หลวงพ่อมุ่ยกับชีวิตสมณเพศและวัดดอนไร่
หลวงพ่อมุ่ย พุทฺธรกฺขิโต หรือพระครูสุวรรณวุฒาจารย์ เป็นพระเกจิอาจารย์สำคัญของวัดดอนไร่ ตำบลหนองสะเดา อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ฉายาของท่านยังพบรูปเขียนว่า พุทธรักขิโต และ พุทฺธรักฺขิโต เดิมชื่อ น้ำเชื่อม หรือ เชื่อม ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นมุ่ย นามสกุลมีทั้งรูป มีศรีไชย และ มีศรีชัย โยมบิดาชื่อเหมือน โยมมารดาชื่อชัง ประกอบอาชีพทำไร่ทำนา มีบุตรห้าคน ได้แก่ น้ำอ้อย น้ำตาล ช่อง เชื่อม และสาคู ท่านเป็นบุตรคนที่สี่ เติบโตที่บ้านดอนไร่ หมู่ 2 ในสื่อภาษาจีนใช้ชื่อ 龍婆妹 และมีชื่อเรียกวัดว่า 瓦唐萊寺 หรือ 屈多麗
วันเกิดและมรณภาพในแต่ละสำนวน
ชีวประวัติที่แพร่หลายระบุวันเกิดเป็นวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2431 ขณะที่ข้อมูลห้องสมุดประชาชนอำเภอสามชุกให้ปี พ.ศ. 2432 ส่วนข้อความว่าเกิดวันพฤหัสบดี ขึ้น 13 ค่ำ เดือนอ้าย ปีฉลู ยังต้องตรวจเทียบกับวันเดือนปีดังกล่าว เพราะวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1888 ตรงกับวันพุธ ส่วนวันที่เดียวกันใน ค.ศ. 1889 จึงตรงกับวันพฤหัสบดี ปีเกิดและวันทางจันทรคติจึงยังรอหลักฐานต้นฉบับ
ท่านมรณภาพวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2517 เวลา 07.15 น. หากยึดวันเกิด 5 ธันวาคม พ.ศ. 2431 จะมีอายุครบ 85 ปี 41 วัน ส่วนข้อความว่าอายุ 86 ปีอาจเป็นการนับย่างเข้าปีที่ 86 อีกสำนวนหนึ่งให้ปีเกิดเป็น พ.ศ. 2441 ซึ่งทำให้อายุลดลงสิบปีและไม่ตรงกับการรำลึก 132 ปีชาตกาลใน พ.ศ. 2563 จึงยังต้องตรวจสอบ ปัจจุบันสรีรสังขารของท่านประดิษฐานในโลงแก้วภายในมณฑปของวัด มีผู้ศรัทธาเดินทางมาสักการะและรำลึกถึงท่าน
เหตุแห่งการบวชสองครั้ง
วัยเด็กของหลวงพ่อมุ่ยผูกพันกับท้องนาและการเลี้ยงควาย เมื่อเป็นหนุ่ม ชีวประวัติเล่าว่าท่านถูกเกณฑ์ทหารและส่งตัวไปจังหวัด แต่ภายหลังถูกส่งกลับโดยไม่ได้บอกเหตุผลไว้ ท่านจึงไม่ได้รับราชการทหาร ราว พ.ศ. 2452 ท่านอุปสมบทครั้งแรกที่วัดท่าช้าง อำเภอเดิมบางนางบวช มีพระครูศีลกิติ หรือหลวงพ่อกฤษณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ส่วนชื่อพระอนุสาวนาจารย์ยังไม่ปรากฏในประวัติที่พบ
