หลวงพ่อคงกับสายครูและงานวัดในเมืองแม่กลอง
พระอุปัชฌาย์คง ธมฺมโชโต หรือที่เรียกกันว่าหลวงพ่อคงและหลวงปู่คง วัดบางกะพ้อม เป็นอดีตเจ้าอาวาสสำคัญของจังหวัดสมุทรสงคราม ชื่อของท่านในวงการพระเครื่องผูกอยู่กับเหรียญรูปเหมือน พ.ศ. 2484 อย่างแนบแน่น แต่ข้อมูลของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดและประวัติท้องถิ่นแสดงให้เห็นบทบาทที่กว้างกว่านั้นมาก ท่านปกครองวัดบางกะพ้อมตั้งแต่ พ.ศ. 2448 ถึง พ.ศ. 2486 ฟื้นฟูเสนาสนะที่ทรุดโทรม มีฝีมือด้านช่างไม้ งานปั้น งานเขียน และการสร้างพระพุทธรูป เป็นพระอุปัชฌาย์และอาจารย์กรรมฐาน ตลอดจนเป็นจุดเชื่อมของเครือข่ายพระและฆราวาสในลุ่มน้ำแม่กลอง
กำเนิดและวัยเยาว์
ประวัติที่ให้รายละเอียดระบุว่า ท่านอยู่ในสกุลจันทร์ประเสริฐ โยมบิดาชื่อเกตุ โยมมารดาชื่อทองอยู่ เกิดที่บางสำโรง ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลโรงหีบ อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม อย่างไรก็ตาม วันเกิดมีปัญหาการคัดลอกหลายชั้น แหล่งหนึ่งระบุวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2407 ขณะที่อีกหลายแห่งระบุวันที่ 2 หรือ 3 เมษายน พ.ศ. 2408 พร้อมเขียนว่าเป็นวันเสาร์ เมื่อตรวจปฏิทินสากล วันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 1864 หรือ พ.ศ. 2407 เป็นวันเสาร์ ส่วนวันที่ 3 เป็นวันอาทิตย์ และวันที่ 2–3 เมษายน ค.ศ. 1865 เป็นวันอาทิตย์กับวันจันทร์ตามลำดับ นอกจากนี้ การอุปสมบทเมื่ออายุยี่สิบใน พ.ศ. 2427 และการมรณภาพใน พ.ศ. 2486 อายุเต็ม 78 ปี ก็สอดคล้องกับ พ.ศ. 2407 มากกว่า การเทียบปฏิทินช่วยชี้ข้อขัดแย้ง แต่ยังใช้แทนทะเบียนสงฆ์หรือทะเบียนครอบครัวเดิมไม่ได้
เรื่องเล่าท้องถิ่นกล่าวว่าท่านเกิดในห้องเล็กใต้เรือนแพ และคนในชุมชนเชื่อว่าเด็กชายที่เกิดในบริเวณนั้นจะอยู่ในสมณเพศตลอดชีวิต เมื่ออายุ 12 ปี เด็กชายคงบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดเหมืองใหม่เพื่อเรียนอักขรวิธีและพระปริยัติธรรม ครั้นอายุประมาณ 19 ปีได้ลาสิกขาออกไปช่วยงานครอบครัวชั่วคราว ก่อนกลับเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เมื่ออายุครบบวช ลำดับสามเณร–ลาสิกขา–อุปสมบทนี้ปรากฏตรงกันในประวัติหลายสาย
การอุปสมบทและการศึกษากับครู
ท่านอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดเหมืองใหม่ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2427 ได้รับฉายา “ธมฺมโชโต” แปลว่า ผู้รุ่งเรืองโดยธรรม พระอาจารย์ด้วงเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการจุ้ยเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการทิม วัดเหมืองใหม่เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ชีวประวัติระบุวันพิธีว่า