กลับไปเกจิ

หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ

หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ จากบ้านไร่สู่ชีวิตแห่งการให้

หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ จากบ้านไร่สู่ชีวิตแห่งการให้

พระเทพวิทยาคม ฉายา ปริสุทฺโธ หรือที่คนทั่วไปรู้จักในนาม “หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่” เป็นพระเถระที่มีชื่อเสียงระดับประเทศตั้งแต่ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 ต่อเนื่องถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 ท่านเกิดวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2466 ที่บ้านไร่ หมู่ 6 ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา และมรณภาพเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 เวลา 11.45 น. ข้อมูลของหน่วยงานท่องเที่ยวระบุสิริอายุ 92 ปี 71 พรรษา แต่เมื่อคำนวณอายุเต็มตามวันเกิดและวันมรณภาพข้างต้นได้ 91 ปี จึงต้องแยกวิธีนับอายุ ฉายาภาษาจีนที่แปลได้ประมาณว่า “เทพเจ้าแห่งโชคลาภที่ยังมีชีวิต” ตลอดจนภาพจำเรื่องการเคาะศีรษะ เป็นชื่อเรียกและภาพจำที่แพร่หลายในหมู่ผู้ศรัทธา ส่วนสมณศักดิ์ของท่านคือพระเทพวิทยาคม

ข้อมูลท้องถิ่นระบุว่า บิดาชื่อบุญ ฉัตรพลกรัง มารดาชื่อทองขาว ฉัตรพลกรัง ประวัติที่เผยแพร่ทั่วไปกล่าวถึงพี่น้องร่วมบิดามารดาสามคน โดยหลวงพ่อคูณเป็นคนโต แต่ข่าวที่อ้างหนังสืออนุสรณ์อายุ 77 ปี กล่าวว่าครอบครัวมีพี่น้องทั้งหมดเจ็ดคน จำนวนสามกับเจ็ดคนอาจมาจากการนับเครือญาติคนละขอบเขต แต่ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่ได้อธิบายให้ชัดเจน ประวัติกลุ่มหนึ่งเล่าว่าเด็กทั้งสามอยู่กับน้าสาวหลังบิดามารดาเสียชีวิต แต่อีกฉบับในข้อมูลแนะนำวิหารเทพวิทยาคมกล่าวว่ามารดาเสียเมื่อท่านอายุสิบเอ็ดปี แล้วบิดาจึงพาไปฝากวัด ลำดับวัยเด็กจึงยังมีต่างฉบับ ราวอายุหกถึงเจ็ดขวบ เด็กชายคูณเรียนภาษาไทย ภาษาเขมร และความรู้พื้นฐานของวัดกับพระอาจารย์เชื่อม วิรโธ พระอาจารย์ฉาย และพระอาจารย์หลีที่วัดบ้านไร่ ชีวประวัติรุ่นหลังยังเล่าว่าครูสอนคาถาป้องกันภัยให้ท่านตั้งแต่วัยเยาว์

เรื่องกำเนิดของท่านยังมีตำนานความฝันประกอบอยู่ด้วย เรื่องเล่าสำนวนหนึ่งกล่าวว่า ก่อนตั้งครรภ์มารดาฝันเห็นเทพผู้มีรัศมีมามอบดวงแก้วสว่าง พร้อมบอกถึงผู้ที่จะสืบทอดพระพุทธศาสนา เรื่องความฝันนี้จึงเล่าสืบต่อกันในหมู่ผู้ศรัทธาควบคู่กับประวัติชีวิตของท่าน

วันอุปสมบทมักเขียนเป็นวันที่ 5 พฤษภาคม โดยมีทั้ง พ.ศ. 2486 และ 2487 แต่ประวัติอีกสำนวนหนึ่งระบุวันที่ 2 พฤษภาคม 2487 มีรายงานว่าหนังสือส่วนใหญ่ใช้ พ.ศ. 2487 ขณะที่บางตำราใช้ พ.ศ. 2486 และข้อมูลการท่องเที่ยวเชิงพุทธของนครราชสีมาเลือกใช้ปี 2486 ความคลาดหนึ่งปีนี้กระทบการนับพรรษา ทั้งปีและวันที่จึงยังต้องสอบทานกับทะเบียนอุปสมบทหรือเอกสารร่วมสมัย สถานที่อุปสมบทคือวัดถนนหักใหญ่ ตำบลกุดพิมาน สำนวนหนึ่งระบุพระครูวิจารยติกิจเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการสี วัดบ้านจั่น เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการสุข วัดโคกรักษ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ แต่อีกฉบับเรียกพระอาจารย์สุขว่าพระกรรมวาจาจารย์ จึงยังมีข้อมูลต่างกันเรื่องหน้าที่ของพระคู่สวด ท่านได้รับฉายา “ปริสุทฺโธ” หมายถึงผู้บริสุทธิ์ ประวัติยังเล่าว่าเดิมท่านตั้งใจบวชเพียงสามพรรษา แต่เมื่อเห็นความทุกข์ยากของบ้านเกิดจึงตัดสินใจอยู่ในสมณเพศตลอดชีวิต

ลำดับการศึกษากับครูบาอาจารย์มีรายละเอียดต่างกันอยู่บ้าง บางฉบับว่าท่านอยู่กับหลวงพ่อคง พุทธฺสโร เจ้าอาวาสวัดถนนหักใหญ่ก่อน แล้วหลวงพ่อคงนำไปฝากกับหลวงพ่อแดง วัดหนองโพธิ์ อีกกลุ่มหนึ่งเรียงชื่อครูทั้งสองกลับกัน ทั้งสองกลุ่มต่างยกให้พระทั้งสองรูปเป็นครูสำคัญในระยะต้น หลวงพ่อแดงได้รับการจดจำด้านวิปัสสนากรรมฐานและสมาธิ ส่วนหลวงพ่อคงสอนเรื่องสติ มรณสติ อานาปานสติ การพิจารณาความเกิด แก่ เจ็บ ตาย และการมีกรรมเป็นของตน รายละเอียดการศึกษาเหล่านี้ปรากฏในชีวประวัติอนุสรณ์ที่เรียบเรียงภายหลัง

หลวงพ่อแดงในสายครูนี้มีฉายาว่า ชินปุตฺโต เป็นเจ้าอาวาสวัดหนองโพธิ์ ตำบลสำนักตะคร้อ อำเภอเทพารักษ์ จังหวัดนครราชสีมา ประวัติวัดระบุว่าหลวงพ่อคูณเคยมาศึกษาวิปัสสนากรรมฐานและวิชาอาคมกับท่าน ก่อนกลับไปจำพรรษาที่วัดบ้านไร่

เมื่อฝึกอยู่กับครูบาอาจารย์ระยะหนึ่ง ประวัติหลายฉบับกล่าวว่าท่านออกธุดงค์ เริ่มจากพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา แล้วเดินทางไปถึงลาวและกัมพูชา ก่อนกลับประเทศไทยทางจังหวัดสุรินทร์ เรื่องนี้เป็นส่วนสำคัญของภาพพระธุดงค์ผู้ผ่านความลำบาก แต่ลำดับปีในเส้นทางที่เผยแพร่ยังขัดกัน และยังไม่พบสมุดบันทึกร่วมสมัยหรือรายชื่อผู้ร่วมทางครบถ้วนที่จะสอบทานทุกจุดได้ เรื่องการเดินทางข้ามแดนจึงเป็นส่วนหนึ่งของประวัติที่สืบเล่ากันมา ส่วนกำหนดเวลารายจุดยังไม่แน่นอน แก่นของการฝึกที่แหล่งชีวประวัติเน้นคือความสันโดษ ความไม่ประมาท และการเผชิญความลำบากด้วยสติ ตามแนวทางที่ครูบาอาจารย์สั่งสอน

เมื่อกลับบ้านไร่ ท่านเริ่มเชื่อมงานวัดเข้ากับความต้องการของชุมชน ข้อมูลของจังหวัดนครราชสีมาและฐานข้อมูลท้องถิ่นกล่าวว่า ราว พ.ศ. 2496 ท่านนำชาวบ้านเข้าป่าตัดไม้ ใช้แรงคนและเกวียนขนวัสดุมาสร้างอุโบสถหลังเดิม เส้นทางดินทรายในเวลานั้นทำให้การขนไม้แต่ละครั้งกินเวลาหลายวัน ต่อมามีการสร้างกุฏิ ศาลาการเปรียญ โรงเรียน และขุดสระน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค อาคารชุดแรกถูกแทนที่ด้วยโครงสร้างอิฐปูนที่มั่นคงกว่าในภายหลัง แต่กระบวนการระยะแรกทำให้วัดบ้านไร่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากวัดชนบทขนาดเล็กเป็นศูนย์กลางสาธารณะของด่านขุนทด

ศิษย์ที่มีประวัติระบุการถ่ายทอดวิชาอย่างเป็นรูปธรรมคือหลวงพ่อทอง สุทธสีโล ประวัติของท่านเล่าว่าหลวงพ่อคูณเห็นความสงบเสงี่ยม อ่อนน้อม และเอาใจใส่งานวัด จึงสอนคาถา การจารตะกรุดและยันต์ พร้อมพาไปในกิจต่าง ๆ ต่อมาเมื่อหลวงพ่อทองอยู่ที่วัดพระพุทธบาทเขายายหอม จังหวัดชัยภูมิ ก็ยังมีการส่งเครื่องรางไปให้จาร เรื่องนี้แสดงบทบาทในสายวิชา แต่ไม่ได้หมายความว่าวัตถุมงคลทุกชิ้นในชื่อหลวงพ่อคูณผ่านมือท่าน

