หลวงพ่ออี๋กับวัดริมทะเล
หลวงพ่ออี๋ พุทฺธสโร หรือพระครูวรเวทมุนี เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดสัตหีบ จังหวัดชลบุรี นักสะสมภาษาจีนใช้ชื่อ 龍婆夷 และ 龍婆依 ส่วนชื่อวัดพบรูปเขียน 瓦薩達喜 ชื่อของท่านผูกพันกับปลัดขิก ทั้งยังอยู่ในประวัติวัดริมทะเล โรงเรียน และเรื่องเล่าที่ชาวบ้านถ่ายทอดต่อกันมา
ท่านมีนามเดิมว่า อี๋ ทองขำ เป็นบุตรของนายขำและนางเอียง เกิดวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2408 หรือ ค.ศ. 1865 มีถิ่นกำเนิดที่สัตหีบในภาคตะวันออก ต่อมาท่านกลับมาสร้างวัดและดูแลกิจการวัดที่บ้านเกิดเป็นเวลานาน ชีวิตของท่านจึงผูกพันกับผู้คนในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด ซึ่งช่วยให้เข้าใจความเคารพที่ชุมชนมีต่อท่าน
การอุปสมบทและครูอาจารย์
หลวงพ่ออี๋อุปสมบทที่วัดอ่างศิลานอก ได้รับฉายาว่า พุทฺธสโร โดยมีพระอธิการจั่น จนฺทสโร วัดเสม็ด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ทิมเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์แดงเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ทั้งสามตำแหน่งมีหน้าที่ต่างกันในพิธีอุปสมบท จึงควรแยกบทบาทเหล่านี้ออกจากการเป็นครูผู้ถ่ายทอดวิชาเฉพาะด้าน
อายุเมื่ออุปสมบทยังมีข้อมูลต่างกัน เอกสารการศึกษาท้องถิ่นระบุว่า 25 ปี ขณะที่บทความรวบรวมประวัติพระเกจิระบุ พ.ศ. 2431 เมื่ออายุ 23 ปี ความแตกต่างนี้มีผลต่อการนับพรรษาด้วย จึงยังไม่ควรถือชุดตัวเลขใดเป็นข้อยุติโดยไม่มีข้อสงสัย
ประวัติกล่าวถึงการเรียนพระธรรมวินัย ศาสนพิธี สมาธิ และการธุดงค์ รวมถึงการศึกษากับหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ยหรือวัดคลองด่าน ซึ่งมีชื่อเสียงด้านเครื่องรางเขี้ยวเสือ ไม่ใช่หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ส่วนช่วงหกพรรษาแรกนั้น แต่ละฉบับระบุครูผู้ที่ท่านอยู่ศึกษาด้วยไม่ตรงกัน
ตามคำเล่าที่อ้างถึงพระอาจารย์แง คณะพระพบงูจงอางจะเข้าฉกใกล้เขมร เล่ากันว่าหลวงพ่ออี๋เพ่งมองจนมันแข็งและล้มลง แต่ไม่ได้ตาย
สร้างวัดและสนับสนุนการศึกษา
ใน พ.ศ. 2442 หลวงพ่ออี๋ร่วมกับชาวบ้านสร้างและพัฒนาวัดสัตหีบ ก่อนเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก วัดมิได้มีบทบาทเฉพาะการประกอบศาสนพิธี แต่ค่อย ๆ เป็นพื้นที่การศึกษาของชุมชนด้วย เอกสารท้องถิ่นจึงกล่าวถึงท่านในฐานะผู้มีส่วนสำคัญต่อวัดและโรงเรียน ไม่ได้บันทึกเฉพาะชื่อเสียงด้านเครื่องรางหรือวิทยาคม
ข้อมูลท่องเที่ยวท้องถิ่นของสัตหีบอีกฉบับเล่ารายละเอียดการสร้างวัดไว้ในช่วง พ.ศ. 2450–2451 โดยระบุว่าบิดาของหลวงพ่ออี๋เข้าไปขอพระบรมราชานุญาตสร้างวัดใน พ.ศ. 2450 แล้วหลวงพ่ออี๋ บิดา และชาวบ้านช่วยกันหาไม้ในท้องถิ่นทำเสาและฝา พร้อมนำดินเหนียวจากบางปะกงมาเผาเป็นกระเบื้องมุงหลังคา หน้าเดียวกันกล่าวว่างานส่วนใหญ่เสร็จภายในห้าปี ส่วนอุโบสถ วิหาร และศาลาการเปรียญสร้างภายหลัง เรื่องเล่านี้จึงไม่ตรงกับปี 2442 ข้างต้น และเก็บไว้เป็นอีกฉบับของความทรงจำท้องถิ่น
