หลวงพ่อกลั่นกับสายสืบทอดวัดพระญาติการาม
พระครูวิสุทธิ์สมาจาร (กลั่น ธมฺมโชติ) หรือหลวงพ่อกลั่น เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดพระญาติการาม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นักสะสมมักนึกถึงเหรียญ พ.ศ. 2469 พิมพ์ขอเบ็ด และการจัดเหรียญของท่านเข้าในชุดเบญจภาคีเหรียญ แต่ความทรงจำของวัดและลูกศิษย์มีมากกว่าวัตถุเพียงรุ่นเดียว ท่านเป็นบุตรชาวนา ผ่านการเรียนในวัดและการฝึกศิลปะการต่อสู้ ก่อนอุปสมบท ออกธุดงค์ และรับภาระดูแลวัด ทั้งยังได้รับการจดจำในฐานะครูกรรมฐาน พระที่อยู่อย่างเรียบง่าย และผู้เมตตาสัตว์
ปีเกิดและถิ่นกำเนิด
แหล่งส่วนใหญ่ระบุว่าท่านเกิดราว พ.ศ. 2390 หรือ ค.ศ. 1847 ถ้าเทียบราชสมัยย่อมอยู่ปลายรัชกาลที่ 3 แต่รายงานวัฒนธรรมฉบับหนึ่งพิมพ์ว่าปลายรัชกาลที่ 4 ซึ่งไม่สอดคล้องกับปี บิดามักระบุว่านายอิน มารดาชื่อนางชั้น เป็นบุตรคนโต จำนวนพี่น้องพบทั้งสามและสี่คน สถานที่เกิดมีบ้านอรัญญิก เดิมขึ้นอำเภอนครหลวง ต่อมาท่าเรือ กับอีกฉบับที่เขียนตำบลท่าหลวงและหันตรา รายงานกระทรวงวัฒนธรรมใช้บ้านอรัญญิก ส่วนสื่อปัจจุบันบางแห่งใช้ท่าหลวง ยังไม่ชัดว่าชื่อเหล่านี้หมายถึงหมู่บ้าน เขตการปกครอง หรือที่อยู่คนละช่วงชีวิต ชาติภูมิจึงยังต้องอาศัยหลักฐานเก่าเพิ่มเติม
วัยเยาว์และศิลปะการต่อสู้
ครอบครัวทำนาและมีฐานะไม่มาก เด็กชายกลั่นเรียนอ่านเขียนและงานช่างในสำนักวัดประดู่ทรงธรรม โดยมีพระอาจารย์ม่วงเป็นครู เรื่องเล่ารุ่นหลังบอกว่าเมื่อเป็นหนุ่มท่านชำนาญมวยไทย กระบี่กระบอง และอาวุธโบราณหลายชนิด ทั้งเคยฝึกโขนรับบทหนุมานในคณะของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศวิวัฒน์ รายละเอียดเหล่านี้สะท้อนความทรงจำของชุมชนที่มองท่านเป็นคนกล้า พูดตรง และมีภาวะผู้นำ รายละเอียดดังกล่าวเป็นชีวประวัติที่เล่าสืบต่อมา ยังไม่มีทะเบียนคณะโขนหรือเอกสารจากสำนักครูมายืนยันครบทุกข้อ
การอุปสมบทและชื่อวัด
เมื่ออายุประมาณ 27 ปี ราว พ.ศ. 2417 ท่านตัดสินใจอุปสมบท รายงานวัฒนธรรมกับบทความที่สืบกันจำนวนมากระบุสถานที่ว่า วัดโลกยสุธาศาลาปูน มีพระญาณไตรโลก (สอาด ต่อมาเป็นพระธรรมราชานุวัตร) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูกุศลธรรมธาดา วัดขุนยวนหรือวัดพรหมนิวาส และพระอธิการชื่น วัดพระญาติ เป็นคู่สวด ได้ฉายา “ธมฺมโชติ” หรือพบรูป “ธมฺมโชโต” หมายถึงผู้รุ่งเรืองหรือสว่างในธรรม แหล่งอีกสายหนึ่งกลับเขียนว่าบวชที่วัดประดู่ทรงธรรมโดยพระอาจารย์ม่วง สถานที่และพระอุปัชฌาย์จึงยังมีข้อมูลต่างสำนวน อย่างไรก็ดี ชื่อ “วัดโลกยสุธาศาลาปูน” สืบค้นได้จากประวัติวัดของกรมการศาสนา ซึ่งระบุว่าเป็นชื่อเดิมของวัดศาลาปูน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
