ชีวิต ครูอาจารย์ และการสืบทอดของหลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม
หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร เดิมชื่อกวย ปั้นสน เป็นพระสงฆ์สำคัญของอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ผู้เป็นที่จดจำทั้งด้านการเทศน์ การศึกษา การสงเคราะห์ชาวบ้าน พระเครื่อง และเรื่องเล่าปาฏิหาริย์ ชีวประวัติที่เรียบเรียงภายหลังระบุว่าท่านเกิดเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2448 ที่บ้านแค หมู่ 9 ตำบลบางขุด อำเภอสรรคบุรี โยมบิดาชื่อตุ้ย ปั้นสน มีภูมิลำเนาเดิมที่วิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง โยมมารดาชื่อต่วน เดชมา เป็นชาวบ้านแค ทั้งสองมีบุตรห้าคน ได้แก่ ตุ๊ คาด ชื้น นาค และกวย ซึ่งเป็นบุตรคนสุดท้อง ตามคำบอกเล่าของศิษย์ ท่านมรณภาพเวลา 07.55 น. วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2522 สิริอายุ 74 ปี 54 พรรษา สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชัยนาทระบุวันมรณภาพ อายุและพรรษาเช่นเดียวกัน ส่วนเวลาเสียชีวิตมีบันทึกต่างกัน
วัยเด็กและเหตุแห่งการบวช
การศึกษาของเด็กชายกวยเริ่มจากระบบวัดมากกว่าระบบโรงเรียนสมัยใหม่ ในยุคที่บ้านแคยังอยู่ห่างไกลความเจริญ บิดามารดานำไปฝากกับหลวงปู่ขวดแห่งวัดบ้านแค ท่านได้เรียนอ่านเขียน การคำนวณ บทธรรม บทสวด และอักษรขอมตั้งแต่อายุราวหกถึงเจ็ดขวบ หลังหลวงปู่ขวดมรณภาพจึงไปเรียนอักษรขอมต่อกับอาจารย์ดำ วัดหัวเด่น ต่อมาท่านเคยเข้าเรียนที่วัดพร้าวและโรงเรียนวัดโพธิ์งาม เรียนผ่านชั้นประถมปีที่หนึ่งและเรียนต่อชั้นประถมปีที่สอง แต่ไม่ได้สอบเพราะเจ็บป่วย จึงกลับไปช่วยครอบครัวทำนา การเรียนในวัดทำให้ท่านคุ้นเคยกับอักษรขอม บทสวด และตำรา ต่อมาท่านยังอ่าน คัดลอก และเรียบเรียงพระคาถากับลายยันต์ไว้ด้วยตนเอง
ชีวประวัติจากศิษย์เก่าเล่าว่า เมื่อเป็นหนุ่มท่านเคยมีคนรัก คืนหนึ่งท่านไปหาคนรักในคืนเดือนหงาย พบว่าเธอหลับอยู่ ผมยุ่ง อ้าปากและมีน้ำลายไหล ภาพนั้นต่างจากความงามที่ใจเคยปรุงแต่ง จึงเกิดความเบื่อหน่ายในกามและตั้งใจว่าจะบวชไม่สึก ศิษย์เล่าเรื่องนี้ต่อกันมาเมื่อกล่าวถึงเหตุที่ท่านตัดสินใจบวช และเล่าว่าเมื่อถึงเวลาบวช ท่านขอให้บิดามารดาจัดพิธีอย่างเรียบง่ายที่วัด ไม่ต้องแห่หรือใช้จ่ายเกินกำลัง สะท้อนทัศนะที่ให้ผู้เทศน์รู้กาลและผู้ศรัทธารู้กำลังของตน