โรงเรียนในวัดมีชื่อว่า โรงเรียนบั๊กเส็งเศรษฐนุกูล โดยขุนเจริญพานิช หรือเส็ง มั่งมี และญาติมิตรร่วมงานก่อสร้าง ต่อมาโรงเรียนย้ายออกไปและพัฒนาเป็นโรงเรียนบ้านสัตหีบ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าโรงเรียนบ้านนา หนังสือเรียนท้องถิ่นยังบันทึกการใช้ศาลาธรรมประสพเป็นห้องสมุด งานการศึกษาจึงเกิดจากความร่วมมือของพระสงฆ์กับชุมชน ทั้งผู้สร้างอาคาร ผู้บริจาค และผู้ทำหน้าที่สอน
ประวัติเล่าว่าโรงเรียนเริ่มสอนในอาคารมุงจากภายในวัดเมื่อ พ.ศ. 2466 ต่อมาเรือนรับรองงานศพที่สร้างใน พ.ศ. 2471 ได้รับเงินจากเส็ง มั่งมี และญาติมิตรให้ปรับเป็นห้องเรียน เมื่อเปิดอาคารใหม่ใน พ.ศ. 2472 หลวงพ่ออี๋เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ อาคารที่เดิมใช้ในงานชั่วคราวจึงกลายเป็นสถานที่เรียนของเด็กในชุมชน
เมื่อมีนักเรียนมากขึ้น โรงเรียนจึงหาพื้นที่ใหม่เพื่อขยาย ตามประวัติ นายใช้และนางผิว มั่งมี บริจาคที่ดินทางตะวันออกของชุมชน กระทรวงศึกษาธิการกับทหารเรือร่วมออกทุนสร้างอาคาร บริเวณรอบโรงเรียนยังเป็นทุ่งนา ชาวบ้านจึงเรียกว่าโรงเรียนบ้านนา ก่อนใช้ชื่อโรงเรียนบ้านสัตหีบในเวลาต่อมา อย่างไรก็ดี ปีที่บริจาคที่ดินยังมีทั้ง พ.ศ. 2483 และ 2484 จึงยังสรุปไม่ได้
งานโรงเรียนยังมีครูผู้รับผิดชอบโดยตรง ตามประวัติ นายสันต์ ศิริมาก เป็นครูใหญ่เมื่อเริ่มสอนในวัด เปิดตั้งแต่ชั้นเตรียมประถมศึกษาถึงประถมศึกษาปีที่ 4 ส่วนโรงเรียนบ้านสัตหีบในเวลาต่อมามีนายอังกาย อินทราคมเป็นครูใหญ่คนแรก
ในท้องถิ่นยังมีโรงเรียนสัตหีบซึ่งชื่อใกล้เคียงกัน ประวัติของโรงเรียนแห่งนี้ระบุว่าเริ่มขึ้นที่แหลมเทียนเมื่อ พ.ศ. 2479 เพื่อสอนบุตรหลานข้าราชการ ลูกจ้าง และคนงานของกองทัพเรือที่ย้ายมาสัตหีบ ก่อนจดทะเบียนในปีถัดมาในชื่อโรงเรียนสถานีทหารเรือสัตหีบ สายประวัตินี้ต่างจากโรงเรียนในวัดของหลวงพ่ออี๋ที่พัฒนามาเป็นโรงเรียนบ้านสัตหีบ
นอกจากกิจการวัดแล้ว ท่านยังมีหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ ใน พ.ศ. 2467 ได้เป็นเจ้าคณะตำบลสัตหีบและพระอุปัชฌาย์ ต่อมาใน พ.ศ. 2484 ได้รับสมณศักดิ์ที่พระครูวรเวทมุนี พร้อมหน้าที่เจ้าคณะแขวงกิ่งอำเภอสัตหีบ ตำแหน่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการดูแลวัดและพระสงฆ์ ต่างจากคำยกย่องที่วงการสะสมใช้เรียกท่านในภายหลัง
ศรัทธาของชาวทะเลและเรื่องเล่ายามสงคราม
