ครูบาจันต๊ะ อนาวิโล แห่งวัดหนองช้างคืน: อักษรล้านนา งานวัด และสายพระขุนแผน
ในตลาดพระเครื่องฮ่องกงและตลาดภาษาจีน ครูบาจันต๊ะ อนาวิโล มีชื่อถอดเสียงหลายแบบ เช่น 古巴陣得, 古巴詹達, 古巴占達 และ 古巴贊達 ชื่อเหล่านี้โดยทั่วไปหมายถึงพระสงฆ์เมืองลำพูนรูปเดียวกัน คือครูบาจันต๊ะแห่งวัดหนองช้างคืน ไม่ควรสับสนกับพระสงฆ์ภาคเหนือรูปอื่นที่มีชื่อใกล้กัน เช่น ครูบาจันตา จนฺโท วิธีตรวจตัวบุคคลที่ปลอดภัยที่สุดคือดูฉายา “อนาวิโล” ควบคู่กับชื่อวัดหนองช้างคืน
ชีวประวัติท้องถิ่นระบุว่า ท่านมีชื่อเดิมว่า จันต๊ะ เทพวรรณ เกิดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2468 ที่ตำบลหนองช้างคืน จังหวัดลำพูน บิดาชื่อเทพ มารดาชื่อปัน ครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรม และท่านเป็นบุตรคนโตในพี่น้องหกคน
เมื่อยังเด็ก ท่านเข้าเป็นเด็กวัดที่วัดหนองช้างคืน เรียนอักษรล้านนา คัมภีร์พระพุทธศาสนา และความรู้ทางศาสนาของท้องถิ่น ชีวประวัติมองว่าช่วงนี้เป็นพื้นฐานที่ทำให้ท่านอ่านเขียนอักษรธรรมล้านนาและอักขระยันต์ได้ในเวลาต่อมา วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2479 ท่านบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดหนองช้างคืน โดยชีวประวัติระบุว่าพระญาณมงคลแห่งวัดพระยืนเป็นพระอุปัชฌาย์ ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2487 ท่านอุปสมบท และสอบได้นักธรรมชั้นโทใน พ.ศ. 2494
ชีวประวัติที่เผยแพร่กว้างขวางมีจุดคลาดเคลื่อนเล็กน้อยเรื่องอายุ กล่าวคือระบุวันเดือนปีเกิดอย่างชัดเจน แต่บอกว่าท่านบรรพชาเมื่ออายุสิบสองปีและอุปสมบทเมื่ออายุยี่สิบปี หากนับจากวันที่ที่บันทึกไว้ อายุทั้งสองช่วงจะต่างกันอยู่หลายเดือน บทความนี้จึงรักษาวันที่ตามเอกสาร และถืออายุสิบสองกับยี่สิบว่าเป็นตัวเลขโดยประมาณ แทนที่จะแก้ปีเกิดโดยไม่มีหลักฐาน
วัดหนองช้างคืน ตั้งอยู่เลขที่ 31 หมู่ 4 ตำบลหนองช้างคืน อำเภอเมืองลำพูน ทะเบียนวัดทางการระบุว่าเป็นวัดราษฎร์สังกัดมหานิกาย ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2330 และได้รับวิสุงคามสีมาใน พ.ศ. 2474 ฐานข้อมูลสิ่งแวดล้อมศิลปกรรมระบุว่า ประเพณีท้องถิ่นสันนิษฐานว่าวัดอาจมีมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 18 แต่ย้ำว่ายังไม่พบหลักฐานการสร้างวัดโดยตรง ฐานข้อมูลเดียวกันบันทึกชื่อเดิมว่า “วัดหนองช้างฟืม” และมีการบูรณะเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2330