ท่านอุปสมบทเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2467 เวลา 15.17 น. ณ วัดโบสถ์ ตำบลโพธิ์งาม อำเภอสรรคบุรี โดยมีพระชัยนาทมุนีเป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อปา วัดโบสถ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์หริ่งเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ชุตินฺธโร หนังสือประวัติบางฉบับนำฉายานี้มาอธิบายถึงการปฏิบัติเพื่อตัดกิเลส หลังอุปสมบทท่านกลับมาจำพรรษาที่วัดบ้านแค ซึ่งขณะนั้นหลวงปู่มาเป็นเจ้าอาวาส และฝึกเทศน์มหาชาติ โดยเฉพาะกัณฑ์กุมารและทานกัณฑ์ สำนวนแหล่เกี่ยวกับหญิงหม้ายชายหม้ายของท่านมีชื่อเสียงว่าทำให้ผู้ฟังสะเทือนใจ ยังมีคำบอกถึงใบลานเทศน์ที่ท่านเขียนและประทับตรารูปสิงห์ ซึ่งอยู่ในความทรงจำเกี่ยวกับบทบาทนักเทศน์ของท่าน
อย่างไรก็ตาม วันเกิดกับวันอุปสมบทที่เล่าต่อกันมายังไม่ลงตัว หากใช้วันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1905 และ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 1924 พร้อมกัน จะได้อายุจริงประมาณสิบแปดปีแปดเดือน ไม่ใช่ยี่สิบปีตามที่บางสำนวนระบุ ความต่างระหว่างการนับอายุตามประเพณีกับอายุเต็มปีไม่ได้อธิบายข้อขัดแย้งนี้ได้ทั้งหมด ส่วนอายุเจ็ดสิบสี่ปีที่บันทึกเมื่อมรณภาพ เทียบจากวันเกิดข้างต้นจะเป็นอายุเต็มเจ็ดสิบสามปี
การศึกษาและครูบาอาจารย์
ต่อมาท่านสนใจแพทย์แผนเดิม โดยเรียนกับหมอเขียนซึ่งมีชื่อเสียงด้านการรักษาโรคระบาดที่ชาวบ้านเรียกว่าโรคห่าและโรคไข้ทรพิษ วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2472 ท่านไปศึกษาปริยัติธรรมที่วัดวังขรณ์ ตำบลโพชนไก่ อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี อยู่สองพรรษา เรียนนักธรรมตรีและเตรียมเรียนนักธรรมโท แต่เจ็บป่วยก่อนสอบ หลังจากนั้นจึงหันไปศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐาน อักขระ เลขยันต์ และการทำเครื่องรางมากขึ้น พ.ศ. 2477 ระหว่างจำพรรษาที่วัดหนองแขม ตำบลดงคอน ท่านยังศึกษาการแพทย์กับหมอใย บ้านบางน้ำพระ การเรียนเหล่านี้เกี่ยวข้องกับชีวิตชนบทในช่วงที่โรคระบาด ยาและการเข้าถึงแพทย์ยังเป็นปัญหาของชาวบ้าน
ชีวประวัติของศิษย์เล่าว่า หลวงพ่อกวยศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐานและวิชาทำแหวนกับหลวงพ่อศรี วิริยะโสภิต วัดพระปรางค์ โดยมีอักษรขอม “อิติ” อยู่ในแบบแหวน ส่วนความสัมพันธ์กับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ มีคำบอกเล่าของศิษย์ร่วมสำนักและภาพหลวงพ่อเดิมที่พบในกุฏิพร้อมรอยจาร สำหรับหลวงพ่อแบน วัดเดิมบาง หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา หลวงพ่อพวง วัดหนองกระโดน หลวงพ่อเคน วัดดงเศรษฐี ตลอดจนครูฆราวาส เช่น ครูฟุ้ง ครูจำปี ครูลุน ครูเพ็ง และอาจารย์แหล่ม มีชื่อปรากฏผ่านต้นตำรา แบบผ้ายันต์ ตำรับรักษา และคำบอกเล่าของศิษย์ ทั้งเรื่องการไปเรียนกับครูและร่องรอยความรู้ในตำราหรือเครื่องรางจึงเป็นส่วนหนึ่งของประวัติการศึกษาของท่าน
ลุงหล่อนเล่าว่าเคยเดินเท้าไปกับหลวงพ่อกวย ใช้เวลาหนึ่งวันถึงวัดหนองโพและพักอยู่สามคืน ระหว่างนั้นได้ถวายการนวดหลวงพ่อเดิมด้วย มีเรื่องเล่าว่าหลวงพ่อกวยเคยขอเรียนวิชาเล่นแร่แปรธาตุทำทอง แต่หลวงพ่อเดิมไม่ถ่ายทอดให้ เพราะเห็นว่าไม่ใช่เส้นทางแห่งธรรม เรื่องนี้จึงเป็นอีกความทรงจำถึงการไปพบครู
เรื่องตำราในโพรงไม้
เรื่องสมุดข่อยในโพรงไม้ที่วัดหนองแขมเป็นตอนสำคัญในความทรงจำของศิษย์ พระภิกษุชื่อแจ่มเล่าว่าพบตำราแต่ไม่กล้านำออกมา หลวงพ่อกวยจึงจุดธูปอธิษฐานว่าจะใช้ตำราเพื่อประโยชน์แก่วัดและช่วยชาวบ้าน แล้วจึงนำมาเก็บศึกษา ตำราที่เรียกกันว่า “ครูแรง” มีอักขระจำนวนมากและมีคำบอกว่ามียันต์หลายร้อยแบบ และมีคำบอกว่าต้นฉบับหรือสำเนาบางเล่มยังอยู่ที่วัดและกับศิษย์ ยังเล่ากันถึงธูปที่ไหม้หมดและอำนาจคุ้มครองตำรา เรื่องการนำตำราออกจากโพรงไม้จึงเป็นอีกตอนหนึ่งที่ศิษย์จดจำและเล่าสืบกันมา
เรื่องเล่านี้ยังกล่าวถึงการจุดธูปสองครั้ง ครั้งแรกท่านขอเพียงนำตำราไปเก็บรักษา แต่ธูปไหม้ไม่หมด เมื่ออธิษฐานอีกครั้งว่าจะช่วยผู้คนและทำประโยชน์แก่วัด ธูปทั้งสามดอกจึงไหม้หมด ท่านจึงกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เจ้าของตำราก่อนนำกลับไป
ชีวิตชุมชนและการสร้างวัด
ชีวประวัติของศิษย์เล่าว่า ท่านเคยจำพรรษาที่วัดหนองตาแก้ว จังหวัดสุพรรณบุรี และวัดหนองแขม จังหวัดชัยนาท ต่อมาพำนักที่วัดบางตาหงาย อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ และเดินทางไปเรียนกับหลวงพ่อเดิมที่วัดหนองโพ ในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ท่านกลับมามีบทบาทที่วัดบ้านแค ชีวประวัติระบุว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2484 ท่านถือธุดงควัตรฉันมื้อเดียว และช่วยชาวบ้านในเวลาที่ถนนหนทางลำบาก แพทย์และยาขาดแคลน อีกทั้งมีโจรผู้ร้ายในพื้นที่ ท่านรักษาโรค แจกตะกรุดและพระพิมพ์ ตลอดจนสักยันต์ให้ผู้มาขอ มีคำกล่าวว่าทะเบียนผู้สักเคยบันทึกถึง 