เมื่ออยู่ในสมณเพศได้ประมาณสิบกว่าพรรษา ท่านลาสิกขาเพื่อกลับไปดูแลบิดามารดาที่ชราและช่วยทำนา เล่ากันว่าอยู่เป็นฆราวาสเพียงไม่กี่เดือนก็ป่วยหนัก ท่านจึงตั้งสัจจะว่าหากหายจะอุทิศชีวิตให้พระพุทธศาสนาตลอดไป ต่อมาอาการดีขึ้น ท่านจึงทำตามคำอธิษฐานและกลับมาอุปสมบทอีกครั้ง ประวัติยังกล่าวถึงการเปลี่ยนชื่อจากเชื่อมเป็นมุ่ยในช่วงนี้ด้วย การนับพรรษาจึงต้องคำนึงถึงช่วงที่ลาสิกขา ไม่ได้นับต่อเนื่องจากการบวชครั้งแรก
วันอุปสมบทครั้งที่สองมีสองสำนวน คือวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2465 เวลา 15.30 น. และวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2472 สำนวนที่ให้รายละเอียดสามพระอาจารย์ระบุสถานที่เป็นวัดตะค่า ปัจจุบันคือวัดดอนบุปผาราม ตำบลบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์ มีพระครูธรรมสารรักษา หรือหลวงปู่อ้น เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ทวน วัดบ้านกร่าง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์กุล วัดดอนบุปผาราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ อีกสำนวนสะกดชื่อพระอุปัชฌาย์ว่า หลวงพ่ออัน ปี 2472 ไม่ลงกับลำดับที่ว่าท่านบวชใหม่แล้วมาวัดดอนไร่ในปี 2466 แต่ไม่ได้ขัดกับปีแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส 2475 โดยตัวมันเอง วันอุปสมบทที่แน่นอนจึงยังต้องอาศัยทะเบียนเดิม
การพัฒนาวัดและโรงเรียน
หลังบวชครั้งที่สอง ประวัติเล่าว่าท่านอยู่ที่วัดหนองสะเดาประมาณหกเดือน แล้วไปวัดหัวเขาและวัดดอกบัว ก่อนชาวบ้านนิมนต์มาวัดดอนไร่ใน พ.ศ. 2466 เรื่องการสร้างวัดมีทั้งสำนวนว่าชาวบ้านร่วมกันบุกเบิกใน พ.ศ. 2456 และข้อมูลห้องสมุดท้องถิ่นที่ระบุปีตั้งวัดเป็น พ.ศ. 2465 ยังต้องตรวจว่าตัวเลขทั้งสองหมายถึงขั้นตอนใดของการก่อตั้ง สมัยแรกวัดมีสิ่งปลูกสร้างไม่มากและเปลี่ยนเจ้าอาวาสบ่อย หลวงพ่อมุ่ยเข้ามารับภาระพัฒนาวัด ก่อนเป็นเจ้าอาวาสใน พ.ศ. 2475 เจ้าคณะตำบลหนองสะเดาใน พ.ศ. 2476 และพระอุปัชฌาย์ใน พ.ศ. 2496 ต่อมา พ.ศ. 2502 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรีที่พระครูสุวรรณวุฒาจารย์
ต่อมาเอกสารท้องถิ่นของตำบลหนองสะเดาจัดหลวงพ่อมุ่ยไว้เป็นปราชญ์ชาวบ้านของหมู่ 1 บ้านดอนไร่ พร้อมระบุฐานะอดีตเจ้าอาวาสวัดดอนไร่และเจ้าคณะตำบลหนองสะเดา ในความทรงจำของชุมชน ท่านจึงไม่ใช่เพียงครูผู้สร้างวัตถุมงคล แต่เป็นแบบอย่างที่ชาวบ้านให้ความเคารพ
งานสร้างวัดดำเนินไปพร้อมแรงร่วมใจของชาวบ้าน ประวัติเล่าว่าหลวงพ่อมุ่ยนำกองเกวียนเข้าป่าหาไม้ ขนกลับมาสร้างกุฏิและหอสวดมนต์ อุโบสถเก่าก่ออิฐไม่ฉาบปูน มุงหลังคาหญ้าแฝก และฝังลูกนิมิตใน พ.ศ. 2482 ในยุคที่การเดินทางยังไม่สะดวก การหาไม้ จัดเกวียนและประสานช่างล้วนต้องใช้กำลังคน พื้นที่วัดยังมีบทบาทด้านการศึกษาของหมู่บ้าน ซึ่งเจ้าอาวาสรุ่นต่อมาได้ช่วยสานต่อ ประวัติยังเล่าว่าเมื่อเป็นเจ้าคณะตำบล ท่านช่วยซ่อมแซมวัดที่ทรุดโทรมทั้งในเขตปกครองและนอกเขตด้วย
ประวัติโรงเรียนวัดดอนไร่ระบุว่าเปิดเรียนวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2481 โดยอาศัยศาลาวัด ต่อมา พ.ศ. 2511 หลวงพ่อมุ่ยซื้อที่ดินด้านใต้และออกค่าก่อสร้างอาคารเรียนห้าห้องจำนวน 205,000 บาท อาคารนี้เริ่มใช้เรียนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2512 ก่อนอาคารห้าห้องเรียน หลวงพ่อกับชาวบ้านเคยร่วมทุนสร้างอาคารสามห้องเรียน โดยสะอาด เหมศรีชาติ นำเงินกฐิน 30,000 บาทมาสมทบจนแล้วเสร็จ ใน พ.ศ. 2515 ท่านร่วมกับเทพและทวี นุชนารถ ซื้อที่ดินด้านเหนือด้วยเงินกว่าหนึ่งหมื่นบาทเพื่อขยายวัดและโรงเรียน
ครูอาจารย์และการศึกษา
ด้านการศึกษา หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา นอกจากเป็นพระกรรมวาจาจารย์ครั้งแรกแล้ว ประวัติยังกล่าวว่าหลวงพ่อมุ่ยไปเรียนวิปัสสนากัมมัฏฐานและวิชาอื่นหลังบวชครั้งที่สองเป็นเวลาหนึ่งพรรษา หลวงปู่อ้นผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ครั้งที่สองถ่ายทอดความรู้ด้านแพทย์แผนเดิมและอักขระ ท่านยังเรียนการแพทย์กับอาจารย์กูน วัดบ้านทึง ตามประวัติ อาจารย์กูนยังเป็นเจ้าอาวาสขณะหลวงพ่อมุ่ยไปเรียน ก่อนลาสิกขาในภายหลัง ตำรับยาหอมที่มอบให้หลวงพ่อมุ่ยนั้น ท่านถ่ายทอดต่อแก่ศิษย์ และสืบต่อมาในชื่อฤาษีทรงม้า ส่วนหลวงพ่อปลั่ง วัดวิมลโภคาราม ก็เป็นครูอาจารย์อีกรูปหนึ่งที่กล่าวถึงในสายท้องถิ่น
เรื่องการเรียนกับหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท เป็นเรื่องที่เล่าต่อกันมาก ตามสำนวนนี้ หลวงพ่ออิ่มเป็นผู้พาหลวงพ่อมุ่ยไปฝากตัวเรียนวิชา เล่ากันว่าหลวงพ่ออิ่มเรียนได้ครึ่งเล่ม ส่วนหลวงพ่อมุ่ยซึ่งหนุ่มกว่าเรียนได้หนึ่งเล่มครึ่ง เรื่องเล่าจึงยกท่านไว้ในหมู่ศิษย์สำคัญของหลวงปู่ศุข และกล่าวถึงร่วมกับสายกรมหลวงชุมพร เรื่องการแสวงหาวิชาครั้งนี้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำเกี่ยวกับหลวงพ่อมุ่ย
ศิษย์และการสืบทอด
ในหมู่ผู้ที่ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ให้ มีหลวงพ่อสนอง กตปุญฺโญ แห่งวัดสังฆทาน ประวัติหลวงพ่อสนองระบุว่าอุปสมบทวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2507 ที่วัดดอนไร่ โดยหลวงพ่อมุ่ยเป็นพระอุปัชฌาย์ พระบุญทรงเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระบุญยกเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ส่วนการฝึกกรรมฐานต่อมาท่านศึกษากับหลวงพ่อสังวาลย์ จึงแยกได้ว่าหลวงพ่อมุ่ยเป็นครูทางการอุปสมบท
พระอีกรูปหนึ่งที่มีประวัติไปศึกษากับท่านคือหลวงพ่อพยุง สุนทโร วัดบัลลังก์ ตามชีวประวัติ หลวงพ่อพยุงเรียนกับหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ และหลวงพ่อเต่า วัดน้ำพุ ก่อนมาศึกษาวิชาอาคมกับหลวงพ่อมุ่ยที่วัดดอนไร่ เมื่ออยู่เรียนระยะหนึ่งจึงกลับวัดปู่เจ้า ต่อมาชาวบ้านนิมนต์ไปอยู่วัดบัลลังก์ในถิ่นเกิด
เรื่องเล่าจากพิธีและผู้ศรัทธา
ศิษย์เล่าถึงหลวงพ่อมุ่ยว่าเป็นพระพูดน้อย เคร่งพระธรรมวินัย และไม่ชอบโอ้อวด มีเรื่องเล่าว่าในพิธีพุทธาภิเษกพระยุทธหัตถี สมเด็จพระสังฆราชจวนทรงถามถึงความขลังที่ผู้คนกล่าวถึง ท่านตอบในทำนองว่าหากจะขลังก็คงขลังที่ความดี เพราะตั้งแต่บวชมาไม่เคยทำชั่ว
อีกเรื่องหนึ่งเล่าถึงคราวพบหลวงพ่อกวยที่วัดท่าเตียน ขณะใกล้ฤกษ์จุดเทียนชัยกลับมีลมแรงจนจุดเทียนไม่ได้ เล่ากันว่าเมื่อหลวงพ่อกวยนั่งกำหนดจิต ลมก็สงบ หลวงพ่อมุ่ยจึงจุดเทียนได้ทันฤกษ์ หลังพิธีท่านมอบรูปหล่อของตนให้หลวงพ่อกวย พร้อมกล่าวว่าคงไม่ได้พบกันอีกแล้ว
มีเรื่องเล่าถึงหญิงชาวกำแพงเพชรที่เก็บไข่ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นไข่อะไรกลับบ้าน แล้วถูกงูจงอางไล่ตาม เธอนั่งลงใช้แผ่นสังกะสีคลุมศีรษะ ระลึกถึงหลวงพ่อมุ่ยและอธิษฐานขอให้สิงห์ที่ห้อยคอช่วย งูวนอยู่รอบตัว จนชาวบ้านใช้ไก่ล่อออกไปแล้วจึงยิงงู เธอเล่าเหตุการณ์นี้ให้หลวงพ่อฟังภายหลัง เรื่องนี้เป็นคำบอกเล่าของผู้ศรัทธา เมื่อพบงูควรรักษาระยะห่างและขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ
มีเรื่องเล่าว่า ประสาร วารินิน รับน้ำมนต์และพระสมเด็จจากหลวงพ่อมุ่ยก่อนไปรบที่เวียดนาม เมื่อเหยียบกับระเบิด ร่างถูกแรงระเบิดเหวี่ยงและเสื้อผ้าไหม้ แต่ไม่พบแผลสะเก็ดระเบิด เพื่อนทหารจึงถามถึงพระที่ติดตัว เรื่องเล่ายังกล่าวว่าต่อมามีทหารมาขอน้ำมนต์มากขึ้น ทั้งนี้ไม่ควรเสี่ยงอันตรายเพื่อทดลองอำนาจคุ้มครอง
กลับวัดในบั้นปลายชีวิต