ใน พ.ศ. 2520 ครูบาจันต๊ะได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหนองช้างคืน ชีวประวัติท้องถิ่นกล่าวถึงการสร้างศาลาแสดงธรรม กุฏิ และการบูรณะอุโบสถ ท่านยังเป็นที่ยกย่องด้านการเทศน์มหาชาติกัณฑ์มัทรี ภาพนี้ทำให้เห็นชีวิตของท่านกว้างกว่าคำว่า “เกจิพระขุนแผน” เพราะก่อนจะเป็นชื่อที่วงการสะสมรู้จัก ท่านคือเจ้าอาวาส ผู้ศึกษาพระธรรม และนักเทศน์ที่ทำงานกับชุมชนวัดมาอย่างยาวนาน
รายชื่อครูบาอาจารย์ที่พบในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการรวบรวมภายหลังจากศิษย์และวงการสะสม ไม่ใช่ทะเบียนการศึกษาหรือสมุดรับวิชาในสมัยนั้น ข้อมูลดังกล่าวระบุว่า ท่านเรียนอักษรล้านนากับครูบาเสาร์ ปญฺโญ เรียนตะกรุดใบลานและการลงรักกับครูบาธรรมชัย ธมฺมชโย วัดประตูป่า และยังกล่าวถึงคำปัน นนฺทโก วัดน้ำโจ้ ครูบาจันต๊ะ จนฺโท วัดหัวฝาย และครูบาชุ่ม โพธิโก วัดวังมุย งานรวบรวมในวงการยังเอ่ยถึงหลวงพ่อสนิท อภิวฑฺฒโน วัดช้างคอง ตลอดจนครูในเครือวัดศรีดอนมูล วัดป่าคำ และวัดสันลีใหม่ รายชื่อเหล่านี้ช่วยให้เห็นเครือข่ายความรู้ของพระภาคเหนือ แต่ไม่อาจใช้ยืนยันที่มาของวิชาแต่ละอย่างหรือพระเครื่องแต่ละองค์ได้โดยลำพัง
วัตถุมงคลที่ทำให้ครูบาจันต๊ะเป็นที่รู้จักมากที่สุดในปัจจุบันคือพระขุนแผนเนื้อผง สูจิบัตรงานประกวดพระเครื่องไทยจัดพระขุนแผนรุ่นแรก พ.ศ. 2537 ไว้หลายพิมพ์ตามภาษาวงการ เช่น พิมพ์ผมสั้น ผมยาว ตาโปน และติ่งหูยาว ทั้งยังมีแบบปิดทอง แบบลง “มะ อะ อุ” ที่ด้านหลัง และแบบเคลือบผิวสีเข้มด้านหน้า คำบรรยายในวงการมักกล่าวถึงองค์พระทรงห้าเหลี่ยม พระประธานปางมารวิชัย และเส้นซุ้มหรือเปลวรัศมีโดยรอบ
นอกจากพระขุนแผน ยังมีการจัดหมวดพระขุนช้าง พระสังกัจจายน์ หลวงปู่ทวด พระทรงกลีบบัว พระปิดตา และตะกรุด พระผงยันต์ครอบจักรวาล พ.ศ. 2543 ก็มีหมวดแยกในสูจิบัตรสมัยใหม่ ข้อมูลตลาดบางชุดกล่าวถึงพระขุนช้าง พ.ศ. 2535 ว่าเป็นงานเนื้อผงยุคต้น และจัดพระขุนแผนรุ่นสอง พ.ศ. 2544 เป็นงานสำคัญปลายชีวิต อย่างไรก็ตาม ปี จำนวนสร้าง และส่วนผสมจำนวนมากมาจากบันทึกของวงการซึ่งไม่ตรงกันทั้งหมด จึงควรตรวจเทียบกับเอกสารวัด กล่องเดิม ใบรายการสร้าง และองค์มาตรฐานที่มีที่มาชัดเจน
สูตรมวลสารของพระเนื้อผงมีคำบอกเล่าหลายแบบ ทั้งเศษพระเก่า ผงอักขระ พืช และผงที่เชื่อมโยงกับครูบาอาจารย์รูปอื่น บางสำนวนมีรายละเอียดชวนตื่นเต้นหรือยากต่อการตรวจสอบ หลักฐานสาธารณะที่พบในการศึกษาครั้งนี้ยังไม่เพียงพอยืนยันสูตรทั้งหมด จึงควรจัดข้อมูลเหล่านี้เป็นธรรมเนียมคำบอกเล่าของวงการ ไม่ใช่บันทึกการผลิตที่ยืนยันแล้ว