44,000 คนก่อนเลิกจด และมีเรื่องผู้รับสักรอดจากอาวุธปืน เมื่อภายหลังคนมาขอสักมากเกินไป ท่านเลิกสักและหันมาทำเครื่องรางชนิดอื่น โดยมีถ้อยคำเปรียบว่าหากทำต่อ เงินที่คนถวายคงมากพอมุงหลังคากุฏิได้ ชีวประวัติท้องถิ่นยังเล่าว่า เมื่อโจรชุกชุม ชาวบ้านนำของมีค่ามาฝากไว้กับท่าน บางครอบครัวพาลูกเมียมาพักที่วัด และนำวัวควายมาผูกไว้ในลานวัดเพื่ออาศัยความคุ้มครอง
วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2491 ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านแค วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2497 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2511 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นประทวน ชื่อวัดมีพัฒนาการจากชื่อเก่าว่าวัดขวิด ชื่อเรียกตามหมู่บ้านว่าวัดบ้านแค และชื่อทางการในเวลาต่อมาว่าวัดโฆสิตาราม มีเรื่องเล่าอีกสำนวนว่าชื่อใหม่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัดระฆังโฆสิตารามและพระสมเด็จของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต ในสมัยที่ท่านเป็นเจ้าอาวาส ท่านยังอยู่กุฏิไม้แบบเรียบง่าย งานก่อสร้างและซ่อมแซมส่วนใหญ่ให้คณะกรรมการวัดดูแล
ความสมถะไม่ได้หมายความว่าท่านไม่เกี่ยวข้องกับงานสร้างวัด นายเช้า แผ้วเกตุเล่าว่าเคยตามท่านนำเกวียนไปขนอิฐจากวัดร้างมาใช้ทำฐานอุโบสถ
ศิษย์เก่าจดจำว่าท่านพูดน้อย ถามคำตอบคำ แต่มีเมตตาต่อคนทุกฐานะ โดยเฉพาะคนยากจน คนเจ็บป่วย ผู้มีปัญหาทางจิตใจ และคนที่สังคมรังเกียจ ท่านชอบเลี้ยงสุนัข ปลูกต้นไม้ และมักไม่รับนิมนต์หากไม่จำเป็น เงินที่คนถวายมักวางไว้จนกรรมการหรือพระรูปอื่นมาเก็บ ในงานบุญท่านนำข้าวตอก ข้าวสาร เกลือ เงินเหรียญ และพระพิมพ์ใส่บาตรแจก โดยให้ผู้สูงอายุหยิบก่อนเพื่อไม่ต้องเบียดเสียด ท่านชอบทำวัตถุมงคลแต่ไม่ชอบให้ผู้ใดเช่าไปครั้งละมาก ๆ เพื่อค้าต่อ ในความทรงจำของศิษย์ ผู้คนมาหาท่านทั้งเพื่อรักษาโรค ขอความช่วยเหลือ และรับวัตถุมงคล สิ่งของที่ท่านแจกจึงอยู่คู่กับชีวิตของชาวบ้านที่เผชิญความยากจน ความเจ็บป่วย และความหวาดกลัว
ลูกหลานตระกูลยิ้มจูยังเล่าว่าเคยช่วยถมดินรอบอุโบสถ ทุกครั้งที่ไปช่วยงาน หลวงพ่อกวยจะแจกพระให้ จำนวนมากน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคราว
ศิษย์และการสืบทอด