หนังสือพระอารามหลวง เล่ม ๑ ของกรมการศาสนาระบุว่า พ.ศ. 2394 วัดนี้มีชื่อว่าวัดโลกยสุธามหาวรวิหาร ต่อมา พ.ศ. 2422 เปลี่ยนเป็นวัดโลกยสุธาศาลาปูน พ.ศ. 2453 เรียกวัดโลกสุธาศาลาปูน และภายหลังใช้ชื่อวัดศาลาปูน ประวัตินี้ช่วยระบุวัดที่กล่าวถึงในชีวประวัติ แต่ปีที่เปลี่ยนชื่อคือ 2422 อยู่หลังปีอุปสมบท 2417 ที่เล่ากัน จึงเป็นไปได้ว่าชีวประวัติใช้ชื่อวัดในสมัยหลัง แม้จะระบุวัดได้แล้ว เรื่องที่หลวงพ่อกลั่นอุปสมบท ณ วัดนี้และรายนามพระผู้ประกอบพิธีทั้งสามยังต้องตรวจสอบกับหลักฐานการอุปสมบท
การศึกษาและครูอาจารย์
หลังอุปสมบท ท่านพำนักศึกษาพระธรรมวินัย กัมมัฏฐาน อักษรขอม และตำราของสำนักวัดประดู่ทรงธรรม อีกด้านหนึ่งได้รับการอบรมจากพระอธิการชื่น วัดพระญาติ งานเขียนรุ่นหลังเพิ่มหลวงพ่อเฒ่ารอดกับสายวิชาโบราณหลายแขนง วัดประดู่ทรงธรรมเป็นสำนักเก่าและมีตำราจริง แต่การที่ตำราหนึ่งอยู่ในวัดไม่เท่ากับมีหลักฐานว่าหลวงพ่อกลั่นเรียนตรงจากครูทุกชื่อ พระอาจารย์ม่วงกับพระอธิการชื่นเป็นครูที่มีชื่ออยู่ในชีวประวัติ ส่วนหลวงพ่อเฒ่ารอดและสายวิชาอื่นยังต้องแยกไว้ในฐานะการสืบสาวของคนรุ่นหลัง
จากธุดงค์สู่การดูแลวัด
ชีวประวัติกล่าวว่า หลังออกพรรษาท่านมักธุดงค์ไปหาที่สงบสำหรับภาวนา ครั้งหนึ่งมาถึงวัดพระญาติยามค่ำ เห็นวัดเล็กมีต้นสะแกกับไม้ใหญ่ร่มครึ้ม เหมาะแก่การปฏิบัติ จึงปักกลดพัก รุ่งเช้าชาวบ้านเห็นวัตรปฏิบัติแล้วนิมนต์ให้อยู่ ต่อมาท่านได้เป็นเจ้าอาวาส ปีเริ่มปกครองที่แน่นอนยังไม่พบ แต่ท่านอยู่จนมรณภาพ พ.ศ. 2477 และหลวงพ่ออั้น ผู้เป็นทั้งญาติ ศิษย์ และพระอุปัฏฐาก ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อ งานวัด การระลึกถึงครู และการสร้างวัตถุมงคลบางส่วนจึงดำเนินต่อผ่านหลวงพ่ออั้น อีกสำนวนหนึ่งโยงการเข้าดูแลวัดกับคำมอบหมายของพระอาจารย์ม่วง ซึ่งเล่าต่างจากเรื่องชาวบ้านนิมนต์ให้อยู่
วัดกับคณะหนังใหญ่
บทบาทของวัดต่อชุมชนยังปรากฏในประวัติหนังใหญ่ งานวิจัยวัฒนธรรมระบุหลวงพ่อกลั่นและหลวงพ่ออั้นเป็นผู้อุปถัมภ์คณะของครูฉิ่ง พจนีย์ ข้อมูลส่วนหนึ่งมาจากความทรงจำในครอบครัวที่หลานของครูฉิ่งถ่ายทอด จึงไม่ใช่คำให้การของผู้เห็นยุคหลวงพ่อกลั่นด้วยตนเองทั้งหมด
