กลับไปเกจิ

ครูบาศรีวิชัย สิริวิชโย

ครูบาเจ้าศรีวิชัยกับการปฏิบัติธรรมและงานพัฒนาล้านนา

ครูบาเจ้าศรีวิชัยกับการปฏิบัติธรรมและงานพัฒนาล้านนา

จากบ้านเกิดในลำพูนสู่ผู้คนทั่วล้านนา

ถนนขึ้นดอยสุเทพมักเป็นเรื่องแรกที่ทำให้นักสะสมชาวจีนรู้จักครูบาเจ้าศรีวิชัย แต่บ้านเกิดของท่านอยู่ที่อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และวัดหลักในชีวิตคือวัดบ้านปาง ในภาษาจีน ท่านมีชื่อว่า 古巴洗威猜 ส่วนวัดเรียกว่า 樾般傍 ชีวิตของท่านเชื่อมโยงวัด หมู่บ้าน และกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมหลายแห่ง จนผู้คนยกย่องเป็นนักบุญแห่งล้านนา

ท่านเกิดวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2421 หรือ ค.ศ. 1878 บิดาชื่อควาย มารดาชื่ออุสา เรื่องเล่าประวัติผูกชื่อวัยเด็กอย่างอินตาเฟือนและอ้ายฟ้าร้องเข้ากับพายุฝนในวันเกิด ส่วนเชื้อสายของครอบครัว บทความของวิทยาลัยสงฆ์ลำพูนอ้างงานศึกษาที่สืบฝ่ายบิดาถึงตระกูลหมอคล้องช้างชาวกะเหรี่ยงแดง ขณะที่ข้อมูลฝ่ายมารดายังมีหลายแนวทาง จึงไม่อาจสรุปด้วยชื่อชาติพันธุ์เพียงกลุ่มเดียว

คำสัมภาษณ์ที่นำมาเรียบเรียงในประวัติเล่าว่า เมื่อยังเด็กครูบาศรีวิชัยชอบเป่าขลุ่ย เล่นซึง และขับจ๊อยซอ อีกเรื่องหนึ่งเล่าว่าท่านสงสารสัตว์ที่ครอบครัวขังไว้เป็นอาหาร จึงแอบปล่อยไป อย่างไรก็ดี ญาติผู้ให้สัมภาษณ์บอกว่าไม่เคยได้ยินท่านเล่าเหตุการณ์นี้ด้วยตนเอง

การบวชและครูผู้ให้การศึกษา

เมื่ออายุ 18 ปี ท่านบรรพชาที่บ้านเกิดกับครูบาขัติยะ (古巴伽提雅) และอุปสมบทเมื่ออายุ 21 ปี ใน พ.ศ. 2442 ณ วัดบ้านโฮ่งหลวง โดยมีครูบาสมณะ (古巴宋瑪那) เป็นพระอุปัชฌาย์ ฉายาที่พบทั่วไปคือสิริวิชโย ขณะที่อีกแหล่งใช้สีวิเชยฺย ชื่อเหล่านี้กล่าวถึงพระเถระรูปเดียวกัน

หลังอุปสมบท ท่านเรียนกัมมัฏฐานกับครูบาอุปละแห่งวัดดอยแต ซึ่งในภาษาจีนมีชื่อว่า 古巴烏巴啦 ประวัติภาษาไทยยังกล่าวถึงการไปศึกษาที่วัดดอยคำ ก่อนกลับไปขอความรู้จากครูบาสมณะผู้เป็นพระอุปัชฌาย์อีกครั้ง

งานศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเล่าว่า ระหว่างถูกจำกัดบริเวณที่วัดพระธาตุหริภุญชัย ท่านได้เรียนอักษรธรรมล้านนาและงานช่างก่อสร้างกับครูบาคันธา ครูผู้นี้ยังมอบคัมภีร์พระเจ้าเลียบโลกให้อ่าน เรื่องพระพุทธองค์เสด็จไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ เป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งให้ท่านจาริกไปบูรณะศาสนสถานทั่วล้านนาในเวลาต่อมา