ฝ่ายวัดเล่าในการสัมภาษณ์ว่า พระอาจารย์ถนอม เดิมชื่อถนอม อ่อนสะอาด เป็นชาวเดิมบาง อุปสมบทวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2503 แล้วไปอยู่กับหลวงพ่อกวยที่วัดบ้านแค เรียนพระปริยัติ การเทศน์และวิชาอาคม ต่อมาเป็นรองเจ้าอาวาส เมื่อวัดเดิมบางขาดเจ้าอาวาสใน พ.ศ. 2513 ชาวบ้านจึงมานิมนต์พระอาจารย์ถนอมกลับไปดูแลวัด หลวงพ่อกวยไปส่งด้วยตนเอง ฝ่ายวัดยังเล่าว่าหลวงพ่อช่วยออกแบบและตรวจแบบศาลาการเปรียญด้วย
คำบอกเล่าในหมู่ศิษย์ยังกล่าวถึงอาจารย์ตั้ว วัดซับลำใย อาจารย์เตี้ย วัดสามเอก และหลวงพ่อแสวง วัดหนองอีดุก โดยเล่าว่าหลวงพ่อแสวงทำแหวนแขนและตะกรุดตามตำราหลวงพ่อกวย เรื่องเหล่านี้เป็นร่องรอยของการสืบต่อทั้งตำราและงานเครื่องรางในหมู่ศิษย์
เรื่องเล่าทางวิชาอาคม
ในหมู่ผู้ศรัทธายังเล่ากันว่าท่านแปลงเป็นเสือ เสกคนเป็นจระเข้ เปลี่ยนก้านกล้วยเป็นงู ใบไม้เป็นตัวต่อ และทำให้วัตถุมงคลเคลื่อนที่ในอากาศ เรื่องเหล่านี้ยังเล่าต่อกันเมื่อกล่าวถึงท่าน ทั้งนี้ ไม่ควรนำเรื่องคงกระพันไปเป็นเหตุให้ลองมีดหรือปืน
การสร้างวัตถุมงคลและความร่วมมือระหว่างวัด
การสร้างพระเนื้อผงและพระเนื้อดินมีรายละเอียดหลายขั้น ตามความทรงจำของศิษย์ ท่านทำผงปถมัง ผงมหาราช ผงอิทธเจ และผงนะ 108 ด้วยดินสอพอง เครื่องยา พืชและแร่บางชนิดด้วยตนเอง อีกทั้งมีคำบอกเล่าว่าใช้ผงที่รับสืบมาจากครูบาอาจารย์ และบางพิมพ์ผสมเกศาของท่านหรือของครูบาอาจารย์ด้วย พระสมเด็จบางพิมพ์กดทีละองค์ด้วยมือ ส่วนแม่พิมพ์ดินจำนวนหนึ่งถอดจากพระเก่า เรื่องการสร้างเล่าว่า พระที่กดจากพิมพ์ดินแล้วไม่ชัดถูกเก็บรวมกับองค์ที่ชัด ส่วนตอนที่กล่าวถึงการทิ้งลงสระนั้นใช้คำว่าแม่พิมพ์พระสมเด็จ ตำราเล่าว่าพิมพ์ปรกโพธิ์เก้าใบชิ้นหนึ่งส่งให้อาจารย์ตั้วเก็บรักษา และมีการแกะพิมพ์ใหม่ในภายหลัง แม่พิมพ์เดิม พิมพ์ถอดในสมัยท่าน พิมพ์ที่ศิษย์ทำภายหลัง และของเลียนแบบในตลาด จึงไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
เครื่องรางชนิดอื่นแสดงการแบ่งหน้าที่การผลิตที่หลากหลาย ตะกรุดหลายดอกมีคำบอกว่าท่านจาร ม้วน ทำสาย และบางครั้งถักหุ้มเอง มีดยุคแรกเกี่ยวข้องกับช่างบ้านคูและลุงคลี่ ยิ้มจันทร์ ส่วนยุคต่อมารับใบมีดจากช่างพยุหะแล้วท่านประกอบด้าม ปลัดขิกยุคต้นทำจากไม้และมีทั้งที่ท่านเหลาและจารเอง ยุคต่อมามีชนิดตะกั่วนมผสมเงินซึ่งสั่งทำหรือหล่อ แล้วมีทั้งองค์ที่จารและไม่จาร แหวนแขนและผ้ายันต์ก็มีหลายวิธีผลิต ผู้คิดแบบ ผู้จัดหาวัสดุ ช่าง ผู้จาร ผู้ประกอบ ผู้จัดสร้าง และผู้ปลุกเสก อาจเป็นคนละคนกัน