ข่าวรำลึกของกองทัพเรือกล่าวถึงศิษย์และผู้ศรัทธาซึ่งมีทั้งทหารเรือและชาวประมง ตลอดจนความเกี่ยวข้องกับกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์เมื่อเสด็จมาประทับที่วัดเพื่อพิจารณาที่ตั้งกองทัพเรือ เมื่อมองจากพื้นเพของชุมชน เรื่องการคุ้มครองการเดินเรือจึงสะท้อนความหวังให้ปลอดภัยและความไว้วางใจในหลวงพ่อของผู้ที่หาเลี้ยงชีพทางทะเล
เรื่องเรือล่มที่มีผู้ถ่ายทอดจากพระครูศรีสัตคุณเล่าว่า ท่านประสบเหตุใกล้ศรีราชา เมื่อหมดแรงจึงระลึกถึงหลวงพ่ออี๋และรู้สึกคล้ายมีผู้ประคองตัวไว้ ราวหกชั่วโมงต่อมา นายสง่า เจ้าของเรือประมง ช่วยท่านขึ้นจากน้ำ ฝ่ายนายสง่าเล่าว่าเห็นพระอยู่เหนือผิวน้ำจึงแล่นเรือไปทางนั้น เรื่องนี้จึงมีทั้งความทรงจำของผู้รอดชีวิตและคำบอกเล่าของผู้ช่วยเหลือ
พระครูศรีสัตคุณเล่าว่ามาอยู่วัดตั้งแต่อายุเจ็ดถึงแปดขวบ หลังบิดาเลี้ยงเชื่อว่าหายป่วยด้วยยาและพิธีของหลวงพ่อ จึงให้วาดภาพไว้บูชาและส่งเด็กมารับใช้ท่าน
เรื่องเล่ายามสงครามกล่าวถึงการปกป้องบ้านเกิดของท่าน สัตหีบเป็นพื้นที่สำคัญทางทหาร ชาวบ้านที่หวาดกลัวการโจมตีทางอากาศต่างยึดหลวงพ่ออี๋เป็นที่พึ่ง ตามเรื่องที่เล่าสืบกันมา ระเบิดที่คุกคามเป้าหมายบนบกบางลูกไม่ทำงาน บางลูกตกลงทะเล ผู้ศรัทธาเชื่อว่าบารมีของหลวงพ่อช่วยให้พวกเขาผ่านภัยมาได้
วัตถุมงคลและการถ่ายทอดวิชา
วงการพระเครื่องมักเอ่ยนามท่านร่วมกับพระเกจิอีกสามรูปว่า “จาด จง คง อี๋” เป็นคำเรียกที่แพร่หลาย ไม่ใช่ชื่อองค์กรที่ทั้งสี่รูปร่วมกันก่อตั้ง วัตถุมงคลที่เกี่ยวข้องกับหลวงพ่ออี๋มีทั้งเหรียญ พระปิดตา พระสาม พระสี่ ปลัดขิก ตะกรุด และเสื้อยันต์ แต่ละประเภทมีประเด็นเรื่องยุค วัสดุและพิมพ์ที่ต้องพิจารณา จึงบอกที่มาของวัตถุจากชื่อพระเพียงอย่างเดียวไม่ได้
งานด้านการศึกษายังปรากฏในเหรียญที่วงการสะสมเรียกว่า รุ่นสร้างโรงเรียน พ.ศ. 2483 ซึ่งมีทั้งรูปไข่และทรงกลม คำอธิบายเหรียญรูปไข่ระบุว่าเป็นเนื้อทองแดง ด้านหน้าเป็นรูปท่านครึ่งองค์หันข้าง มีข้อความเรื่องสร้างโรงเรียนและเลขปี 83 รอบขอบ ส่วนด้านหลังเป็นยันต์ ชื่อรุ่นช่วยให้เห็นความเกี่ยวข้องกับการศึกษา แต่ยังไม่พอจะระบุว่าเป็นงานเดียวกับการย้ายโรงเรียนครั้งใด
ตำนานปลัดขิกฉบับหนึ่งเล่าว่า ระหว่างธุดงค์ หลวงพ่ออี๋พบปลัดขิกเคลื่อนไหวอยู่ในน้ำแต่จับไม่ได้ เมื่อได้รับคำแนะนำจากชายชรา จึงให้หญิงสาวช่วยนำขึ้นมาได้หนึ่งตัว เรื่องเล่าต่อว่าท่านทำจำลอง 108 ตัว แล้วเลือกตัวที่กระโดดได้ไกลที่สุดเป็นจ่าฝูง
บทความรวบรวมสายวิชาระบุอาจารย์บรรจบและหลวงตาจำเนียร สุขรุ่ง ในกลุ่มผู้ช่วยลงอักขระและสืบทอดการทำปลัดขิก และกล่าวถึงหลวงพ่อทองอยู่ วัดบางเสร่ ว่าเคยมาศึกษากับท่าน รายชื่อเหล่านี้เป็นเบาะแสที่ควรเก็บไว้ แต่ช่วงเวลาและขอบเขตการเรียนต้องเทียบกับประวัติของแต่ละท่าน ไม่ควรขยายความจากการเคยเรียนให้กลายเป็นการรับสืบทอดครบทุกวิชา