ประวัติกล่าวถึงการฉันมื้อเดียว ไม่สูบยาสูบและไม่เคี้ยวหมาก ส่วนการเริ่มงดเนื้อสัตว์มีเรื่องเล่าต่างกัน ฉบับหนึ่งกล่าวว่าท่านอาพาธหลังฉันเนื้อหลายครั้งจึงเปลี่ยนอาหาร ขณะที่คำบอกเล่าภาษาจีนระบุว่าท่านงดเนื้อตั้งแต่อุปสมบท แม้ช่วงเวลาไม่ตรงกัน แต่ทั้งสองฉบับต่างกล่าวถึงการไม่ฉันเนื้อสัตว์และความเป็นอยู่อันเรียบง่ายในเวลาต่อมา

การบูรณะวัดและการศึกษาในท้องถิ่น

หลังรับภาระดูแลวัดในบ้านเกิด ท่านชวนชาวบ้านสร้างวัดบนเนินเขาที่สงบกว่าเดิม เรื่องเล่าภาษาจีนเกี่ยวกับการย้ายวัดบ้านปางกล่าวว่า เทพผู้รักษาภูเขามอบลูกแก้วส่องแสงให้ท่านในความฝัน พร้อมชี้ว่าบนเขาเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม รุ่งเช้าท่านจึงขึ้นไปดูพื้นที่ แล้วกลับมาปรึกษาชาวบ้านเรื่องย้ายวัด

งานของท่านค่อย ๆ ขยายออกนอกหมู่บ้าน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชยกล่าวถึงวัดพระธาตุหริภุญชัยและวัดจามเทวีในลำพูนด้วย วัดเหล่านี้มีอยู่ก่อนแล้ว และครูบาศรีวิชัยได้เข้ามามีบทบาทในการบูรณะฟื้นฟูภายหลัง

ใน พ.ศ. 2467 ครูบาศรีวิชัยร่วมบูรณะวัดพระสิงห์ที่เชียงใหม่ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่บันทึกว่า ผู้ร่วมดำเนินงานยังมีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย และประชาชนในท้องถิ่น

เมื่อวิหารเดิมของวัดสวนดอกเสียหายจากพายุ ครูบาศรีวิชัยได้เป็นผู้นำการบูรณะ หนังสือศึกษาของสมาคมชาวลำพูนบันทึกงานระหว่าง พ.ศ. 2474–2475 ทั้งการสร้างวิหารหลวงขึ้นใหม่และการบูรณะพระธาตุของวัดเก่าแห่งนี้

คร่าวประวัติอีกตอนหนึ่งเล่าว่า ใน พ.ศ. 2463 ท่านทำบุญ 120 บาทให้วัดเก้าตื้อ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นวัดแยกต่างหาก โดยแบ่ง 20 บาทสำหรับบูรณะโรงเรียน และอีก 100 บาทสำหรับพระวิหาร การทำบุญครั้งนี้จึงครอบคลุมทั้งอาคารเรียนและศาสนสถาน

งานด้านการศึกษาของท่านยังรวมถึงการสร้างอาคารเรียน งานศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นระบุว่า ใน พ.ศ. 2477 ท่านสร้างโรงเรียนไม้ยกพื้นสูงที่บ้านห้วยทรายขาว อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ภายหลังองค์การบริหารส่วนตำบลสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสำหรับชั้นอนุบาลทับที่เดิม อาคารที่ใช้ในยุคหลังจึงไม่ใช่อาคารไม้ที่ท่านสร้าง

ประวัติท้องถิ่นยังอธิบายวิธีดำเนินงาน เมื่อได้รับนิมนต์ไปบูรณะวัด ท่านกับศิษย์จะพักอยู่ในพื้นที่ มีคณะกรรมการดูแลเงินบริจาค ส่วนท่านรับศรัทธาที่มาทำบุญ การอยู่เป็นประธานประจำงานเช่นนี้เรียกว่า “นั่งหนัก” เมื่องานเสร็จก็ย้ายไปแห่งถัดไป โดยไม่นำทรัพย์สินจากงานก่อนไปด้วย

นอกจากงานก่อสร้าง ท่านยังอุปถัมภ์การสร้างคัมภีร์ ชีวประวัติกล่าวถึงคัมภีร์ไม่น้อยกว่า 3,000 ผูก พร้อมค่าจาร โดยคำว่าผูกเป็นหน่วยรวมใบลาน ไม่ได้หมายถึงหนังสือต่างเรื่องกัน 3,000 เรื่อง