วันศุกร์ ขึ้น 6 ค่ำ แต่ยังไม่ได้ให้วันที่สุริยคติครบถ้วน จึงยังระบุวันที่สากลให้แน่นอนไม่ได้ หลังอุปสมบทท่านจำพรรษาอยู่กับพระอุปัชฌาย์ ศึกษาคันถธุระและวิปัสสนาธุระ รวมทั้งมีเรื่องเล่าว่าเรียนคัมภีร์มูลกัจจายน์ ซึ่งเป็นแบบเรียนบาลีไวยากรณ์เก่า กับอาจารย์นกซึ่งเป็นอุบาสกในท้องถิ่นนานถึง 13 ปี ระยะเวลานี้มาจากประวัติรุ่นหลัง ส่วนหนังสืออนุสรณ์ยุคต้นหรือบันทึกการเรียนยังต้องตรวจสอบ
วิทยานิพนธ์ของสายป่าน ปุริวรรณชนะ ซึ่งมีศิราพร ณ ถลางเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา เรื่อง “อิทธิปาฏิหาริย์กับการสร้างเรื่องเล่าศักดิ์สิทธิ์: ขนบนิยมและพลวัตในประวัติพระเกจิอาจารย์ในสังคมไทยภาคกลาง” รวบรวมสายครูของหลวงพ่อคงไว้กว้างขวาง ได้แก่ พระอาจารย์คง วัดราชบูรณะน้ำอ้อม ในด้านมีดหมอ น้ำมนต์และแพทย์แผนเดิม; หลวงพ่อร้าย วัดเขายี่สาร; หลวงพ่อจุ่น วัดช้างเผือก ในด้านรุกขมูลและการผูกสายสิญจน์; หลวงพ่อเอี่ยม วัดลัดด่าน; หลวงพ่อตาด วัดบางวันทอง ในด้านแพทย์แผนเดิมและเมตตามหานิยม; หลวงพ่อชู วัดดาวโด่ง; หลวงพ่อปาน วัดโรงธรรม; พระครูอินโทมภี (ศรี) วัดน้ำอ้อม; พระเถระชั้นผู้ใหญ่แห่งวัดอรุณราชวราราม; และหลวงพ่อทอง วัดหนองบก จังหวัดราชบุรี เรื่องการศึกษาจากครูแต่ละรูปสืบต่อมาผ่านชีวประวัติและคำบอกเล่า เชื่อมโยงวัดหลายแห่งในลุ่มน้ำแม่กลองเข้าด้วยกัน
ชีวประวัติยังระบุว่าพระอาจารย์ด้วงสอนการลบผง หลวงพ่อตาด วัดบางวันทองสอนนะปัดตลอด และเรียกครูวัดช้างเผือกว่า “หรุ่น” ต่างจาก “จุ่น” ในข้อมูลที่ถอดไว้จากงานวิจัย ชื่อสองรูปนี้ยังต้องเทียบหลักฐานเดิม ไม่ใช่เหตุให้เพิ่มครูอีกองค์หนึ่งโดยอัตโนมัติ
งานช่างและการบูรณะวัด
เมื่อเข้าสู่ราวพรรษาที่ 19 ท่านมีอาการอาพาธและลดการเดินทางลง แล้วหันมาสอนสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานมากขึ้น พร้อมทำงานช่างภายในวัด ประวัติระบุว่าท่านซ่อมหอไตรวัดเหมืองใหม่ซึ่งชำรุด และปั้นพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ด้วยตนเอง ครั้นถึงพรรษาที่ 21 ใน พ.ศ. 2448 ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบางกะพ้อมว่างลง ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันอาราธนาท่านมาปกครองวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสมุทรสงครามยืนยันช่วงการเป็นเจ้าอาวาส พ.ศ. 2448–2486 และกล่าวถึงความสามารถเชิงช่างกับการบูรณปฏิสังขรณ์วัดโดยตรง
วัดบางกะพ้อมมีประวัติยาวนานกว่าสมัยหลวงพ่อคงมาก สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดบันทึกตำนานว่า ผู้ก่อตั้งเป็นครอบครัวที่หนีภัยสงครามจากกรุงศรีอยุธยา มาตั้งถิ่นฐานและสานภาชนะไม้ไผ่ที่เรียกว่า “พ้อม” วันหนึ่งเมื่อทหารพม่ามาถึง ทั้งสองหลบตัวอยู่ในพ้อมและอธิษฐานว่าจะสร้างวัดหากรอดภัย จึงเกิดชื่อ “วัดบังกับพ้อม” ก่อนเพี้ยนเป็นบางกะพ้อม วัดมีอุโบสถไม้ วิหารพระพุทธบาทจำลอง กุฏิ ศาลาการเปรียญ และต่อมาได้รับวิสุงคามสีมาใน พ.ศ. 2471 ตำนานชื่อวัดเป็นเรื่องเล่ากำเนิดชุมชน ส่วนสิ่งก่อสร้างเก่าหลายอย่างมีมาก่อนหลวงพ่อคง มิใช่ผลงานที่ท่านสร้างขึ้นทั้งหมด