วัตถุมงคลของท่านมีหลายชนิด และชนิดเดียวกันยังต่างกันตามปี รุ่น พิมพ์ สี ผิวเคลือบ ตรายาง ลายจาร และของฝัง การพิจารณาแท้ไม่อาจอาศัยเพียงความเก่าหรือการมีตราวัด บันทึกในวงการพบพระขุนแผนรุ่นแรกทั้งองค์ที่มีตราหรือลายจารด้านหลัง และองค์ที่ไม่มีทั้งสองอย่าง หากยกคุณลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเงื่อนไขบังคับของพระแท้ทุกองค์ ย่อมเสี่ยงต่อการวินิจฉัยผิด
การเปรียบเทียบควรเริ่มจากปี รุ่น และพิมพ์ แล้วตรวจรูปพระ ซุ้ม ยอดพระ ส่วนหู และเส้นขอบว่าตรงกับพิมพ์หรือไม่ เนื้อผง สี ผิวเคลือบ และความเก่าควรสัมพันธ์กัน ส่วนตราหลัง ลายจาร ตะกรุด หรือของฝังต้องเข้ากับรุ่นที่กล่าวอ้าง ขนาด น้ำหนัก ขอบ และร่องรอยการกดพิมพ์ก็ควรเทียบกับองค์มาตรฐานที่เชื่อถือได้ บัตรรับรอง เรื่องปาฏิหาริย์ และราคาสูง ไม่อาจแทนการตรวจวัตถุอย่างละเอียด
พระที่สร้างภายหลังมรณภาพเป็นอีกจุดที่ต้องแยกให้ชัด สูจิบัตรสมัยใหม่มีพระผงผสมอัฐิ พ.ศ. 2547 พระขุนแผนบารมีอนาวิโล พ.ศ. 2559 และ 2562 รวมถึงเหรียญที่ระลึก พ.ศ. 2562 ครูบาจันต๊ะมรณภาพตั้งแต่ พ.ศ. 2544 วัตถุเหล่านี้จึงควรเรียกว่ารุ่นที่ระลึก รุ่นที่วัดจัดสร้างภายหลัง หรือรุ่นอุทิศถวาย ไม่ควรเขียนว่าท่านสร้างหรือปลุกเสกด้วยตนเองเมื่อยังมีชีวิต
ชีวประวัติท้องถิ่นระบุว่า ครูบาจันต๊ะมรณภาพที่วัดหนองช้างคืน เวลา 12.45 น. วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 สิริอายุ 76 ปี 56 พรรษา เรื่องที่เล่ากันแพร่หลายที่สุดหลังมรณภาพคือผึ้งทำรังสิบเอ็ดรังบนหีบศพ และออกจากรังก่อนพิธีพระราชทานเพลิง บทความท้องถิ่นเมื่อ พ.ศ. 2561 ย้อนเล่าว่าเรื่องนี้เคยเป็นข่าวที่ผู้คนกล่าวถึง แต่ยังไม่พบต้นฉบับข่าวร่วมสมัยหรือหลักฐานที่ทำให้ตรวจสร้างเหตุการณ์ทั้งหมดได้อย่างอิสระ จึงควรรักษาไว้ในฐานะความทรงจำของศิษย์และชุมชน ไม่ใช่หลักฐานทดลองเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติ
ความสำคัญของครูบาจันต๊ะมิได้อยู่ที่ชื่อเสียงของพระขุนแผนรุ่นใดรุ่นหนึ่งเท่านั้น ชีวิตของท่านเชื่อมการเรียนอักษรล้านนา การศึกษาของคณะสงฆ์ การเทศน์มหาชาติ งานพัฒนาวัดชนบท และการเติบโตของวัฒนธรรมวัตถุมงคลภาคเหนือในปลายศตวรรษที่ยี่สิบ สำหรับผู้ศรัทธา พระเครื่องอาจเป็นสิ่งเตือนใจให้รักษาความซื่อสัตย์ เมตตา และวินัย ส่วนผู้สะสมควรแยกบุคคล วัด ปี พิมพ์ เนื้อ และภาษาตลาดภายหลังออกจากกัน คำโฆษณาอย่าง “สุดยอดพระขุนแผนภาคเหนือ” หรือ “เกจิด้านเมตตามหานิยม” เป็นเพียงมุมหนึ่งที่ตลาดเลือกนำเสนอ ภาพที่ครบกว่าคือพระล้านนาผู้เริ่มจากเด็กวัด สามเณร และผู้ศึกษาพระธรรม ก่อนเป็นเจ้าอาวาสยาวนาน และทิ้งมรดกซับซ้อนไว้ระหว่างวัด ชุมชน และวงการสะสม