อีกชื่อหนึ่งคือพระครูอนุวัตรชินวงศ์ หรือหลวงพ่อจอย ชินวังโส แห่งวัดโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา หนังสือท่องเที่ยววัดท้องถิ่นที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีเก็บเผยแพร่ ระบุความเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อคูณไว้ในหัวข้อแนะนำวัด พร้อมกล่าวถึงการปฏิบัติธรรมที่นั่น ความสัมพันธ์นี้ต้องผูกกับชื่อฉายาและวัด ไม่ใช่พระชื่อจอยทุกรูป ส่วนรายละเอียดการเรียนวิชาแต่ละแขนงไม่ได้แจกแจงไว้ในหนังสือเล่มดังกล่าว

เมื่อชื่อเสียงแพร่ไปทั่วประเทศ ปัจจัยที่ประชาชนนำมาถวายถูกส่งต่อไปยังโรงเรียน วิทยาลัย โรงพยาบาล เครื่องมือแพทย์ ถนน สะพาน แหล่งน้ำ และกิจการสาธารณะอีกมาก วิทยาลัยเทคนิคหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ บันทึกเจตนารมณ์ของท่านที่ต้องการให้เยาวชนในท้องถิ่นเรียนวิชาชีพได้โดยไม่ต้องเดินทางไกล ตัวเลขยอดบริจาครวมระดับหลายพันล้านบาทที่สื่อเผยแพร่มีช่วงเวลาและวิธีนับต่างกัน ตัวเลขจึงต้องอ่านคู่กับชื่อโครงการและช่วงเวลาที่บันทึก เพราะยอดก่อสร้างกับเงินพัฒนาภายหลังอาจถูกรวมต่างกัน โครงการที่ดำเนินต่อเนื่องเหล่านี้เชื่อมปัจจัยจากวัดเข้ากับการศึกษา การแพทย์ และชีวิตของชุมชน

ประวัติของวิทยาลัยระบุจุดเริ่มต้นเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2536 หลวงพ่อคูณมีดำริให้ตั้งสถานศึกษาในบ้านเกิด กระทรวงศึกษาธิการอนุมัติเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2537 โดยท่านสนับสนุนอาคารเรียน โรงฝึกงาน ห้องสมุด และสิ่งประกอบอื่นในโครงการงบรวมกว่าสี่ร้อยล้านบาท ต่อมาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2544 มีการมอบอีกห้าสิบล้านบาทเพื่อพัฒนาวิทยาลัยและหอสมุดอนุรักษ์พลังงาน วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จแทนพระองค์มาเปิดวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ ตัวเลขเหล่านี้เป็นยอดโครงการตามประวัติของวิทยาลัย ไม่ใช่ยอดบริจาคตลอดชีวิตที่นำไปบวกซ้ำได้ทันที

งานโรงพยาบาลมีทั้งส่วนที่ท่านริเริ่มและส่วนที่ชุมชนทำต่อ มีบันทึกถึงการวางศิลาฤกษ์อาคารที่พักแพทย์ของโรงพยาบาลด่านขุนทดแห่งใหม่โดยหลวงพ่อคูณเมื่อ พ.ศ. 2555 และเงินช่วยสร้างอาคารผู้ป่วยในไม่น้อยกว่าสิบห้าล้านบาท ถึง พ.ศ. 2562 งานก่อสร้างและอุปกรณ์ยังไม่ครบ ศิษย์กับชาวบ้านจึงขายเสื้อที่ระลึกระดมทุน การใช้ชื่อท่านกับโรงพยาบาลจึงไม่แปลว่าทุกอาคารสร้างเสร็จด้วยเงินของท่านเพียงผู้เดียวก่อนมรณภาพ

เมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เสด็จฯ มาทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดบ้านไร่ และมีพระราชดำริให้ศึกษาการเก็บกักและส่งน้ำในลำห้วยสาขาของห้วยสามบาท สำนักงาน กปร. บันทึกว่าหลังจากนั้นกรมชลประทาน กองทัพภาคที่ 2 และจังหวัดนครราชสีมาร่วมสำรวจ ปรับปรุงอ่างเก็บน้ำบ้านโนนสง่า สร้างอ่างห้วยสามบาทแง่ซ้าย ปรับปรุงแหล่งน้ำรวมถึงสระเก็บน้ำวัดบ้านไร่ และวางระบบส่งน้ำกับผันน้ำ เพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค และพื้นที่สีเขียว นี่เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่มีวัดบ้านไร่เป็นจุดหนึ่ง ไม่ควรย่อว่าเป็นงานที่หลวงพ่อคูณสร้างขึ้นเพียงลำพัง