วัชระ พจนีย์ ผู้สืบเชื้อสายคณะหนังใหญ่ เล่าแก่ผู้วิจัยว่าปู่ฉิ่งทั้งตอกหนัง สอนเชิดและพากย์หนัง วัดเป็นที่ซ้อมและเก็บตัวหนัง มีหนังสีสำหรับกลางวันและหนังขาวดำสำหรับกลางคืน ยุคที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ไต้หรือตะเกียงเจ้าพายุให้แสง ส่วนการนั่งเรือไปแสดงที่เขาจำได้จากวัยเด็กนั้น เป็นช่วงที่หลวงพ่ออั้นดูแลวัดแล้ว
ชีวิตประจำวันและเมตตาสัตว์
คำบอกเล่าจำท่านว่าอยู่ง่าย กุฏิมีเพียงเสื่อ หมอน และอัฐบริขารเท่าที่จำเป็น พูดจาตรงแต่เมตตาคน ศิษย์เล่าถึงกิจวัตรของท่านว่า เมื่อกลับจากบิณฑบาตจะแบ่งอาหารให้อีกา หมา แมว และสัตว์อื่นก่อนฉัน เรือกับลานวัดจึงมีอีกาจำนวนมากติดตาม ศิษย์อธิบายต่อว่าท่านสื่อภาษาอีกาได้ การให้อาหารสัตว์ในชีวิตประจำวันจึงอยู่คู่กับความเชื่อเรื่องรู้ภาษาสัตว์ และเล่าสืบต่อกันมาในหมู่ศิษย์
มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่งเมื่อหลวงพ่อกลั่นไม่อยู่ พระรูปหนึ่งนำจีวรของท่านมาสวมและทำท่าเดินขึ้นจากเรือ เพื่อดูว่าสัตว์จะติดตามเหมือนที่ติดตามหลวงพ่อหรือไม่ แต่สัตว์ที่เคยรออาหารกลับเฉย ผู้เล่าเชื่อว่าสิ่งที่สัตว์จดจำได้คือความเมตตาของท่าน มิใช่เพียงจีวรที่สวม
เรื่องเล่าอัศจรรย์ในหมู่ศิษย์
เรื่องเล่าของศิษย์รุ่นหลังกล่าวถึงการข้ามแม่น้ำสะโตงโดยจีวรไม่เปียก ฝนตกไล่หลังแต่ตัวไม่เปียก ปลาปักเป้าเลิกกัดเด็กวัด และปืนยิงผ้าไม่ออก แม่น้ำสะโตงในเรื่องนี้คือ Sittaung ไม่ใช่แม่น้ำสาละวิน ท่านยังมีชื่อในหมู่ผู้ศรัทธาด้านวิชาลูกเบาหรือชาตรี ส่วนประวัติหลวงพ่ออั้นเล่าว่า เมื่อท่านนั่งภาวนา ครูมาปรากฏให้คำแนะนำ ทั้งที่ขณะนั้นหลวงพ่อกลั่นกำลังรับแขกอยู่บนกุฏิ จึงเชื่อกันว่าเป็นการสำแดงกายสอนศิษย์ เรื่องเหล่านี้เล่าสืบต่อกันในหมู่ศิษย์ แต่ความเชื่อด้านคุ้มครองไม่ทำให้การทดลองอาวุธกับร่างกายปลอดภัย จึงไม่ควรเลียนแบบ
เรื่องเล่าการข้ามแม่น้ำ เล่าว่า คณะธุดงค์มาถึงแม่น้ำสะโตงแต่หาเรือข้ามไม่ได้ พระที่ร่วมทางปิดตาเดินตามท่าน เมื่อถึงอีกฝั่งจึงพบว่าจีวรยังแห้ง
บทความเดียวกันเล่าถึงผู้มาลองยิงผ้าของท่าน ปืนไม่ลั่นเมื่อเล็งผ้า แต่ยิงไปทางอื่นได้ พอหันกลับมาที่ผ้าก็ยิงไม่ออกอีก ผู้มาลองจึงยอมกราบ เรื่องลองวิชาครั้งนี้จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เล่าควบคู่กับประวัติของท่าน
ศิษย์ที่บวชและศึกษากับท่าน
ท่านทำหน้าที่พระอุปัชฌาย์ให้กุลบุตรในพื้นที่ ข้อมูลวัฒนธรรมระบุว่า วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2456 หลวงพ่ออั้นอุปสมบทที่วัดพระญาติ โดยมีหลวงพ่อกลั่นเป็นพระอุปัชฌาย์ และมีหลวงพ่อฉาย วัดตองปุ กับพระอาจารย์อื่นร่วมพิธี หลวงพ่ออั้นจึงมีบทบาททั้งศิษย์ผู้รับการอบรม ผู้สืบตำแหน่งเจ้าอาวาส และผู้ดูแลการสร้างวัตถุระลึกถึงครู งานของพระทั้งสองสืบเนื่องกัน แต่ของที่ศิษย์สร้างในภายหลังมิได้กลายเป็นของที่ครูสร้างหรือปลุกเสกในสมัยมีชีวิตทั้งหมด