ผลงานของหลวงพ่อคงคือการรับช่วงวัดที่ชำรุดแล้วฟื้นฟูให้กลับเป็นศูนย์กลางศาสนา ท่านบูรณะถาวรวัตถุ อาศัยความรู้ด้านไม้ ปูนปั้น การเขียนลาย และการสร้างพระพุทธรูปในการควบคุมหรือทำงานด้วยตนเอง วัดยังมีวิหารประตูวงกลมแบบจีน ภาพปูนปั้นเรื่องรอยพระพุทธบาท รอยพระพุทธบาทสี่รอย พระไสยาสน์ และรูปหล่อหลวงพ่อคง สิ่งเหล่านี้มีทั้งมรดกเดิม งานบูรณะ และอนุสรณ์รุ่นหลัง จึงสะท้อนประวัติของวัดหลายยุค มิใช่งานก่อสร้างของหลวงพ่อคงเพียงรูปเดียว
งานปกครองและวัตรปฏิบัติ
ด้านการปกครอง มีข้อมูลว่าท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลบางกะพ้อมและพระอุปัชฌาย์ใน พ.ศ. 2464 โดยประวัติที่ถ่ายทอดจากงานเขียนของเฉลียว จันทรทรัพย์ยังระบุใบตราตั้งที่ 3/2464 ลงวันที่ 5 มกราคม 2464 ขณะที่อีกสายหนึ่งระบุว่าท่านเป็นเจ้าคณะตำบลตั้งแต่ พ.ศ. 2455 อาจเป็นไปได้ว่าตำแหน่งเจ้าคณะตำบลกับพระอุปัชฌาย์เกิดคนละปี หรืออาจมีการคัดปีคลาดเคลื่อน จึงต้องตรวจใบตราตั้งเดิม เมื่อเป็นพระอุปัชฌาย์แล้ว มีผู้มาขอบวชจำนวนมาก และมีพระอาจารย์ปล้อง พรหมฺสโร กับอาจารย์เกิด คันธวิเล ช่วยทำหน้าที่กรรมวาจาจารย์และอนุสาวนาจารย์ตามประวัติสายศิษย์
แม้มีภาระบริหารวัดและบวชกุลบุตร ตำนานวัตรปฏิบัติกล่าวว่าในเดือน 4 ของทุกปีท่านจะปักกลดอยู่ในป่าช้าข้างวัดประมาณหนึ่งเดือน เรียกว่า “รุกขมูลข้างวัด” เพื่อกลับมาฝึกจิตหลังเกี่ยวข้องกับงานทางโลกเกือบตลอดปี คำบอกเล่าของศิษย์ยังพรรณนาว่าท่านต้อนรับคนทุกฐานะอย่างเสมอกัน ไม่ประจบผู้มีอำนาจหรือเศรษฐี และไม่ทอดทิ้งคนยากจน คุณเภา ศกุนตะสุต ศิษย์ที่ได้รับการอุปสมบทจากท่าน เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวจำนวนมากสู่วงการหนังสือพระเครื่อง คำบอกเล่าเหล่านี้ยังรักษาภาพการปฏิบัติตนและการต้อนรับผู้คนของท่านไว้
สายศิษย์และการศึกษา
ศิษย์ของท่านมิได้ทำงานอยู่เฉพาะบางกะพ้อม ประวัติวัดที่สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเผยแพร่เล่าว่า เมื่อวัดจุฬามณีทรุดโทรม ชาวบ้านขอให้หลวงพ่อคงส่งพระมาปกครอง ท่านจึงส่งหลวงพ่อแช่ม โสฬส ผู้ผ่านการอบรมจากท่านไปฟื้นฟูวัด ประวัติเดียวกันระบุว่าหลวงพ่อเนื่อง โกวิโทเป็นศิษย์ทั้งหลวงพ่อคงและหลวงพ่อแช่ม มิใช่เพียงสายสืบทอดข้ามรุ่น
ประวัติที่วัดจุฬามณีเผยแพร่ระบุว่าหลวงพ่อเนื่องอุปสมบทเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 โดยหลวงพ่อคงเป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อแช่มเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์ปล้องเป็นพระอนุสาวนาจารย์ พร้อมกล่าวถึงการเรียนกรรมฐานและพุทธาคมกับครูเหล่านี้ ความเกี่ยวข้องจึงมีทั้งบทบาทในพิธีบวชและการศึกษาภายหลัง
อีกตัวอย่างคือหลวงพ่อสาย สุมังคโล ประวัติรุ่นหลังกล่าวว่าท่านเรียนปริยัติ กรรมฐานและวิทยาคมกับหลวงพ่อคง พร้อมช่วยงานเลขานุการและดูแลวัด รวมถึงงานเหรียญรูปเหมือน เมื่อ พ.ศ. 2483 จึงได้รับอนุญาตให้ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดจันทร์เจริญสุข เรื่องนี้ยังต้องเทียบเอกสารวัด แต่แสดงภาพการเรียนควบคู่กับการทำงานรับใช้ครู
ประวัติหลวงพ่อสายยังเล่าว่า หลังสอบนักธรรมตรี โท และเอกได้ ท่านสอนนักธรรมที่วัดบางกะพ้อมและสอนเด็กประถมที่วัดนางวังเป็นครั้งคราว เมื่อไปปกครองวัดจันทร์เจริญสุขใน พ.ศ. 2483 ท่านเริ่มโรงเรียนประชาบาลโดยใช้ศาลาวัดเป็นที่เรียน งานนี้เป็นผลงานของหลวงพ่อสาย มิใช่การตั้งโรงเรียนโดยหลวงพ่อคงเอง
เหรียญรูปเหมือน พ.ศ. 2484
เหรียญปั๊มรูปเหมือนรุ่นแรก พ.ศ. 2484 เป็นวัตถุมงคลสำคัญที่สร้างขณะท่านยังมีชีวิต ประวัติวงการระบุว่า พระยาศรีสุรสงคราม (เปลื้อง ดิลกโยธิน) พบหลวงพ่อคงในพิธีมหาพุทธาภิเษกที่วัดราชบพิธเมื่อ พ.ศ. 2481 แล้วเกิดศรัทธา จึงขออนุญาตสร้างเหรียญบูชาพระคุณในวาระอายุ 77 ปี เหรียญเป็นทองแดงรมดำ รูปไข่ หูเชื่อม ด้านหน้าเป็นรูปครึ่งองค์หน้าตรง ข้อความรอบขอบว่า “พระอุปัชฌาย์คง วัดบางกะพ้อม ชนมายุ ๗๗ ปี พ.ศ.๒๔๘๔” และมีตราดอกจันทน์ ด้านหลังเป็นยันต์ห้าหรือหัวใจพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ มีอุณาโลมสามตัว อักขระบาลีสี่แถว และคำว่า “ลาภ ผล พูน ทวี” กับ “ศิษย์สร้างบูชาพระคุณของหลวงพ่อ”
จำนวนที่วงการกล่าวกันคือ 3,000 เหรียญ แบ่งเป็นขอบหยักหรือขอบสตางค์ราว 200 เหรียญ และขอบนูนธรรมดา 2,800 เหรียญ มีเรื่องว่าผสมชนวนจากพิธีวัดราชบพิธ พ.ศ. 2481 หลวงพ่อคงลงอักขระบนแผ่นโลหะและปลุกเสกตลอดไตรมาส อีกสายหนึ่งกล่าวว่ารายได้จากการทำบุญเหรียญนำไปสร้างวัดแถบพระนครศรีอยุธยา ผู้ทำบุญสี่บาทได้รับหนึ่งเหรียญ แม้รายละเอียดเหล่านี้ปรากฏซ้ำในหลายบทความ แต่ยังไม่มีบัญชีสร้างเหรียญ เอกสารของพระยาศรีสุรสงคราม หรือบันทึกวัดร่วมสมัยมายืนยัน การมีขอบสองชนิดยังต้องตรวจจากตัวอย่างมาตรฐาน ไม่ควรตัดสินแท้เก๊จากชื่อขอบเพียงจุดเดียว
บั้นปลายและวัตถุอนุสรณ์