ถนนดอยสุเทพและเรื่องเทพบุตรเทพธิดา

ถนนขึ้นดอยสุเทพเริ่มสร้างวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2477 และเปิดใช้วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2478 ทำให้ผู้ขึ้นไปนมัสการพระธาตุมีทางเลือกนอกเหนือจากการเดินเท้า ครูบาศรีวิชัยเป็นศูนย์รวมศรัทธา ขณะที่งานจริงอาศัยทั้งผู้ลงแรง ผู้หาวัสดุ และผู้ดูแลความเป็นอยู่ของคนทำทาง

เรื่องเล่าการสร้างทางยังกล่าวถึงนิมิตที่ชีปะขาวนำทางท่าน แนวคิดของเส้นทางแสวงบุญนี้เชื่อมกับการบรรลุธรรมสี่ขั้น ตั้งแต่โสดาบันจนถึงอรหันต์ โดยมีวัดตามทางเป็นตัวแทนแต่ละขั้น แต่วัดที่แทนขั้นอนาคามียังไม่ทันได้สร้าง ท่านก็ต้องอธิกรณ์เสียก่อน แผนจึงไม่ได้สำเร็จครบทั้งหมด

ผู้มาช่วยแบ่งกันรับผิดชอบทางเป็นช่วง ๆ และผลัดเปลี่ยนกันมาทำงาน บางคนนอนค้างในช่วงทางที่ตนรับทำ พ่อค้าแม่ค้าในเมืองนึ่งข้าวและตำน้ำพริกเลี้ยงคนงาน ส่วนชาวไร่ชาวนาขนข้าวและพืชผลมาสมทบ ครูบาจึงให้สร้างยุ้งฉางสองหลังหน้าวัดศรีโสดาเพื่อเก็บเสบียง

มีเรื่องเล่าสืบมาถึงบทสนทนาในคราวสร้างทาง ครูบากล่าวว่างานใหญ่นี้ต้องมีเทพบุตรเทพธิดามาช่วย เมื่อมีผู้ถามว่าอยู่ที่ใด ท่านก็ชี้ไปยังชายหญิงที่มาร่วมงาน และบอกว่าผู้ที่จะช่วยงานมาถึงแล้ว

ผู้ร่วมงานคนสำคัญคือครูบาอภิชัยขาวปี ประวัติของท่านเล่าว่าได้เรียนหนังสือและบทสวดกับครูบาศรีวิชัย รวมทั้งฝึกงานช่างระหว่างติดตามช่วยก่อสร้าง ครั้นมีงานทำถนนขึ้นดอยสุเทพ ท่านก็นำศรัทธาชาวกะเหรี่ยงมาร่วมลงแรง

อีกผู้ร่วมงานคือครูบาชัยยะวงศาพัฒนาแห่งวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ซึ่งมีชื่อภาษาจีนว่า 古巴翁 หรือ 猜亞翁莎 ประวัติการสร้างถนนกล่าวถึงท่านเมื่อยังเป็นพระหนุ่มที่นำศรัทธาชาวกะเหรี่ยงมาร่วมแรง ท่านเป็นคนละรูปกับพระเถระอื่นที่มีชื่อถอดเสียงจีนคล้ายกัน โดยชื่อวัดช่วยระบุตัวท่านให้ชัดเจน

จารีตท้องถิ่นกับระเบียบการปกครองสงฆ์

ในช่วงชีวิตของครูบาศรีวิชัย คณะสงฆ์ล้านนากำลังเผชิญการจัดระเบียบจากส่วนกลาง จารีตการบวชที่ผูกอยู่กับกลุ่มวัดในท้องถิ่นต้องพบกับระบบแต่งตั้งและรับรองแบบใหม่ บทความของพิพิธภัณฑ์ชี้ว่า ข้อกำหนดให้พระอุปัชฌาย์มีตราตั้งเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้งยาวนาน

ใน พ.ศ. 2463 และ พ.ศ. 2478 ครูบาศรีวิชัยถูกส่งไปสอบสวนที่วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ เหตุการณ์เหล่านี้เกี่ยวพันกับอำนาจในการบวช การดูแลวัด และอิทธิพลของผู้นำศาสนาในท้องถิ่น ระหว่างที่ท่านเผชิญการสอบสวน ชาวบ้านยังคงเคารพศรัทธาท่าน

เรื่องราวช่วง พ.ศ. 2451–2453 กล่าวถึงข้อหาบวชให้ผู้อื่นโดยไม่ได้รับการรับรอง และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้ปกครองสงฆ์ท้องถิ่นที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ประวัติระบุว่าท่านถูกจำกัดบริเวณที่วัดพระธาตุหริภุญชัยหนึ่งปี คดียังดำเนินต่อมา จนได้รับอนุญาตให้กลับลำพูนใน พ.ศ. 2463 ศิษย์จึงจัดขบวนต้อนรับและพิธีบายศรีสู่ขวัญ

ในการสอบสวนช่วง พ.ศ. 2462–2463 ข่าวเล่าว่าท่านครอบครองดาบวิเศษจากพระอินทร์มาพร้อมข้อกล่าวหาว่าเป็นกบฏผีบุญ ท่านถูกสั่งให้ออกจากลำพูนภายในสิบห้าวัน เรื่องราวบรรยายว่ามีศิษย์จำนวนมากร่วมเดินทางไปรายงานตัว ก่อนท่านถูกจำกัดบริเวณที่เชียงใหม่และส่งต่อไปกรุงเทพฯ

ในคดีช่วง พ.ศ. 2478–2479 ข้อกล่าวหาที่มีต่อท่านยังรวมถึงการออกใบสุทธิและตราตั้งเอง การบูรณะโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากรและเปลี่ยนรูปแบบเดิม ตลอดจนการยุยงให้พระสงฆ์ออกจากระบบการปกครองของรัฐ

หลวงศรีประกาศเล่าย้อนว่า ขณะถูกกักตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ครูบาศรีวิชัยปรารภว่าจะไม่กลับเข้าเชียงใหม่อีก เว้นแต่น้ำปิงจะไหลขึ้นไปทางเหนือ

บั้นปลายชีวิตและวันมรณภาพ

มีเรื่องเล่าว่า แม้ครูบาศรีวิชัยจะอาพาธในบั้นปลายชีวิต ท่านก็ยังรับผู้มานมัสการ ท่านเชื่อมแผลสามแห่งกับอดีตชาติที่เคยใช้ปลายไม้เท้าแทงกบจนตาย มองว่าเป็นผลกรรมที่ตนกำลังรับ และปรารถนาให้กรรมนี้สิ้นสุดลงในชาตินี้

ท่านใช้ช่วงสุดท้ายของชีวิตที่วัดในบ้านเกิด และมรณภาพเมื่ออายุ 60 ปี งานศึกษาที่เทียบจดหมายแจ้งข่าวมรณกรรมกับคร่าวล้านนาเสนอวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 ตามการนับปีแบบเดิม ซึ่งตรงกับ ค.ศ. 1939 ในปฏิทินปัจจุบัน ขณะที่อีกบันทึกหนึ่งระบุวันที่ 22 มีนาคม จึงยังพบวันมรณภาพต่างกันในประวัติที่เผยแพร่

ทองสุขผู้เป็นศิษย์เล่าในวัยชราว่า คืนสุดท้ายครูบาศรีวิชัยถามซ้ำ ๆ ว่าเลยเที่ยงคืนหรือยัง เพราะประสงค์จะจากไปในวันอังคารซึ่งตรงกับวันเกิด ศิษย์ไม่อยากบอกในตอนแรก แต่เมื่อเห็นว่าท่านอ่อนแรงมากแล้ว จึงแจ้งว่าเข้าสู่วันใหม่ จากนั้นท่านก็ละสังขารอย่างสงบ

สี แสนอุ่น ผู้เป็นหลานชาย ยังเล่าถึงความฝันในคืนก่อนครูบามรณภาพว่า ท่านมาฝากให้เขาดูแลวัด เมื่อตื่นขึ้น เขาสงสัยว่าเหตุใดครูบาจึงกำชับตนคนเดียว จึงรีบไปวัดบ้านปางเพื่อถาม แต่เมื่อไปถึง ครูบาก็ละสังขารเสียแล้ว

การรำลึกสาธารณะดำเนินต่อมาอีกหลายปี งานศึกษาการขอพระราชทานเพลิงศพอ้างหนังสือราชการว่า พระเทพเวที ซึ่งต่อมาคือพระพิมลธรรม อาจ อาสโภ มีส่วนช่วยดำเนินเรื่อง พิธีจัดที่วัดจามเทวีใน พ.ศ. 2489 เดิมกำหนดวันที่ 22 มีนาคม แต่ผู้ศึกษาระบุว่าเลื่อนขึ้นมาเป็นคืนวันที่ 21 มีนาคม