ศิษย์ของท่านมิได้มีเพียงหลวงพ่ออั้น บทความประวัติหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญระบุว่า หลวงปู่ดู่เรียนกรรมฐานกับหลวงพ่อกลั่นผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ และกับหลวงพ่อเภาผู้เป็นอา โดยกล่าวถึงหลวงพ่อเภาว่าเป็นศิษย์สำคัญของหลวงพ่อกลั่นด้วย
ชีวประวัติหลวงปู่ฉลวย สุธมฺโม ยังเล่าถึงความเกี่ยวข้องผ่านการอุปสมบท พ.ศ. 2469 ท่านบวชครั้งแรกที่วัดพระญาติ โดยมีหลวงพ่อกลั่นเป็นพระอุปัชฌาย์ หลังลาสิกขาแล้วจึงบวชอีกครั้งใน พ.ศ. 2488 ที่วัดโคกช้าง อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีหลวงพ่ออั้นเป็นพระอุปัชฌาย์ เป็นการบวชคนละครั้งกับครูอาจารย์สองรุ่น
อาจารย์เฮง ไพรวัลย์ เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีประวัติศึกษากับหลวงพ่อกลั่น ชีวประวัติเล่าว่าในการบวชครั้งที่สอง ท่านไปบวชกับหลวงพ่อกลั่นที่วัดพระญาติ เรียนวิชาชาตรีเก้าเฮ และไปศึกษาตำราเก่าที่วัดประดู่ทรงธรรมด้วย หลังอยู่ในสมณเพศหลายพรรษาจึงลาสิกขา ดำเนินชีวิตเป็นอาจารย์ฆราวาสและถ่ายทอดวิชาต่อมา
หลวงปู่สี พินทสุวัณโณ วัดสะแก มีชีวประวัติระบุหลวงพ่อกลั่นเป็นพระอุปัชฌาย์เช่นกัน หลังบวชท่านเดินทางไปเรียนวิชาอาคมกับครู และได้รับสมุดข่อยเก่าที่บันทึกคาถากับยันต์ ซึ่งเล่ากันว่ามาจากวัดประดู่ทรงธรรม เรื่องนี้จึงบอกถึงทั้งความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์และการส่งต่อตำราระหว่างสำนัก
การซ่อมอุโบสถและเหรียญรุ่นแรก
ราว พ.ศ. 2464–2465 หลวงพ่อกลั่นเห็นว่าอุโบสถเดิมไม่พอใช้ จึงรื้อสร้างใหม่ แต่ฐานที่ใช้ซอไม้ไผ่ไม่มั่นคง อาคารที่เพิ่งเสร็จเกิดทรุดและแตกร้าว ทำให้ต้องหาทางปฏิสังขรณ์ใหม่ พ.ศ. 2469 คณะวัดจึงระดมทุน หลวงพ่ออั้นกับกรรมการขออนุญาตทำเหรียญรูปเหมือนเต็มองค์เพื่อสมนาคุณผู้บริจาค ด้านหลังเหรียญระบุชัดว่า “ที่รฤก ในการ ปฏิสังขรณ์ อุโบสถ” ข้อความนี้บอกถึงความเกี่ยวข้องระหว่างเหรียญกับการซ่อมอุโบสถ
ชื่อ “พิมพ์ขอเบ็ด” ไม่ใช่ชื่อที่วัดตั้ง แต่เกิดภายหลังจากวงการเห็นปลายเส้นยันต์ด้านหลังตวัดคล้ายขอเบ็ด จำนวนที่สืบกันมาคือ เงินหน้าทองประมาณ 12 เหรียญ เงินหน้านากประมาณ 25 เหรียญ เงินล้วนประมาณ 100 เหรียญ และทองแดงกับทองแดงกะไหล่ทองรวมประมาณ 3,000 เหรียญ มีระดับเงินทำบุญต่างกัน โดยทองแดงราวหนึ่งบาท บันทึกด้านวัตถุมงคลหลายฉบับใช้จำนวนเหล่านี้ตรงกัน แต่ยังไม่พบสมุดบัญชีวัดหรือเอกสารการสร้างของหลวงพ่ออั้นที่จะยืนยันจำนวนทุกรายการ ตัวเลขจึงยังเป็นจำนวนโดยประมาณ