ภาษาพูดของหลวงพ่อคูณตรงไปตรงมา ใช้สำเนียงโคราชและคำสรรพนาม “กู–มึง” กับผู้ใกล้ชิดและศิษย์จำนวนมาก คำเหล่านี้อาจฟังหยาบสำหรับผู้ไม่คุ้นเคย แต่ในความสัมพันธ์กับศิษย์กลับมีน้ำเสียงของผู้ใหญ่ที่พูดอย่างใกล้ชิด ไม่ถือพิธีรีตอง จึงไม่ได้มีความหมายเป็นการด่าทุกครั้ง คำสอนที่ประวัติยกมาหลายตอนเน้นให้ฝึกการให้ตั้งแต่วัยเด็ก ใช้ทรัพย์เพื่อลดความทุกข์ และระลึกรู้ความไม่เที่ยง การให้และความห่วงใยผู้อื่นจึงเป็นเรื่องที่ปรากฏอยู่เสมอในคำสอนเหล่านี้

เมื่อโรงแรมรอยัลพลาซ่าในโคราชถล่มวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2536 หลวงพ่อคูณไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ บุญเรือง แสงดาว ผู้ร่วมกู้ภัยเล่าในภายหลังว่า หมอนลมที่ใช้ช่วยผู้ติดค้างทำงานไม่ได้ ก่อนกลับใช้งานได้หลังนำเหรียญหลวงพ่อคูณไปให้ผู้ประสบภัย จนช่วยออกมาได้สำเร็จ เขาจึงเกิดความเชื่อว่าท่านคุ้มครอง แม้เวลาผ่านไปหลายปี เหตุการณ์ช่วยชีวิตครั้งนั้นก็ยังอยู่ในความทรงจำของเขา

ช่วงปลายชีวิตท่านเข้ารับการรักษาหลายครั้ง หลังกลับวัดบ้านไร่เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2555 ทีมแพทย์ยังติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 เกิดภาวะลมรั่วในปอดเฉียบพลันและถูกนำส่งโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ก่อนมรณภาพในวันรุ่งขึ้น พินัยกรรมกำหนดให้มอบสรีระแก่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อการศึกษากายวิภาคในฐานะ “ครูใหญ่” หลังสิ้นสุดการเรียนการสอนจึงมีพระราชทานเพลิงศพใน พ.ศ. 2562 มหาวิทยาลัยยังจัดกิจกรรมรำลึกและทุนการศึกษาต่อมา การให้ของท่านจึงสืบต่อจากวัดและชุมชนไปถึงห้องเรียนของนักศึกษาแพทย์

วัตถุมงคล รูปหล่อ เหรียญ พระผง และเครื่องรางที่ใช้ชื่อหรือรูปหลวงพ่อคูณมีจำนวนมากตลอดหลายทศวรรษ ผู้เกี่ยวข้องมีทั้งวัดบ้านไร่ วัดอื่น หน่วยงานรัฐหรือการกุศล โรงเรียน โรงพยาบาล กลุ่มทหารตำรวจ ผู้จัดสร้างเอกชน และโรงงานหลายแห่ง การทำทะเบียนจำเป็นต้องแยกอย่างน้อยสี่สถานะ ได้แก่ วัดบ้านไร่เป็นผู้จัดสร้าง หน่วยงานภายนอกได้รับอนุญาตให้ใช้ชื่อหรือรูป ท่านเป็นประธานหรืออธิษฐานจิตโดยตรง และท่านเพียงร่วมพิธีพุทธาภิเษกหมู่ การมีรูปหรือฉายาของท่านบนกล่องไม่พิสูจน์ว่าเป็นรุ่นวัดบ้านไร่ และไม่รับรองความแท้ของวัตถุชิ้นนั้น

ด้วยเหตุนี้ “พระหลวงพ่อคูณ” จึงไม่ใช่วัตถุมงคลชุดเดียวที่มีปีสร้าง ที่มา และความเชื่อเกี่ยวกับคุณเหมือนกันทั้งหมด วัตถุแต่ละรุ่นต้องมีปี ผู้จัดสร้าง วัตถุประสงค์ หลักฐานจำนวน แม่พิมพ์ เนื้อ พิธี เอกสารกล่องเดิม และสายที่มาแยกต่างหาก

การเก็บ ความเห็น และห้องร่วมพิจารณา ต้องเป็นสมาชิกทั่วไปที่ผ่านแล้ว การอ่านไม่ต้องสมัคร สมัครเป็นผู้อ่าน