หลวงพ่อเดิม การศึกษา สายศิษย์ งานสร้างวัด และเรื่องเล่ามีดหมอ
พระครูนิวาสธรรมขันธ์ ฉายา พุทฺธสโร หรือหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ เป็นเจ้าอาวาสผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดรูปหนึ่งในประวัติสมัยใหม่ของวัดหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ท่านเกิดในครอบครัวชาวนาที่บ้านหนองโพ บิดาชื่อเนียม มารดาชื่อภู่ นามสกุลภู่มณี พิพิธภัณฑ์และประวัติส่วนใหญ่ระบุวันเกิด 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2403 และมรณภาพ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2494 พิพิธภัณฑ์ระบุอายุ 91 ปี ขณะที่ประวัติบางฉบับเขียน 92 ปี และมีปีเกิด พ.ศ. 2404 อีกสำนวนหนึ่ง ตัวเลขจึงยังไม่ลงรอยกัน การเทียบวันเกิดกับปฏิทินเดิมและข้อแตกต่างเรื่องอายุยังต้องอาศัยเอกสารเก่าเพิ่มเติม
ประวัติเล่าว่าเด็กชายเดิมเคยได้รับการศึกษาพื้นฐานที่วัดหนองโพ เด็กชนบทในสมัยนั้นมักเรียนอ่านเขียน บทสวด และธรรมเนียมจากวัด ชีวิตวัยเด็กของท่านจึงผูกพันกับสถานที่ที่จะรับใช้ในเวลาต่อมา ส่วนที่มาของชื่อ “เดิม” มีต่างสำนวน งานวิจัยอธิบายว่าเป็นบุตรชายคนแรก ขณะที่เรื่องเล่าอีกสำนวนกล่าวว่า เมื่อมารดาสูญเสียทารกคนหนึ่ง นางทำเครื่องหมายที่ฝ่าเท้าลูกไว้ ครั้นตั้งครรภ์และคลอดอีกครั้ง เด็กคนใหม่กลับมีรอยเดียวกัน ครอบครัวจึงเชื่อว่าลูกคนเดิมกลับมา
การอุปสมบทและการศึกษา
วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2423 ท่านอุปสมบท ณ วัดเขาแก้ว อำเภอพยุหะคีรี ได้รับฉายาว่า “พุทฺธสโร” ประวัติระบุว่า หลวงพ่อแก้ว วัดอินทารามหรือวัดใน เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเงิน หรือพระครูพยุหานุศาสก์ วัดพระปรางค์เหลือง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และหลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลังบวชกลับมาจำพรรษาที่วัดหนองโพ เนื่องจากสมัยฆราวาสไม่ได้เรียนในระบบยาวนาน ประวัติกล่าวว่าท่านตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรม พระวินัย และคัมภีร์ราวเจ็ดพรรษา จนมีความสามารถด้านการเทศน์
เส้นทางการศึกษายังมีครูอีกหลายท่าน บทความวิจัยปี พ.ศ. 2566 ระบุว่าหลวงตาชมที่วัดหนองโพสอนภาษาบาลีและพระปริยัติธรรม อาจารย์แย้มผู้เป็นฆราวาสที่วัดสระทะเลสอนพระปริยัติธรรมขั้นสูง ส่วนพระอาจารย์นุ่ม วัดเขาทอง สอนการเทศน์และอ่านคัมภีร์ใบลาน ความสามารถในการเทศน์ของท่านจึงมีพื้นฐานจากการเรียนคัมภีร์ที่สะสมมาเป็นลำดับ
เรื่องหนึ่งที่เล่าซ้ำในประวัติท้องถิ่นคือ ท่านเลิกเดินทางเทศน์รับกัณฑ์ เพราะเห็นว่ามัวแต่สอนคนอื่นและรับปัจจัย แต่ยังไม่ได้สอนตนเองให้เพียงพอ จึงหันมาฝึกตนเข้มข้นขึ้น ด้านครูบาอาจารย์ มีข้อมูลว่าเรียนอักขระกับนายพัน ชูพันธ์ ต่อมาเรียนพระปริยัติธรรมกับหลวงพ่อมี วัดบ้านบน และวิปัสสนากับหลวงพ่อเงิน วัดพระปรางค์เหลือง ประวัติยังกล่าวว่าท่านฝึกวิปัสสนากับหลวงพ่อแก้วผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ และเรียนกรรมฐาน คาถาอาคม รวมถึงการปลุกเสกเครื่องรางกับหลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล
อีกเรื่องเล่าหนึ่งกล่าวถึงการเล่นแร่แปรธาตุ หลวงพ่อเดิมใช้กำลังสมาธิจากกสิณทดลองกับโลหะ โดยมีศิษย์ช่วยเผาถ่านและสูบไฟ เล่ากันว่าท่านทำให้โลหะกลายเป็นทองได้ เมื่อเข้าใจวิธีแล้วและเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะทำต่อ ท่านจึงวางมือ
การพัฒนาวัดและการศึกษาของชุมชน
พ.ศ. 2435 ท่านรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหนองโพและยังมีบทบาทในกิจการวัดจนมรณภาพใน พ.ศ. 2494 ช่วงปลายชีวิตมีศิษย์ช่วยงานและรับช่วงบริหาร ส่วนวันส่งมอบตำแหน่งทางการยังต้องตรวจสอบ งานระยะแรกมีทั้งศาลาการเปรียญ กุฏิไม้กระดาน อุโบสถ เจดีย์ กำแพง และการขุดขยายสระน้ำหลายครั้ง บ้านหนองโพอยู่บนที่ดอนและประสบปัญหาขาดน้ำในฤดูแล้ง สระวัดจึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานของพระและชาวบ้าน ไม่ใช่เพียงภูมิทัศน์ เมื่อรถไฟสายเหนือและสถานีหนองโพทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น ผู้คนจากถิ่นไกลก็เดินทางมาวัดมากขึ้น วัดชนบทจึงค่อย ๆ กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของภาคเหนือตอนล่าง
ประวัติอุโบสถระบุว่า พ.ศ. 2458 หลวงพ่อเดิมรื้ออาคารเก่าแล้วสร้างใหม่ด้วยอิฐและปูน ใช้เงิน 8,000 บาท ส่วนการบูรณะใน พ.ศ. 2535 และ 2551 เป็นงานหลังท่านมรณภาพ จึงแยกจากการก่อสร้างในสมัยที่ท่านยังมีชีวิต
การศึกษาเป็นงานหลักอีกด้านหนึ่ง ท่านสืบปณิธานของหลวงพ่อเฒ่า (รอด) ปฐมสมภารวัดหนองโพ จัดให้มีการเรียนหนังสือในวัด ว่าจ้างครูจากภายนอกและจ่ายเงินเดือน ข้อมูลวิจัยบันทึกจำนวนเดือนละ 40 บาท นอกจากนี้ยังเปิดให้เด็กเลือกฝึกปี่พาทย์ ระนาด ฆ้อง และลิเกตามความถนัด ผู้ที่ไม่ถนัดด้านหนังสือหรือดนตรีอาจช่วยดูแลช้างม้าของวัด วัดจึงทำหน้าที่พร้อมกันทั้งโรงเรียน แหล่งฝึกอาชีพ และศูนย์วัฒนธรรม ก่อนการศึกษาของรัฐจะเข้าถึงชนบทอย่างทั่วถึง
งานวิจัยวัฒนธรรมท้องถิ่นระบุว่า นอกจากงานที่วัดหนองโพแล้ว หลวงพ่อเดิมยังช่วยก่อสร้างหรือบูรณะวัดมากกว่าสามสิบแห่ง ท่านทำงานร่วมกับช่างจีนและช่างมอญ มักอยู่จนงานช่วงสำคัญแล้วเสร็จจึงกลับวัด เงินบริจาคและแรงงานของผู้ร่วมบุญนำไปใช้กับอาคาร แหล่งน้ำ การศึกษา และสิ่งอำนวยประโยชน์แก่ชุมชน จำนวนกว่าสามสิบแห่งเป็นยอดรวมในงานวิจัย ส่วนลำดับงานของแต่ละวัดยังไม่ได้รวบรวมครบถ้วน
ศิษย์และการเดินทางสร้างวัด
ท่านเองก็มีศิษย์หลายรูป พิพิธภัณฑ์แห่งพุทธปัญญาระบุชื่อหลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม และหลวงพ่อเชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ ว่าเคยมาขอศึกษาพุทธาคมกับท่าน ประวัติย่อนี้ยังไม่ได้แจกแจงช่วงเวลาที่ศิษย์แต่ละรูปมาเรียนและวิชาที่ได้รับทั้งหมด