พ.ศ. 2516 หลวงพ่อมุ่ยอาพาธด้วยวัยชรา และจำพรรษารักษาตัวที่คลินิกของแพทย์ผู้เป็นศิษย์ ก่อนเทศกาลกฐินท่านกลับวัดดอนไร่ โดยมีศิษย์มารอต้อนรับ ท่านมรณภาพที่วัดในเดือนมกราคมปีถัดมา
วัตถุมงคลและชื่อเรียกในวงการสะสม
วัตถุมงคลที่เกี่ยวข้องกับท่านมีทั้งพระสมเด็จ รูปเหมือนปั๊ม เหรียญ พระกริ่ง แหวน ตะกรุด ผ้ายันต์ ธงมหาราช และสิงห์แกะ คำกล่าวว่ามีถึงร้อยพิมพ์สะท้อนความหลากหลาย แต่ยังไม่ใช่ยอดสร้างที่ตรวจจากบัญชีแล้ว มีทั้งงานที่วัดจัดสร้าง งานที่คณะอื่นนำมาขอให้ปลุกเสก งานทำต่อเนื่องหลายปี และรุ่นระลึกหลังมรณภาพ จึงไม่ใช่ว่าทุกชิ้นเป็นงานที่ท่านลงมือทำเอง
รูปเหมือนปั๊มที่เรียกว่าไม้โท มีเรื่องว่าชื่อบนแม่พิมพ์แกะเป็นมุ้ยแทนมุ่ย จึงเกิดชื่อเรียกตามวรรณยุกต์นั้น เดิมมีการลงปี พ.ศ. 2497 ต่อมาทำเนียบพระเครื่อง จัดไว้ราวต้น พ.ศ. 2503 และประมาณจำนวน 500 องค์ ทำเนียบยังอธิบายว่ามีบล็อกหน้าและหลังหลักชุดหนึ่ง ซึ่งแก้ระหว่างปั๊มจนเกิดแบบสังฆาฏิคู่และสังฆาฏิเดี่ยว ปีและจำนวนดังกล่าวเป็นข้อสรุปของทำเนียบสะสม ยังรอเอกสารการสร้างของวัดมาประกอบ
ชื่อแจกแม่ครัวใช้กับวัตถุมากกว่าชนิดเดียว ทั้งเหรียญกลมที่ลงปี พ.ศ. 2502 และรูปเหมือนปั๊มที่เรียกว่ารุ่นที่สาม ในกลุ่มรูปเหมือน ทำเนียบแยกแบบไม่มีกริ่งราว พ.ศ. 2507 กับแบบมีกริ่งราว พ.ศ. 2512 และกล่าวว่านายอาจนำมาส่งวัด เหรียญกับรูปเหมือนจึงเป็นคนละรายการแม้ใช้ชื่อเดียวกัน กลุ่ม พ.ศ. 2512 ยังมีชื่อชัยมงคล เสมา รูปไข่ และหน้าวัว ส่วน พ.ศ. 2507 มีเหรียญวางศิลาฤกษ์อุโบสถ แต่ละรุ่นมีผู้จัดสร้าง แหล่งผลิตและการแจกจ่ายที่ต้องแยกพิจารณา
กลุ่มพระผงมีสมเด็จทรงเศียรบาตร ทรงพระประธาน ทรงเจดีย์ฐานสิงห์ และแบบหลังพัดยศ บางพิมพ์กล่าวว่าบรรจุโลหะสามกษัตริย์ ได้แก่ ทอง เงิน และนาก บางแบบมีพัดยศหรือแหนบด้านหลัง และบางรุ่นสร้างต่อเนื่องราว พ.ศ. 2510–2516 จึงพบความต่างของเนื้อ ผิวและชิ้นส่วนประกอบ ผ้ายันต์ ธง ตะกรุดและสิงห์แกะก็มีประวัติการสร้างเฉพาะ การพิจารณาวัตถุแต่ละชิ้นยังต้องดูหน้า หลัง ขอบ ขนาด น้ำหนัก เนื้อวัสดุและที่มา ไม่อาจตัดสินความแท้ด้วยตำหนิเพียงจุดเดียว
ลำดับปีที่ยังต้องตรวจสอบ
ประวัติหลวงพ่อมุ่ยยังมีตัวเลขต่างกันทั้งปีเกิด วันอุปสมบทครั้งที่สอง และจำนวน 45 พรรษาที่บางแห่งระบุ ทะเบียนอุปสมบท หนังสืออนุสรณ์วัดและคำสั่งแต่งตั้งจะช่วยให้ตรวจสอบลำดับเหล่านี้ได้ชัดขึ้น ระหว่างที่ยังไม่ได้ข้อยุติ จึงคงบันทึกแต่ละสำนวนไว้