พระอาจารย์นอง ธมฺมภูโต แห่งวัดทรายขาว
จากครอบครัวชาวนาสู่ชีวิตในวัด
พระอาจารย์นอง ธมฺมภูโต หรือพระครูธรรมกิจโกศล เป็นเจ้าอาวาสวัดทรายขาว จังหวัดปัตตานีมาเป็นเวลานาน นักสะสมภาษาจีนเรียกท่านว่า 阿贊弄 และมีทั้งชื่อวัด 瓦賽考 กับ 屈世扣 นอกจากพระหลวงพ่อทวดและตะกรุด ชาวบ้านยังจดจำเรื่องทุนการศึกษา การซ่อมแซมวัด และความช่วยเหลือที่ท่านมอบให้ครอบครัวชาวพุทธและมุสลิม วัดในเรื่องนี้คือวัดทรายขาวที่ปัตตานี ไม่ใช่วัดชื่อเดียวกันในจังหวัดอื่น
ท่านมีนามเดิมว่า นอง หน่อทอง บิดาชื่อเรือง มารดาชื่อทองเพ็ง ประวัติที่เผยแพร่ทั่วไประบุวันเกิดเป็นวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2462 เป็นบุตรคนโตในพี่น้องสามคน มีน้องสาวชื่อทองจันทร์และน้องชายชื่อน่วม เรียนที่โรงเรียนนาประดู่จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่สาม แล้วออกมาช่วยครอบครัวทำนาทำสวนเมื่ออายุราวสิบห้าปี ก่อนจะเข้าสู่ชีวิตในสมณเพศอย่างจริงจัง ท่านจึงเคยรับภาระงานเกษตรในครัวเรือนมาก่อน
เมื่ออายุสิบเก้าปี ท่านบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดนาประดู่ โดยมีพระพุทธไสยารักษ์ หรือหลวงพ่อนุ่ม วัดหน้าถ้ำ เป็นพระอุปัชฌาย์ อยู่ได้ประมาณหนึ่งเดือนก็ลาสิกขาไปช่วยงานเกษตรของครอบครัว ต่อมาจึงกลับมาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ
วันอุปสมบทที่พบมากคือวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2482 แต่อีกฉบับระบุ พ.ศ. 2483 ประวัติที่แพร่หลายให้พระครูวิบูลย์สมณกิจ หรือหลวงพ่อชุ่ม วัดตุยง เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระอธิการดำ วัดนางโอ และพระครูภัทรกรโกวิท หรืออาจารย์แดง วัดนาประดู่ เป็นพระคู่สวด ทั้งปีและการสะกดชื่อบางแห่งยังต่างกัน ต้องรอหลักฐานทะเบียนสงฆ์มาช่วยคลี่คลาย การนับอายุเต็มตามปฏิทินสากลเพียงอย่างเดียวยังตัดสินไม่ได้ว่าปีใดถูกต้อง
สำนักเรียนและงานวัดที่ทำร่วมกัน
วัดนาประดู่เป็นสำนักเรียนในช่วงต้นของพระอาจารย์ทิมด้วย พระอาจารย์พล อาสโภ เจ้าอาวาสวัดนาประดู่ เล่าว่าพระอาจารย์นองศึกษาจนสอบนักธรรมชั้นเอกได้ และร่วมพัฒนาวัดกับพระอาจารย์ทิม ในบทสัมภาษณ์ พ.ศ. 2554 ท่านกล่าวถึงกุฏิไม้ทรงไทยที่ยังเก็บรักษาไว้ ว่าอาจารย์ทั้งสองร่วมกันสร้างเมื่อ พ.ศ. 2483
พระอาจารย์นองกับพระอาจารย์ทิมเป็นทั้งศิษย์ร่วมสำนัก สหธรรมิก และผู้แลกเปลี่ยนความรู้ คอยสนับสนุนกันในงานวัดและการสร้างพระ ประวัติที่แพร่หลายระบุว่าพระอาจารย์นองจำพรรษาที่วัดนาประดู่ 12 พรรษา ก่อนย้ายมาวัดทรายขาว ได้เป็นเจ้าอาวาสใน พ.ศ. 2511 และรับหน้าที่เจ้าคณะตำบลโคกโพธิ์ด้วย นอกจากช่วยพระอาจารย์ทิมที่วัดช้างให้ ท่านยังดูแลงานศึกษา บูรณะ และอุปถัมภ์ชุมชนของวัดตนเอง
ฐานข้อมูลท้องถิ่นภาคใต้ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่เรียบเรียงประวัติวัดช้างให้ ยังบันทึกว่าอาจารย์นองกับอาจารย์ทิมได้ปรึกษากันเรื่องสถูปเก่าริมทางรถไฟหน้าวัดซึ่งบรรจุอัฐิหลวงพ่อทวด เมื่อขุดพบหม้อทองเหลืองห่อผ้าที่เสื่อมสภาพตามกาลเวลา ทั้งสองตัดสินใจไม่แตะต้องของเดิม แล้วสร้างสถูปครอบไว้ภายนอกจนเป็นรูปแบบที่เห็นในปัจจุบัน นี่เป็นงานดูแลร่วมกันตามที่ประวัติวัดบันทึกไว้ มิได้เปลี่ยนลำดับเวลาของงานก่อสร้างอื่นที่แล้วเสร็จภายหลังอาจารย์ทิมมรณภาพ
ความทรงจำสองเรื่องในสายหลวงพ่อทวด