ลุงเอี่ยมเล่าว่า เมื่อออกเดินทางไปสร้างหรือบูรณะวัด หลวงพ่อเดิมขี่ช้าง หลวงพ่อกันขี่ม้าขาว ส่วนหลวงพ่อช้อย วัดหัวงิ้ว ขี่ม้าสีน้ำตาลแดงมาสมทบตามเส้นทาง ครูและศิษย์จึงร่วมเดินทางไปช่วยงานตามวัดต่าง ๆ
สำหรับการสืบงานที่วัดหนองโพ หลวงพ่อน้อยเป็นบุคคลสำคัญ มีบันทึกเล่าว่าท่านเป็นศิษย์และเจ้าอาวาสผู้รับช่วงต่อ ทั้งยังช่วยจารใต้ฐานรูปเหมือนเมื่อหลวงพ่อเดิมชราภาพ อีกตอนหนึ่งกล่าวถึงรูปบูชาที่ท่านจัดสร้างใน พ.ศ. 2516 และบรรจุอัฐิหลวงพ่อเดิมไว้ใต้ฐาน จึงเป็นงานอนุสรณ์หลังมรณภาพ ไม่ใช่ของที่หลวงพ่อเดิมสร้างเองขณะมีชีวิต
สมณศักดิ์และปัจฉิมวัย
วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2457 ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระครูนิวาสธรรมขันธ์” และมีหน้าที่รองเจ้าคณะแขวงเมืองนครสวรรค์ พ.ศ. 2462 มีข้อมูลว่าได้รับตราตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ประวัติท้องถิ่นเล่าว่าศิษย์ไปรับสัญญาบัตรกับพัดยศกลับมาอย่างยินดี แต่ท่านยังขอให้เรียกตามเดิมว่า “หลวงพ่อเดิม”
ในช่วงสิบกว่าปีท้าย ขาของท่านอ่อนแรง การลุกนั่งต้องมีผู้ช่วยและการเดินทางใช้คานหามหรือเกวียน แต่ยังมีผู้มานิมนต์ไปงานก่อสร้างและงานบุญอย่างต่อเนื่อง ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2494 ประวัติของพิพิธภัณฑ์แห่งพุทธปัญญาระบุ 71 พรรษา ส่วนบทความวิจัยระบุ 70 พรรษา จึงยังมีสองสำนวน พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อเดิมในวัดแบ่งเป็นห้าโซน นำเสนอเรื่องชุมชนโบราณและไทย–จีน งานวัด การศึกษา สาธารณประโยชน์ ความทรงจำหลังมรณภาพ และคลังตำรา มีภาพถ่าย พัดยศ หีบศพ รูปหล่อ เหรียญ มีดหมอ ผ้ายันต์ งาแกะ ตะกรุด สีผึ้ง และสมุดไทยดำ
คลังตำรายังเก็บร่องรอยสายสืบทอดที่เก่ากว่าสมัยหลวงพ่อเดิม คำอธิบายนิทรรศการของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมกล่าวถึงตำรายา ตำราเรียน คาถาอาคม และคัมภีร์พุทธศาสนา มีเรื่องเล่าว่าหลวงพ่อเฒ่า (รอด) ปฐมสมภารเคยเป็นทหารในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก่อนบวช และนำคัมภีร์เหล่านี้มาด้วย จึงไม่ใช่ตำราที่หลวงพ่อเดิมเขียนเองทั้งหมด
เล่ากันว่าในวันที่หลวงพ่อเดิมมรณภาพ ช้างที่ทำงานอยู่ในป่ากลับไม่ยอมทำงานต่อ พากันมุ่งหน้ากลับวัดและไม่ยอมกินอาหาร ขณะนั้นท่านอาพาธหนักแล้ว เมื่อหลวงพ่อหลับตาภาวนา ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นเมตตาครั้งสุดท้ายที่ท่านมอบให้หนองโพ เพื่อไม่ให้หมู่บ้านต้องอดน้ำ
ประวัติปัจฉิมวัยระบุว่าท่านกลับจากงานก่อสร้างที่วัดอินทารามเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2494 และบันทึกวันพระราชทานเพลิงศพเป็นวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2495 อีกสำนวนหนึ่งให้วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2494 เป็นวันพระราชทานเพลิง แต่ข้อความอีกตอนในฉบับเดียวกันระบุว่าเป็นวันทำบุญครบหนึ่งร้อยวัน และยังเก็บศพรอพระราชทานเพลิง วันพิธีที่แน่นอนจึงยังต้องตรวจสอบกับหลักฐานเก่า