ช่วงบั้นปลายท่านยังทำงานช่างพระพุทธรูป ทั้งที่มีอาการอาพาธเรื้อรัง วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2486 ประวัติที่ละเอียดระบุว่าท่านอยู่บนร่างร้านสูงราวสามวาที่วัดแหลนหาย กำลังตกแต่งพระขนงของพระประธานองค์ใหม่ หรือเพิ่งสวมพระเกตุเสร็จ เมื่อเกิดอาการหน้ามืด ท่านประคองสติและวางมือในท่านั่งสมาธิก่อนมรณภาพอย่างสงบ ศิษย์เห็นท่านนิ่งนานจึงขึ้นไปประคองร่างลงมา บางบทความรุ่นหลังตัดชื่อวัดแหลนหายออก ทำให้ผู้อ่านอาจเข้าใจว่าเหตุเกิดที่วัดบางกะพ้อม สถานที่ตามเรื่องเล่าที่ระบุชื่อชัดคือวัดแหลนหาย ส่วนอาการมรณภาพเป็นคำบอกเล่าของศิษย์ที่ยังต้องเทียบกับอนุสรณ์งานศพ ท่านมีอายุเต็มประมาณ 78 ปี และครองสมณเพศ 58 พรรษา
หลังมรณภาพ พระอาจารย์ปล้องหรือหลวงพ่อปล้อง เจ้าอาวาสผู้สืบต่อ จัดสร้างเหรียญ พ.ศ. 2486 สำหรับงานศพ ต่อมาวงการเรียกว่า “เหรียญปาดตาล” จากเรื่องเล่าว่าผู้ครอบครองถูกทดลองด้วยมีดปาดตาลแต่ไม่เกิดบาดแผล ชื่อดังกล่าวเป็นชื่อที่เกิดจากประสบการณ์เล่าภายหลัง ไม่ใช่หลักฐานว่าหลวงพ่อคงตั้งชื่อรุ่นด้วยตนเอง ที่สำคัญ เหรียญนี้สร้างหลังวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2486 จึงเป็นเหรียญอนุสรณ์หลังมรณภาพ ไม่ใช่งานที่ท่านสร้างหรือปลุกเสกด้วยตนเอง แม้พิธีอาจมีศิษย์ในสายของท่านร่วมก็ตาม
เรื่องเล่าในหมู่ผู้ศรัทธา
นอกจากเหรียญแล้ว ในสายศิษย์ยังกล่าวถึงตะกรุด ลูกอม ผ้าประเจียด ธงมหาระงับ ถุง สีผึ้ง และการลงกระหม่อม เล่ากันว่าหลวงพ่อคงไม่ยอมให้ผู้รับวัตถุมงคลนำไปใช้ปล้นหรือเบียดเบียนผู้อื่น หากทำผิดท่านจะเรียกของกลับหรือสั่งให้นำไปทิ้ง ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังมีเรื่องบ้านที่ปักธงรอดจากระเบิด และไม่มีเครื่องบินผ่านเหนือวัดระหว่างงานศพ ผู้ศรัทธาเล่าถึงเหตุการณ์เหล่านี้ว่าเป็นความคุ้มครองของหลวงพ่อ เรื่องเล่าดังกล่าวไม่ควรนำไปเป็นเหตุให้ทดลองวัตถุมงคลด้วยอาวุธ
ตามเรื่องที่ไช้ ไทรอนุกูลถ่ายทอด หลวงพ่อคงให้สายมงคลแก่เศรษฐีใกล้ตายเพื่อรอญาติมาลา แต่ครอบครัวไม่ยอมคืน ผู้ป่วยจึงทรมานต่อ จนมีชายชุดแดงมาขอความช่วยเหลือ เมื่อท่านนำสายออก เศรษฐีจึงสิ้นใจ เรื่องนี้สืบต่อกันในหมู่ผู้ศรัทธา มิใช่วิธียืดชีวิตที่นำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้
ยังมีเรื่องเล่าครั้งที่หลวงพ่อคงจะไปราชบุรี แม้มีคนทักว่าเรือผ่านไปแล้ว ท่านกลับบอกว่ายังทัน เล่ากันว่าเรือลำนั้นเครื่องเสียและลอยตามน้ำกลับมาถึงท่าที่ท่านรออยู่ พอท่านลงเรือ เครื่องยนต์ก็กลับเดินได้ ผู้โดยสารจึงพากันประหลาดใจว่าท่านรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า
ชื่อเสียงที่สืบต่อมา
คำว่า “จาด จง คง อี๋” รวมนามพระเกจิสี่รูปที่ผู้คนจดจำจากยุคสงครามอินโดจีนและสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วน “เบญจภาคีเหรียญคณาจารย์” สะท้อนคุณค่าที่นักสะสมให้กับเหรียญ พ.ศ. 2484 ทั้งสองอย่างมิใช่คณะหรือระบบรับรองที่หลวงพ่อคงตั้งขึ้น งานบูรณะวัด สายศิษย์ และเรื่องศรัทธาทำให้ชื่อของท่านสืบต่อหลังมรณภาพ ขณะที่ราคาและชื่อเสียงของเหรียญยังไม่อาจใช้แทนการตรวจวัตถุแต่ละชิ้น