วัตถุมงคลของท่านยังมีเหรียญ รูปเหมือนขนาดเล็ก และรูปบูชา เอกสารในวงการกล่าวถึงเหรียญรุ่นหนึ่งและรุ่นสอง รูปเหมือนปั๊มรุ่นแรกช่วง พ.ศ. 2510 เศษ และรูปบูชารุ่นสอง พ.ศ. 2521 แต่ปี พิมพ์ เนื้อ จำนวนและผู้ดำเนินการในบทความต่าง ๆ ยังไม่ตรงกัน เหรียญยกช่อฟ้า วัดเดิมบาง พ.ศ. 2515 เป็นตัวอย่างที่มีข้อมูลหน้าที่ชัดกว่า ผู้จัดสร้างคือพระอาจารย์ถนอมและวัดเดิมบาง หลวงพ่อกวยเขียนแบบยันต์ด้านหลังและเมตตาปลุกเสกทั้งที่วัดเดิมบางและวัดโฆสิตาราม จึงเป็นงานจัดสร้างของวัดเดิมบางที่ท่านอนุญาตและร่วมปลุกเสก
คำบอกเล่าจากฝ่ายวัดระบุเพิ่มเติมว่า เหรียญยกช่อฟ้า พ.ศ. 2515 ได้รับการปลุกเสกในงานวางศิลาฤกษ์ศาลาการเปรียญวัดเดิมบาง ก่อนนำไปปลุกเสกต่อที่วัดโฆสิตาราม แล้วจึงเปิดให้บูชาในงานยกช่อฟ้าศาลา ผู้ให้สัมภาษณ์กล่าวว่าช่วงปลุกเสกที่วัดโฆสิตารามกินเวลาราวสองปี
บั้นปลายชีวิตและงานรำลึก
พ.ศ. 2521 ท่านอาพาธและเข้ารักษาที่โรงพยาบาลพญาไท ชีวประวัติของศิษย์ระบุว่าแพทย์เห็นภาวะขาดอาหารเรื้อรังและให้สารอาหารประเภทโปรตีนประมาณหนึ่งเดือน เมื่อกลับวัดท่านยังคงฉันมื้อเดียว เดือนมีนาคม พ.ศ. 2522 ร่างกายอ่อนแรงลง แต่ยังจารตะกรุดและจับสายสิญจน์ปลุกเสกวัตถุมงคล เรื่องที่ท่านวงวันที่เริ่มป่วยและวันมรณภาพในปฏิทิน โดยมีสำนวนว่ากำหนดวันที่ 11 เมษายนแต่สิ้นลมจริงวันที่ 12 เมษายน เวลา 07.55 น. ตลอดจนเรื่องระฆังตกส่งเสียงในขณะสิ้นลม เป็นคำบอกเล่าจากผู้เฝ้าใกล้ชิด สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดระบุวันที่ 12 เมษายน อายุ 74 ปี 54 พรรษา แต่ข่าวสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดในปี 2569 กลับระบุเวลาประมาณ 05.55 น. ต่างจาก 07.55 น. ในคำบอกเล่าศิษย์ จึงมีบันทึกเวลามรณภาพอยู่สองสำนวน
วัดโฆสิตารามยังจัดงานรำลึกวันที่ 12 เมษายน รายงานจังหวัดประจำปี 2569 ระบุว่ากองทุนหลวงพ่อกวยมอบทุนการศึกษาและสาธารณสงเคราะห์รวม 12,511,000 บาท ผู้รับรวมถึงโรงพยาบาลรัฐ 5 แห่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 14 แห่ง และโรงเรียน 58 แห่ง นี่เป็นงานสืบต่อหลังท่านมรณภาพ ไม่ได้หมายความว่าท่านสร้างสถานพยาบาลและโรงเรียนทั้งหมดนั้น
ทั้งใบลานเทศน์ สมุดตำรา เครื่องราง และเรื่องเล่าของศิษย์ยังทำให้ผู้คนรู้จักหลวงพ่อกวย คำยกย่องอย่าง “วาจาสิทธิ์” และ “เทพเจ้าแห่งเมืองสรรค์” สื่อถึงความไว้วางใจที่ศิษย์มีต่อท่าน การศึกษา การสงเคราะห์และตำนานทางไสยศาสตร์จึงอยู่ร่วมกันในความทรงจำของชุมชน