มีดหมอและการถ่ายทอดในครอบครัว
วัตถุที่ทำให้ชื่อหลวงพ่อเดิมเป็นที่รู้จักกว้างที่สุดคือ “มีดหมอ” ในสายนี้หมายถึงศาสตราวุธเชิงพิธีกรรมที่มีอักขระ มวลสาร พิธี และข้อปฏิบัติ ไม่ใช่มีดใช้สอยทั่วไป ใบมีด ด้าม ฝัก ขนาด โลหะ รอยจาร ของบรรจุ และผู้ทำงานช่างอาจแตกต่างกัน ประวัติกล่าวถึงการตีเหล็ก การทำด้ามงาหรือประดับมุกโดยช่างที่เกี่ยวข้องกับวัด ชื่อเรียกตลาดอย่าง “มีดด้ามม้า” หรือ “มีดหมอสาริกา” ไม่สามารถชี้ปีได้เอง ต้องเทียบวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ภาพเก่า และสายที่มาที่น่าเชื่อถือ บทความประวัติระบุด้วยว่าท่านเรียนวิชามีดหมอจากหลวงพ่อขำ วัดเขาแก้ว
มีดหมอยังสืบต่อกันภายในครอบครัว พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร นายตำรวจเกษียณ เล่าว่าบิดาบวชที่วัดหนองโพเมื่อหลวงพ่อเดิมยังมีชีวิต ได้เรียนวิชาและช่วยปลุกเสกมีด ก่อนมอบมีดพร้อมถ่ายทอดวิชาให้บุตร ความเกี่ยวข้องของท่านเรวัชจึงผ่านบิดา ไม่ใช่การเป็นศิษย์โดยตรงของหลวงพ่อเดิม
พิพิธภัณฑ์ยืนยันว่ามีของดั้งเดิมสมัยหลวงพ่ออยู่จริง แต่ไม่ได้รับรองมีดหรือพระทุกชิ้นที่ตลาดติดชื่อท่าน ที่มาของวัตถุมีหลายระดับ ได้แก่ของสมัยท่านที่มีเลขหรือประวัติพิพิธภัณฑ์ ของที่ปรากฏในสิ่งพิมพ์เก่าหรือกรุเก่า รุ่นอนุสรณ์หลังมรณภาพ และของตลาดที่ยังไม่มีที่มา เหรียญ พ.ศ. 2482 รูปหล่อ แหวน ตะกรุด ผ้ายันต์ และวัตถุประเภทอื่นมักถูกยกเป็นรุ่นสำคัญ แต่ผู้จัดสร้าง โรงงาน แม่พิมพ์ และพิธีของแต่ละรุ่นยังต้องมีหน้าวิจัยเฉพาะ
สิงห์งาแกะเป็นอีกหมวดที่มีชื่อเสียง แบ่งย่อยตามแผงคอ ปาก โครงสร้าง และจำนวน “ขวัญ” การศึกษางาเก่าที่วัดเก็บรักษาและมีประวัติ ไม่เหมือนการซื้อขายงาสมัยใหม่ที่ไม่ทราบที่มา รายการใดจะเผยแพร่ต้องตรวจชนิดวัสดุ อายุ สายการครอบครอง กฎหมายไทย กฎหมายประเทศปลายทาง และข้อกำหนดการค้าระหว่างประเทศ หากพิสูจน์แหล่งที่มาถูกกฎหมายไม่ได้ ไม่ควรเปิดให้ซื้อขาย การอ้างประวัติศาสตร์ไม่ใช่ข้อยกเว้นสำหรับการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย
อนุสรณ์ของคนรุ่นหลัง
สิ่งที่เห็นในวัดปัจจุบันบางส่วนเป็นงานของคนรุ่นหลัง บันทึกการเยี่ยมชม ระบุว่าเจดีย์ที่จัดพิพิธภัณฑ์สร้างใน พ.ศ. 2553 ส่วนมีดหมอยักษ์ชื่อ “จักรนารายณ์” สร้างใน พ.ศ. 2555 หนัก 2,555 กิโลกรัม เป็นการขยายรูปเครื่องประกอบพิธีให้กลายเป็นอนุสรณ์ขนาดใหญ่เพื่อระลึกถึงท่าน ไม่ใช่มีดที่หลวงพ่อเดิมเคยใช้เมื่อยังมีชีวิต
ในท้องถิ่นมีเรื่องเล่าถึงความใกล้ชิดระหว่างหลวงพ่อเดิมกับช้างและการสื่อสารกับสัตว์ ผู้ศรัทธายังนับถือมีดหมอและเครื่องรางของท่านในด้านขับสิ่งไม่ดี แคล้วคลาด และคุ้มครองตัว พิพิธภัณฑ์ของวัดนำความเมตตาต่อมนุษย์และสัตว์มาเป็นหัวข้อจัดแสดง เก็บรักษาความทรงจำเหล่านี้ไว้ ความคุ้มครองในเรื่องเล่าเป็นคติศรัทธา ไม่ใช่หลักประกันว่าจะไม่บาดเจ็บจากอาวุธ ส่วนอายุและที่มาของวัตถุต้องพิจารณาจากพิมพ์ วัสดุ ฝีมือ และประวัติการครอบครองแยกต่างหาก