หนังสือราชการที่ถอดความในงานศึกษาการขอพระราชทานเพลิงศพยังกล่าวถึงแผนของคณะกรรมการว่า หากมีเงินเหลือหลังหักค่าใช้จ่ายงานศพ จะนำไปดำเนินการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำปิงที่ครูบาศรีวิชัยดำริค้างไว้ ข้อความนี้เป็นแผนการใช้เงินที่มีเงื่อนไข ไม่ใช่รายงานว่าสะพานสร้างเสร็จแล้ว

คำกล่าวเรื่องน้ำปิงกับตำนานอัญเชิญรูปเหมือน

เรื่องเล่าในไทยเชื่อมเหตุที่ยกรูปเหมือนลงจากรถไม่ได้เข้ากับคำกล่าวนี้ เล่ากันว่าเมื่อเขื่อนภูมิพลกักน้ำจนเอ่อขึ้นไปทางเหนือใน พ.ศ. 2507 จึงอัญเชิญรูปเหมือนไปประดิษฐานได้ ส่วนพิธีเปิดเขื่อนมีขึ้นวันที่ 17 พฤษภาคมปีนั้น

อีกสำนวนเล่าว่า เจ้าผู้ครองนครอธิษฐานใต้ต้นโพธิ์แล้วน้ำปิงจึงไหลย้อน โดยสำนวนนี้อธิบายว่าเกิดจากการปล่อยน้ำเพื่อชลประทาน เมื่อย้ายรูปเหมือนได้ รถแห่กลับหยุดที่เชิงดอย หลังอธิษฐานอีกครั้ง ฝนตกแล้วแดดก็ออก เจ้าเมืองเห็นเป็นนิมิตว่าครูบาประสงค์จะอยู่เชิงดอย จึงประดิษฐานรูปเหมือนไว้ที่นั่น

วัตถุที่ระลึกและศรัทธาที่สืบต่อ

ประวัติท้องถิ่นยังเล่าว่า ศิษย์เก็บเส้นผมที่ท่านปลงมาผสมในมวลสารที่มีน้ำรัก แล้วกดเป็นพระคล้ายพระรอดหรือพระคงของลำพูน แจกกันในหมู่ศิษย์โดยไม่คิดเงิน ด้วยความเชื่อว่าจะช่วยคุ้มครองให้พ้นภัย

เหรียญรูปเหมือนครูบาศรีวิชัยในตลาดสะสมต้องพิจารณาอายุการสร้างแยกจากบุคคลในภาพ บทความนักสะสมไทยเคยใช้ภาพต้นแบบและลักษณะแม่พิมพ์ตั้งข้อสงสัยว่า เหรียญบางแบบที่เรียกว่ารุ่นบ้านปางสร้างทันชีวิตท่านจริงหรือไม่ นี่เป็นข้อเสนอเรื่องการกำหนดอายุ มิใช่ข้อสรุปครอบคลุมเหรียญทุกชิ้นที่ใช้ชื่อเดียวกัน และชื่อวัดหรือภาพครูบาอย่างเดียวก็ยืนยันการปลุกเสกโดยท่านไม่ได้

คนรุ่นหลังยังรำลึกถึงท่านด้วยการบวชและปฏิบัติธรรม ใน พ.ศ. 2567 มูลนิธิครูบาศรีวิชัยเชียงใหม่เปิดรับผู้บวช 9 คน โดยกำหนดบวชวันที่ 11 มิถุนายน ณ วัดพระสิงห์ แล้วเข้าฝึกวิปัสสนาที่วัดร่ำเปิงอีก 9 วัน

ที่อำเภอลี้ วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568 ยังมีพิธีสรงน้ำและเปลี่ยนผ้ารูปเหมือนสามครูบา เพื่อรำลึกถึงครูบาศรีวิชัย ครูบาอภิชัยขาวปี และครูบาชัยยะวงศาพัฒนา รายงานของจังหวัดบันทึกการมีส่วนร่วมของพระสงฆ์ ชาวบ้าน และผู้มาเยือน การปฏิบัติธรรม งานก่อสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ และเรื่องเล่า จึงยังมีที่อยู่ในชีวิตของผู้คน

การเก็บ ความเห็น และห้องร่วมพิจารณา ต้องเป็นสมาชิกทั่วไปที่ผ่านแล้ว การอ่านไม่ต้องสมัคร สมัครเป็นผู้อ่าน