ประวัติของหลวงพ่อทองอยู่ จันทสาโร ให้รายละเอียดการเรียนชัดขึ้น โดยระบุว่าท่านศึกษาสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานและการสร้างปลัดขิกกับหลวงพ่ออี๋ ทั้งยังไปเรียนกับครูอาจารย์อื่นด้วย ชีวิตของศิษย์รูปนี้จึงแสดงถึงการถ่ายทอดทั้งแนวภาวนาและวิชาวัตถุมงคลระหว่างวัดชายทะเล
อีกสายหนึ่งไปถึงหลวงพ่อกี๋ วัดหูช้าง จังหวัดนนทบุรี ประวัติเล่าว่า หลังอุปสมบทและจำพรรษาที่วัดสองพรรษา ท่านออกธุดงค์แสวงหาความสงบเพื่อภาวนา ระหว่างนั้นได้พบหลวงพ่ออี๋และเรียนเคล็ดการสร้างปลัดขิก ต่อมาท่านถ่ายทอดให้หลวงพ่อตี๋ผู้เป็นหลานแท้ ๆ มีคำเล่าว่าเมื่อสอนเขียนยันต์ ท่านถึงกับจับมือศิษย์ให้เขียนตาม
การศึกษาวัตถุมงคลต้องแยกของที่สร้างเพื่อระลึกถึงท่านออกจากของที่ท่านร่วมสร้างหรืออธิษฐานจิตขณะมีชีวิต แม้ระบุ พ.ศ. 2489 ก็ยังต้องดูเดือนและวันประกอบพิธี ภาพถ่าย บัตรรับรอง หรือเรื่องประสบการณ์เพียงอย่างเดียว ไม่อาจทดแทนหลักฐานลำดับเวลาของการสร้างได้
ปัจฉิมวัยและการรำลึก
ข้อมูลกองทัพเรือระบุว่าหลวงพ่ออี๋มรณภาพด้วยโรคฝีที่คอ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2489 หรือ ค.ศ. 1946 อายุ 80 ปี หากคำนวณจากวันเกิดข้างต้นจะได้ 80 ปี 354 วัน ส่วนประวัติท้องถิ่นเล่าถึงการจากไปในท่านั่งสมาธิ รายละเอียดของช่วงสุดท้ายในฉบับต่าง ๆ ยังไม่ตรงกันทั้งหมด จึงไม่ยึดเวลานาทีใดนาทีหนึ่งเป็นข้อยุติ
เรื่องเล่าถึงคืนสุดท้ายอีกฉบับให้ภาพชัดขึ้นว่า หลวงพ่ออี๋ขอให้พระที่เฝ้าพยาบาลประคองขึ้นนั่งตัวตรง แล้วเข้าสมาธิ เล่ากันว่าไม้กระดานที่พิงผนังล้มลง และกระจกบานตู้ซึ่งอยู่ห่างไปหลายเมตรก็หลุดแตก เมื่อทุกคนหายตกใจและหันกลับมาดู จึงพบว่าท่านนั่งสงบสิ้นลมหายใจแล้ว เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องปัจฉิมวัยที่ถ่ายทอดกันในหมู่ศิษย์
วัดและผู้ศรัทธายังคงจัดงานรำลึกต่อมา กองทัพเรือบันทึกพิธีครบรอบ 77 ปีที่จัดขึ้นวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2566 วันดังกล่าวเป็นวันจัดงานในปีนั้น แยกจากวันมรณภาพ 20 กันยายน แม้เวลาผ่านไป ทหารเรือและชาวบ้านก็ยังแสดงความเคารพต่อพระเถระแห่งวัดริมทะเลผ่านงานรำลึก
วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2565 หรือ ค.ศ. 2022 สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชลบุรีร่วมพิธีมอบทุนการศึกษาสงเคราะห์วัดสัตหีบในวาระครบรอบ 76 ปีแห่งการมรณภาพแก่พระภิกษุสามเณรที่สอบได้ประโยคบาลีสนามหลวง และนักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดทุนทรัพย์ นี่เป็นงานสนับสนุนการศึกษาที่วัดและผู้สืบต่อดำเนินการในนามความทรงจำของท่าน ไม่ใช่หลักฐานว่าหลวงพ่ออี๋ตั้งหรือมอบทุนเหล่านี้ด้วยตนเองในสมัยมีชีวิต