บล็อกเหรียญและวัตถุที่สร้างภายหลัง
ลำดับบล็อกมีข้อขัดแย้ง แหล่งหลายแห่งบอกว่า เมื่อบล็อกหลังเดิมชำรุด กรรมการกับหลวงพ่ออั้นกลับไปที่ร้านฮั่งเตียนเซ้ง ด้านหน้ายังใช้ได้แต่ต้องแกะหลังใหม่สองแบบ คือหลังเสี้ยนตองกับหลังเรียบ บทความชุดหนึ่งยืนยันว่าทั้งสองครั้งยังอยู่ในสมัยหลวงพ่อกลั่นและท่านปลุกเสกเอง แต่คำอธิบายประมูลอีกชุดกลับบอกว่าสร้างหลังมรณภาพ บล็อกขอเบ็ดกับบล็อกหลังอีกสองแบบจึงไม่อาจนับรวมเป็นการสร้างคราวเดียวกัน ปีและผู้ปลุกเสกของสองแบบหลังยังมีข้อขัดแย้งที่ใบสั่งงาน ใบเสร็จ หลักฐานส่งบล็อก หรือภาพร่วมสมัยอาจช่วยคลี่คลายได้ ราคาตลาดไม่ใช่หลักฐานอายุของเหรียญ
นอกจากเหรียญ มีตะกรุด ผ้ายันต์ ลูกอม และเครื่องรางที่อ้างถึงท่าน แต่สิ่งที่สับสนมากคือรูปหล่อโบราณขนาดเล็ก หลักฐานในสายวัดบอกว่าหลวงพ่ออั้นเป็นผู้สร้างและปลุกเสก มิใช่หลวงพ่อกลั่น ต่อมายังมีเหรียญย้อนยุค เหรียญครบรอบ และรุ่นหาทุนอีกหลายวาระ คำว่า “รูปหลวงพ่อกลั่น” หมายถึงบุคคลที่เป็นแบบ มิได้หมายความว่าท่านเป็นผู้สร้างหรือปลุกเสกเสมอไป งานของหลวงพ่ออั้นและผู้จัดสร้างยุคหลังต่างมีประวัติของตนเอง
มรณภาพและความทรงจำ
หลวงพ่อกลั่นมรณภาพด้วยความชราเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2477 อายุแบบประเพณี 87 ปี พรรษาพบทั้ง 60 กับ 62 ถ้านับจากอุปสมบท พ.ศ. 2417 ถึง 2477 ได้ประมาณ 60 พรรษา เลข 62 อาจมาจากปีบวชฉบับอื่น วิธีนับ หรือการคัดลอก จึงยังระบุเป็นสองสำนวน เรื่องอีกาจำนวนมากมาชุมนุมในวันมรณภาพและกลับมาเวียนสามรอบหลังทำบุญอัฐิ เป็นคติศรัทธาที่เชื่อมกับภาพเมตตาสัตว์ของท่านอย่างลึกซึ้ง เป็นภาพการอาลัยที่ศิษย์เชื่อว่าแม้สัตว์ก็รับรู้ได้
มรดกความทรงจำของหลวงพ่อกลั่นมีทั้งการศึกษาของวัด หน้าที่พระอุปัชฌาย์ งานซ่อมอุโบสถ และเรื่องธุดงค์ ศิลปะการต่อสู้กับสัตว์รอบตัว เหรียญ พ.ศ. 2469 เชื่อมเรื่องเหล่านี้เข้าด้วยกัน เพราะมีข้อความการปฏิสังขรณ์ให้ศึกษา พร้อมกับเป็นสิ่งที่ลูกศิษย์ใช้ระลึกถึงครู ต่อมาวงการสะสมจัดเหรียญของท่านไว้ในชุดเบญจภาคี และมีคำยกย่องว่าแพงที่สุดหรือมีแต่ขึ้นราคาอยู่ด้วย อย่างไรก็ดี คำยกย่องเหล่านี้ไม่ได้รับรองความแท้ของเหรียญแต่ละองค์หรือราคาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต