หลวงพ่อฉุยกับกรรมฐานและการศึกษาของเมืองเพชร
พระสุวรรณมุนี นรสีห์ธรรมทายาท สังฆปาโมกข์ (ฉุย สุขภิกฺขุ) เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดคงคารามวรวิหารและอดีตเจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี ผู้มีบทบาททั้งด้านการปฏิบัติวิปัสสนา การปกครองคณะสงฆ์ การศึกษาของเยาวชน และการสร้างถาวรวัตถุสำคัญของเมืองเพชร ชื่อของท่านในปัจจุบันมักถูกกล่าวถึงผ่านเหรียญรูปเหมือน พ.ศ. 2465 ขณะที่ผลงานซึ่งสืบต่อมาถึงปัจจุบันยังรวมถึงโรงเรียนคงคาราม สายประวัติของโรงเรียนพรหมานุสรณ์ และมณฑปฝีมือช่างเมืองเพชรภายในวัดคงคารามด้วย
ครอบครัวและการอุปสมบท
ประวัติฉบับที่ให้รายละเอียดมากระบุว่า ท่านมีนามเดิมว่า ฉุย ยังอยู่ดี เกิดเมื่อวันเสาร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2401 ที่บ้านสะพานช้าง ตำบลต้นมะม่วง แขวงคลองกระแชง เมืองเพชรบุรี โยมบิดาชื่อ นง โยมมารดาชื่อ นก และท่านเป็นบุตรคนโตในจำนวนพี่น้องห้าคน ฐานข้อมูลท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีหน้าหนึ่งพิมพ์ปีเกิดเป็น พ.ศ. 2410 แต่ปีดังกล่าวขัดกับวันที่อุปสมบท พ.ศ. 2421 เมื่ออายุครบบวช ตลอดจนขัดกับปีนักษัตรและประวัติสายอื่นที่ระบุ พ.ศ. 2401 พ.ศ. 2401 จึงสอดคล้องกับลำดับชีวิตมากกว่า ส่วน พ.ศ. 2410 ยังเป็นข้อมูลต่างสำนวนที่ต้องอาศัยทะเบียนเก่ามาช่วยตรวจสอบ
เมื่อมีอายุครบบวช ท่านอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดคงคารามเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2421 โดยมีพระพิศาลสมณกิจ (สิน) เจ้าอาวาสวัดคงคารามเป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดอบ วัดคงคารามเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์ครุฑ วัดมหาธาตุเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “สุขภิกฺขุ” หลังอุปสมบทท่านอยู่ศึกษาที่วัดคงคาราม เรียนอักขรวิธี ภาษาไทย ภาษาบาลี บทสวดเจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน และพระปาติโมกข์ ก่อนศึกษาทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระอย่างจริงจัง ชื่อฉายาที่พบในหนังสือรุ่นหลังมีทั้ง สุขภิกขุ สุขะ และสุโข แต่รายการหนังสืองานศพ พ.ศ. 2467 ใช้ “สุขภิกฺขุ” ซึ่งเป็นรูปเต็มที่ใช้ในประวัตินี้
การภาวนาในป่าช้าและครูกรรมฐาน
ด้านวิปัสสนา ท่านศึกษากับพระอาจารย์ครุฑ วัดมหาธาตุ ซึ่งเป็นพระอนุสาวนาจารย์ของท่านเอง ประวัติที่ถ่ายทอดในสายวัดและศิษย์เล่าว่า ท่านเร่งความเพียรติดต่อกันเจ็ดพรรษา เคยได้รับการทดสอบให้นั่งภาวนาในป่าช้าท้ายวัดตั้งแต่ค่ำจนรุ่ง และเมื่ออาจารย์เห็นว่ากำลังสมาธิมั่นคงแล้วจึงให้กลับไปสอนศิษย์ในสำนักของตน เรื่องเล่านี้กล่าวว่าเป็นการทดสอบความกล้าและกำลังใจ และอาจารย์รู้ความก้าวหน้าของศิษย์ด้วยฌาน เรื่องการภาวนาในป่าช้ายังคงเล่าต่อกันในสายครู ส่วนชื่อเสียงด้านวิปัสสนาตั้งแต่ครั้งท่านยังมีชีวิตนั้นปรากฏในข้อความคำนำหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพที่ถ่ายทอดต่อมาระบุว่า สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงรู้จักและนับถือท่านมานาน ทรงกล่าวถึงความเรียบร้อยมั่นคงในพระธรรมวินัย การเป็นอาจารย์วิปัสสนา และการมีศิษย์มากในเมืองเพชรบุรี อีกทั้งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสก็ทรงยกย่องวัตรปฏิบัติของท่าน
ศิษย์และการสืบต่อคำสอน
ศิษย์ที่มีชื่อในประวัติคือหลวงพ่อแดง รตฺโต วัดเขาบันไดอิฐ บทความประวัติ ระบุหลวงพ่อฉุยเป็นครูของท่าน และถ่ายทอดความทรงจำของสุเมธเกี่ยวกับความเคารพครูและการพกเหรียญอาจารย์ติดย่าม ความสัมพันธ์นี้มิได้หมายความว่าหลวงพ่อแดงมีครูเพียงรูปเดียว เพราะประวัติยังกล่าวถึงอาจารย์เปลี่ยนและหลวงพ่อแช่มด้วย
อีกองค์หนึ่งคือหลวงพ่อแฉ่ง วัดคงคาราม ประวัติรุ่นหลังเล่าว่าท่านย้ายมาเรียนกรรมฐาน ช่วยหลวงพ่อฉุยซ่อมเสนาสนะ และสอนกรรมฐานต่อหลังครูมรณภาพ ท่านเป็นคนละองค์กับหลวงพ่อแฉ่ง วัดปากอ่าวบางตะบูน อย่างไรก็ดี ปีในบทความมีความขัดกัน จึงยังไม่อาจยืนยันทุกวันที่ระบุไว้
โรงเรียนวัดและการศึกษาท้องถิ่น
งานด้านการศึกษาของหลวงพ่อฉุยมีร่องรอยชัดในประวัติท้องถิ่น ตั้งแต่ พ.ศ. 2444 มีผู้มาฝึกวิปัสสนาและเรียนหนังสือไทยที่วัดคงคารามเป็นจำนวนมาก ท่านจึงสอนด้วยตนเองและหาครูมาช่วย จนพัฒนาขึ้นเป็นโรงเรียนบำรุงไทย การกระทำนี้สะท้อนบทบาทของวัดในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการเรียนอักขรวิธีแบบสำนักวัดไปสู่ระบบโรงเรียนสมัยใหม่ จากครูผู้สอนเพียงรูปเดียวสู่การจัดหาครูมาช่วยอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ประวัติการศึกษาท้องถิ่นอีกสำนวนระบุการรับไว้ในความดูแลของรัฐใน พ.ศ. 2455 โดยหลวงชำนาญวรวัจน์ (ตาบ ผลาชีวะ) ข้าหลวงตรวจการศึกษาของกระทรวงธรรมการมาตรวจราชการ แล้วให้กิจการโรงเรียนอยู่ในความควบคุมของรัฐ พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนตัวอย่างประจำจังหวัดเพชรบุรี (วัดคงคาราม)” ต่อมาหลังสมัยของท่าน ระบบโรงเรียนมีการย้าย แยก และเปลี่ยนชื่ออีกหลายครั้ง จนเชื่อมโยงกับทั้งโรงเรียนพรหมานุสรณ์จังหวัดเพชรบุรีและโรงเรียนคงคารามในปัจจุบัน การย้ายสถานที่หลัง พ.ศ. 2497 เกิดขึ้นเมื่อท่านมรณภาพไปแล้วหลายปี เป็นการพัฒนาของสถาบันในยุคต่อมา
ประวัติโรงเรียนยังเล่าว่า เมื่อโรงเรียนวัดพลับพลาชัยหยุดกิจการ นักเรียนได้ย้ายมาเรียนรวมกับโรงเรียนบำรุงไทย แผนพัฒนาของโรงเรียนพรหมานุสรณ์ระบุปีที่ยกเป็นโรงเรียนรัฐบาลว่า พ.ศ. 2454 และปีที่ใช้ชื่อพรหมานุสรณ์ว่า พ.ศ. 2499 ขณะที่ประวัติโรงเรียนคงคารามระบุการรับไว้ในอุปถัมภ์ของรัฐบาลเป็น พ.ศ. 2445 จึงต่างจากสำนวนที่ให้ปี 2455 ข้างต้น ปีที่รับโอนในระยะแรกยังต้องเทียบกับเอกสารราชการเดิม
เมื่อโรงเรียนเดิมย้ายออกไป คณะศิษย์เก่าได้จัดตั้งโรงเรียนคงคารามขึ้นในพื้นที่วัดเดิม ประวัติของโรงเรียนระบุการแยกกิจการนี้ใน พ.ศ. 2498 โดยเริ่มเป็นโรงเรียนราษฎร์ ก่อนโอนให้รัฐบาลอีกครั้งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2525 ทั้งการย้ายและการโอนครั้งหลังเป็นงานสืบต่อภายหลังหลวงพ่อฉุยมรณภาพ มิใช่กิจการที่ท่านดำเนินการด้วยตนเอง
สมณศักดิ์และการปกครองสงฆ์
ด้านสมณศักดิ์และการปกครอง ประวัติที่อ้างประกาศราชกิจจานุเบกษาระบุว่า วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2450 ท่านได้รับพระราชทานสัญญาบัตรที่พระครูสุวรรณมุนี และดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี ประกาศลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 126 ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 24 ต่อมาเมื่อพระพิศาลสมณกิจ (ริด) มีคำสั่งให้ย้ายไปวัดชนะสงคราม ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดคงคารามและเจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2460 มีประกาศวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2460 เล่ม 34 หน้า 521 แหล่งข่าวบางแห่งสรุปว่าปีเดียวกันท่านได้รับสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นโทในราชทินนาม “พระสุวรรณมุนี นรสีห์ธรรมทายาท สังฆปาโมกข์” อย่างไรก็ดี การสะกดราชทินนามในแหล่งออนไลน์มีทั้ง นรสีห์ นรสีห และนรสิงห์ ข้อมูลวันแต่งตั้งและชั้นสมณศักดิ์ยังต้องเทียบกับราชกิจจานุเบกษาฉบับเต็ม โดยเฉพาะคำว่า “ชั้นโท” ซึ่งต่างจากคำเรียกในภาพข่าวมรณภาพที่มีผู้เผยแพร่
หนังสือประวัติวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเรียงหลวงพ่อฉุยเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ 4 ของวัดคงคาราม ระหว่าง พ.ศ. 2460–2466 โดยสองรูปก่อนหน้าคือพระพิศาลสมณกิจ (สิน) พ.ศ. 2404–2448 และพระพิศาลสมณกิจ (ริด) พ.ศ. 2449–2459 รายชื่อนี้แสดงตำแหน่งของท่านในลำดับการสืบต่อเจ้าอาวาสของวัดด้วย
มณฑปและครอบครัวช่าง
นอกจากการศึกษาและการปกครองแล้ว หลวงพ่อฉุยยังเป็นผู้อำนวยการสร้างมณฑปสำคัญของวัดคงคารามเมื่อ พ.ศ. 2458 เพื่อประดิษฐานพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดาจำลอง ข้อมูลสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบรรยายว่าเป็นอาคารทรงสูงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีมุขสี่ด้าน หลังคาลดห้าชั้น ก่ออิฐถือปูน ยกพื้นและมีระเบียงโดยรอบ เครื่องบนเป็นไม้ ประดับช่อฟ้า ใบระกา งานลงรักปิดทอง และกระจกสี ขุนศรีวังยศ (ขันธ์ เกิดแสงสี) มีส่วนออกแบบและทำงานจำหลักไม้ ส่วนงานปูนปั้นช่องคูหาเป็นฝีมือช่างแป๋ว บำรุงพุทธ หน้าบันยังใช้ลายประกอบพัดยศของหลวงพ่อฉุยตั้งแต่ฐานานุกรมชั้นต้นจนถึงพระสุวรรณมุนี ทำให้อาคารเป็นทั้งพุทธสถานและหลักฐานงานช่างเมืองเพชร
มณฑปที่เห็นในปัจจุบันผ่านการบูรณะครั้งใหญ่ มิได้คงวัสดุเดิมทุกชิ้นไว้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ข้อมูลวัฒนธรรมระบุการบูรณะใน พ.ศ. 2517 และการรื้อสร้างใหม่ในตำแหน่งเดิมเมื่อ พ.ศ. 2532 โดยรักษารูปแบบเก่าและยกพื้นสูงขึ้นประมาณ 4.5 เมตร งานบางส่วน เช่น หัวนาค ช่องลม ประตู และเครื่องไม้ จึงมีการเปลี่ยนวัสดุหรือสร้างใหม่ อาคารวันนี้จึงสืบรูปแบบและความทรงจำจากสมัยหลวงพ่อฉุย แต่ไม่ใช่วัสดุทุกชิ้นที่เหลือจาก พ.ศ. 2458 โดยไม่เคยเปลี่ยน
งานช่างของวัดยังสืบต่อผ่านครอบครัวศิษย์ด้วย ข้อมูลบุคคลท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีระบุว่า ประเสริฐ บิดาของช่างประสม สุสุทธิ เป็นศิษย์ผู้รับใช้ใกล้ชิดหลวงพ่อฉุย ต่อมาประสมช่วยงานบูรณะและออกแบบสิ่งก่อสร้างของวัดอยู่เสมอ ความผูกพันนี้จึงเป็นเรื่องของบิดาผู้รับใช้ครูกับบุตรที่ช่วยดูแลงานวัดในรุ่นต่อมา มิได้หมายความว่าประสมเคยเรียนวิชากับหลวงพ่อฉุยด้วยตนเอง
เหรียญรุ่นแรกและเรื่องเล่าในวงการสะสม
เหรียญปั๊มรูปเหมือนรุ่นแรก พ.ศ. 2465 เกิดขึ้นในบริบทการฉลองหรือระดมปัจจัยสำหรับมณฑป เหรียญเป็นรูปไข่ค่อนข้างใหญ่ ปั๊มด้วยทองแดง มีหูเชื่อมด้วยน้ำประสานเงิน ด้านหน้าเป็นรูปครึ่งองค์ ห่มจีวรลดไหล่ พาดผ้าสังฆาฏิ มีลายดอกไม้และโบล้อมรอบ ภายในโบมีข้อความแยกเป็น “พ.ศ.” “๖๕” “พระสุวร” และ “รณมุณี” แหล่งข่าวหลายแห่งกล่าวว่าแบบได้รับอิทธิพลจากเหรียญสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโรรส และทำโดยช่างหลวง แต่ยังไม่พบใบสั่งงานที่ระบุชื่อช่าง คำว่า “ช่างหลวง” จึงยังเป็นคำอธิบายในประวัติรุ่นหลัง ไม่ใช่หลักยืนยันแท้เก๊ด้วยตัวเอง
ด้านหลังเหรียญเป็นยันต์คล้ายกระบองไขว้ บรรจุอักขระหัวใจพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ “นะ โม พุท ธา ยะ” และมีอักขระ “สะ” อยู่กึ่งกลาง วงการพระเครื่องแบ่งแม่พิมพ์หลังเป็น “โมมีไส้” และ “โมไม่มีไส้” โดยพิจารณาเส้นขวางภายในตัวอักขระ “โม” ทางแถวซ้ายของยันต์ ทั้งสองแบบถือกันว่าเป็นรุ่น พ.ศ. 2465 ที่สร้างในช่วงชีวิตของท่าน มิใช่การแบ่งว่าแบบหนึ่งแท้และอีกแบบหนึ่งเก๊ เรื่องที่เล่ากันแพร่หลายว่าปั๊มจำนวน 5,000 เหรียญจนบล็อกแตกแล้วต้องแกะบล็อกใหม่ ปรากฏในสื่อร่วมสมัยบางแห่ง แต่บทความประวัติอีกสายระบุชัดว่าไม่มีการจดจำนวนสร้าง ดังนั้นจำนวน 5,000 และสาเหตุการเปลี่ยนบล็อกจึงยังเป็น “คำบอกเล่าวงการที่ยังขาดบัญชีร่วมสมัย”
คำว่า “หนึ่งในเบญจภาคีเหรียญ” หรือ “เหรียญอันดับหนึ่งเมืองเพชร” เป็นระบบคุณค่าที่วงการสะสมภายหลังใช้จัดกลุ่มความนิยม มิใช่ชื่อรุ่นหรือสถานะที่วัดประกาศใน พ.ศ. 2465 ส่วนเรื่องประสบการณ์ด้านเมตตา แคล้วคลาด คงกระพัน หรือคำบอกเล่าที่ว่าศิษย์สำคัญพกเหรียญไว้ติดย่าม เป็นความทรงจำและศรัทธาของผู้เล่า ไม่ใช่คำรับรองผล และใช้แทนการตรวจพิมพ์ โลหะ ขอบเหรียญ ร่องรอยการผลิต หรือประวัติการครอบครองไม่ได้
มรณภาพและงานพระราชทานเพลิงศพ
หลวงพ่อฉุยมรณภาพเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2466 บางแหล่งระบุว่าอาพาธด้วยโรคกระเพาะอาหารพิการ หากนับจากวันเกิด 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2401 จะมีอายุเต็ม 65 ปี ขณะที่การนับตามประเพณีอาจระบุ 66 ปี ส่วนพรรษาพบทั้ง 45 และ 46 หากนับฤดูจำพรรษาตั้งแต่ปีอุปสมบท 2421 ถึง 2466 รวมต้นและปลายจะได้ 46 ครั้ง ความต่างอาจมาจากวิธีบันทึกหรือการถ่ายทอดข้อความ แต่ยังไม่มีทะเบียนสงฆ์ที่จะชี้เหตุได้แน่นอน
