบุชื่อห้าคน ได้แก่ ฟัก ชม นิล มาก และมา รูปเสือมีทั้งอ้าปากและหุบปาก ส่วนตัวเล็กที่แกะจากปลายเขี้ยวเรียกว่าเสือสาลิกา ประวัติอีกสำนวนกล่าวถึงช่างหกคน เรื่องช่างและชื่อรูปแบบเหล่านี้เป็นคำอธิบายที่นักสะสมใช้แบ่งกลุ่มและพูดถึงเสือแกะสืบมา
เรื่องเล่าเกี่ยวกับเสือของหลวงพ่อปาน
เล่ากันว่าเสือที่หลวงพ่อปานปลุกเสกวิ่งอยู่ในบาตร และเมื่อเห็นเนื้อหมูก็กระโดดเข้าไปหา อีกเรื่องหนึ่งกล่าวถึงเสือแกะที่กระโดดลงน้ำระหว่างทางไปเข้าเฝ้า ส่วนเรื่องนักเลงหรือโจรพกเสือก็มีเล่ากันอีกทาง เรื่องต่าง ๆ ในสายบางเหี้ยเหล่านี้ถูกถ่ายทอดต่อมาควบคู่กับเรื่องการปลุกเสกที่ปรากฏในข้อความพระราชนิพนธ์ที่นำมาอ้าง อีกเรื่องเล่าว่า ระหว่างสร้างประตูน้ำมีกระแสน้ำและคลื่นลมแรง หลวงพ่อปานจึงเสกเสือแล้วโยนลงน้ำ เล่ากันว่าน้ำลดกำลังจนก่อสร้างต่อได้ เรื่องเล่าสำนวนหนึ่ง วางเรื่องนี้ไว้ใน พ.ศ. 2445 แต่ปียังต้องเทียบกับบันทึกงานก่อสร้าง
เรื่องเข้าเฝ้าสำนวนหนึ่งเล่าว่า หลวงพ่อปานนำเสือแกะไปถวายรัชกาลที่ 5 โดยให้เด็กชายป๊อดถือพานตามไป เมื่อถึงที่ประทับ เด็กบอกว่าเสือกระโดดลงน้ำไปหมดแล้ว ท่านจึงปั้นดินเป็นหมูเสียบไม้ล่อ เล่ากันว่าเสือกลับกระโดดขึ้นจากน้ำ เรื่องยังเล่าต่อว่า เมื่อทรงถามเหตุใดจึงสร้างเครื่องรางรูปเสือ ท่านอธิบายว่าเคยพบเสือหลายครั้งขณะธุดงค์ ต้องการให้ความว่องไว ไหวพริบและความเด็ดขาดของเสือเป็นแบบอย่าง ไม่ใช่ให้คนเป็นโจร
วาระสุดท้ายและการรำลึกในท้องถิ่น
หลวงพ่อปานมรณภาพวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2453 ข้อมูลท้องถิ่นระบุทั้งเวลา 22.45 น. และ 23.45 น. ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าความต่างนี้เกิดขึ้นอย่างไร สิ่งที่ท่านทิ้งไว้ไม่ได้มีเพียงเสือในวงการสะสม แต่รวมถึงการสวดมนต์ การปฏิบัติร่วมกันในวัด และการร่วมงานรำลึกของคนในท้องถิ่น ประวัติยังระบุวันพระราชทานเพลิงศพเป็นวันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2454 ส่วนเหรียญและรูปเหมือนที่สร้างต่อมาก็มีช่วงเวลาการจัดสร้างของแต่ละรุ่น
รูปหล่อประจำวัดมีประวัติอีกตอนหนึ่ง ข้อมูลทางการของจังหวัดสมุทรปราการระบุว่าประชาชนร่วมกันสร้างขณะหลวงพ่อปานยังมีชีวิต เพื่อกราบไหว้แทนท่านเมื่อออกธุดงค์ และในวันขึ้น 5–7 ค่ำ เดือน 12 จะอัญเชิญไปร่วมงานนมัสการปิดทองบริเวณที่ว่าการอำเภอบางบ่อ อีกเรื่องเล่าว่า หลังมีรูปหล่อ ท่านมักไปพำนักที่พระปฐมและไม่อยากกลับวัด โดยเรียกรูปของตนว่าไอ้ดำ พร้อมกล่าวว่าหากกลับไปจะถูกมันเอาชีวิต ประวัติที่เล่าต่อมาเชื่อมถ้อยคำนี้กับความเชื่อว่าท่านรู้วาระสุดท้ายล่วงหน้า รูปบูชาเก่าประจำวัดกับรูปอนุสรณ์ขนาดเล็กที่สร้างภายหลังจึงมีประวัติแยกกัน
การศึกษาประวัติเครื่องรางเขี้ยวเสือต่างจากการได้รับอนุญาตให้ซื้อขายในปัจจุบัน บัญชีแนบท้าย CITES ฉบับทางการปี 2024 จัดเสือโคร่งไว้ในภาคผนวกที่ 1 แต่เอกสารฉบับนั้นไม่ใช่ใบอนุญาตสำหรับของเก่าชิ้นใด และใช้แทนข้อกำหนดล่าสุดในวันที่ทำธุรกรรมไม่ได้ วัสดุจากเขี้ยวสัตว์เกี่ยวข้องกับชนิดสัตว์ ที่มาโดยชอบ การครอบครอง การโอน และการนำข้ามแดน คำว่ามรดกหรือของโบราณอย่างเดียวไม่ยืนยันว่าขายหรือส่งทางไปรษณีย์ได้ การอ้างข้อยกเว้นของวัตถุเฉพาะชิ้นต้องตรวจสอบกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ
หลวงพ่อปานแห่งวัดบางเหี้ย หรือวัดมงคลโคธาวาส จังหวัดสมุทรปราการ ไม่ใช่หลวงพ่อปาน โสนันโท วัดบางนมโค ซึ่งเกี่ยวข้องกับสายครูอีกกลุ่มและพระผงรูปพระบนสัตว์ประเภทต่าง ๆ ชื่อหลวงพ่อปานที่ตรงกันอาจทำให้ประวัติ ครูอาจารย์ และวัตถุมงคลปะปนกันได้ ชื่อวัดและจังหวัดจึงเป็นส่วนสำคัญในการแยกบุคคล