ภาพข่าวมรณภาพที่ถ่ายทอดจากราชกิจจานุเบกษา ระบุว่าท่านมรณภาพวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2466 ด้วยโรคกระเพาะอาหารพิการ อายุ 66 ปี และใช้คำว่า “พระราชาคณะสามัญฝ่ายคันถธุระ” ต่างจากคำว่า “ชั้นโท” ในประวัติบางฉบับ ภาพที่ตรวจได้ยังเป็นภาพตัดจากการเผยแพร่ต่อ ต้องเทียบฉบับเต็มของทางราชการเพื่อยืนยันรายละเอียดการพิมพ์และบริบท
งานพระราชทานเพลิงศพจัดขึ้นใน พ.ศ. 2467 และมีการพิมพ์หนังสือที่ระลึกชื่อ “มิลินทปัญหา : ฉบับเจ้าปานเจ้าป้อม ครั้งกรุงศรีอยุธยา” โรงพิมพ์ทิพย์รัตน์ บัญชีห้องสมุดสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ระบุรูปเล่ม [11], 48 หน้า และภาพ 1 แผ่น พร้อมหมายเหตุชัดว่า พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระสุวรรณมุนี (ฉุย สุขภิกฺขุ) วัดคงคาราม เจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี เมื่อปีชวด พ.ศ. 2467 หน้าปกในของฉบับที่หอสมุดแห่งชาติเก็บรักษายังพิมพ์ราชทินนามเต็มว่า “พระสุวรรณมุนี นรสีห์ธรรมทายาท สังฆปาโมกข์” พร้อมชื่อ “ฉุย สุขภิกฺขุ” วัดคงคาราม และตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี โดยระบุชัดว่าพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพเมื่อปีชวด พ.ศ. 2467 จึงเทียบข้อมูลบัญชีหนังสือกับหน้าปกในของฉบับพิมพ์ได้ ส่วนคำนำ ประวัติ และภาพประกอบภายในยังต้องตรวจจากหนังสือทั้งเล่ม
วัตถุมงคลที่สร้างภายหลัง
เหรียญ พ.ศ. 2467 และรูปหล่อขนาดเท่าองค์จริงปรากฏในประวัติการสร้างว่าเป็นอนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ แต่รายละเอียดผู้รับผิดชอบต่างสำนวนกัน บางข้อมูลกล่าวถึงพระอาจารย์มงคล ส่วนบทความอีกฉบับโยงการจัดสร้างกับหลวงพ่อกรานต์ผู้เป็นเจ้าอาวาสรูปถัดมา และระบุหลวงพ่อมงคลมณีปัญญากับหลวงพ่อแฉงในคณะปลุกเสก วันที่สร้างรูปหล่อระบุเป็น 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2467 เหรียญรุ่นที่สองใช้เลข “๖๗” และมีรายละเอียดใบหน้าต่างจากรุ่น “๖๕” ต่อมายังมีรุ่นวัดบ้านไผ่ พ.ศ. 2512 รุ่นครบรอบ 50 ปี พ.ศ. 2516 และรุ่นย้อนยุคอีกหลายครั้ง รูปเหมือนที่คล้ายกันจึงไม่ได้หมายถึงปีสร้างหรือผู้ปลุกเสกคนเดียวกัน
เรื่องเล่าอีกสำนวนหนึ่งกล่าวว่าเหรียญรุ่นสองเริ่มปลุกเสกใน พ.ศ. 2466 ต่อมาใส่ไว้ในโลงและนำออกแจกใน พ.ศ. 2467 เรื่องนี้ต่างจากลำดับสร้างอนุสรณ์งานศพในประวัติภาษาไทย จึงไม่อาจรวมเป็นข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน งานที่เพิ่งสร้างหรือพิธีใน พ.ศ. 2467 ไม่อาจมีหลวงพ่อฉุยเป็นผู้ประกอบพิธีด้วยตนเอง ส่วนข้ออ้างว่าปลุกเสกมาก่อนต้องมีหลักฐานร่วมสมัยเพิ่มเติม
หลวงพ่อฉุยเชื่อมการเรียนในวัด กรรมฐาน การปกครองสงฆ์ และงานช่างของท้องถิ่นไว้ด้วยกัน โรงเรียนยังพัฒนาต่อหลังท่านมรณภาพ มณฑปผ่านการบูรณะแต่ยังเก็บความทรงจำทางศิลปกรรม ส่วนศิษย์นำคำสอนและภาพของครูส่งต่อไปอีกรุ่น เหรียญยอดนิยม เรื่องศรัทธา และงานที่ผู้คนร่วมกันบริจาค ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประวัตินี้ ที่มาของเรื่องเล่าและความต่างของเอกสารช่วยให้เห็นด้วยว่าศรัทธาสืบต่ออยู่ในสังคมท้องถิ่นอย่างไร