เรื่องเล่าที่มาของพระหลวงพ่อทวด พ.ศ. 2497 ฉบับหนึ่งกล่าวถึงพระอาจารย์นองกับพระอาจารย์ทิมเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พร้อมเงินประมาณ 3,000 บาท ตั้งใจจะเช่าพระสมเด็จหลวงปู่นาคจากวัดระฆังกลับมาให้คนร่วมทำบุญสร้างอุโบสถวัดช้างให้ ระหว่างนั้นพระอาจารย์นองเสนอว่า น่าจะกลับไปสร้างพระหลวงพ่อทวดเอง ทั้งสองจึงเช่าพระสมเด็จมาเพียงเล็กน้อยแล้วกลับปัตตานี ต่อมาอนันต์ คณานุรักษ์ก็เข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการอุปถัมภ์การสร้าง
อีกเรื่องเกิดก่อนพระอาจารย์ทิมไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯ มีคำเล่าว่าท่านมาหาพระอาจารย์นองที่วัด แล้วยกขันน้ำมนต์ขึ้นให้ช่วยกันประคองคนละด้าน ท่านฝากให้ดูแลวัดช้างให้ และอธิษฐานแบ่งบุญที่ทั้งสองสั่งสมมาในชาตินี้และอดีตชาติให้เสมอกัน เพื่อจะได้เกิดมาพบกันในภพต่อ ๆ ไป พระอาจารย์ทิมมรณภาพภายหลังในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2512
การช่วยเหลือเพื่อนบ้านต่างศาสนา
พระอาจารย์นองนำปัจจัยจากผู้ศรัทธามาช่วยวัด มัสยิด โรงเรียนและงานรักษาพยาบาล รวมทั้งสนับสนุนเด็กทั้งชาวพุทธและมุสลิมให้ได้เรียนหนังสือ นักวิจัยชุมชนทรายขาวบันทึกถึงความช่วยเหลือที่ข้ามเส้นแบ่งทางศาสนานี้ งานศึกษาเรื่องความทรงจำอีกชิ้นกล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างการสร้างมัสยิดหลังใหม่ในหมู่ที่ 4 กับรายได้จากตะกรุดโดยเฉพาะ
ประวัติเล่าว่าท่านฉันง่ายอยู่ง่าย ไม่พิถีพิถันและไม่ยึดติดกับยศ เมื่อมีคนลำบากจนไม่มีค่ารถหรือค่าอาหารมาหา ท่านก็ช่วยเท่าที่ทำได้ ท่านกล่าวถึงการให้ทานว่าเป็นการลดกิเลสและสั่งสมบุญ จึงช่วยเหลือความเดือดร้อนของชาวบ้านด้วยการลงมือทำ
เรื่องการช่วยโรงพยาบาลมีความทรงจำที่ท่านเล่าด้วยอารมณ์ขัน เมื่อไปโรงพยาบาล ท่านจะถามหมอว่าขาดเครื่องมืออะไร แล้วช่วยออกเงินซื้อ ครั้งหลัง ๆ เมื่อตื่นขึ้นมามองรอบตัวและเห็นสมณศักดิ์ของตนติดอยู่บนอุปกรณ์หลายชิ้น ท่านก็นำมาเล่าเป็นเรื่องขำและหัวเราะชอบใจ
ถนนยุคแรกที่เชื่อมชุมชนกับน้ำตกทรายขาวนั้น พ่อท่านสีแก้วเป็นผู้นำชาวบ้านบุกเบิก ต่อมาพระอาจารย์นองสร้างรูปเหมือนระลึกถึงท่าน สืบกิจกรรมอัญเชิญรูปไปสรงน้ำที่น้ำตกและจัดการละเล่น ชาวบ้านจึงได้ทั้งเคารพพระรุ่นก่อนและร่วมงานประเพณี การเปิดถนนกับงานรูปเหมือนและสรงน้ำเป็นผลงานที่สืบต่อกันของพระต่างรุ่น
งานวิจัยชุมชนบันทึกว่า เด็กทั้งชาวพุทธและมุสลิมที่ท่านสนับสนุนบางคนเรียนจนจบมหาวิทยาลัยและมีงานมั่นคง ชาวบ้านยังช่วยงานข้ามศาสนา ชาวมุสลิมร่วมพัฒนาวัดและชุมชน ส่วนชาวพุทธก็ช่วยบูรณะมัสยิด
พระอาจารย์นองยังมีส่วนริเริ่มสร้างพระพุทธมหามุนินทโลกนาถบนยอดเขา ประวัติโครงการเล่าว่าท่านกับพระอาจารย์ทิมเคยปรึกษาเจ้าคุณโศภนธรรมคุณแห่งวัดนาประดู่และข้าราชการในจังหวัด ต่อมาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาเสด็จมาวางศิลาฤกษ์วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2514 การหารือจึงเป็นคนละช่วงกับพิธี เพราะพระอาจารย์ทิมมรณภาพตั้งแต่ พ.ศ. 2512
ตะกรุดและเรื่องเล่าแม่นางจันทร์
วัตถุมงคลที่ผูกพันกับชื่อพระอาจารย์นองอย่างมากคือตะกรุดนารายณ์แปลงรูป ในภาษาจีนพบชื่อ 納萊班怒 และ 千變萬化符通 เรื่องเล่าในท้องถิ่นเชื่อมวิชานี้กับแม่นางจันทร์ ซึ่งนักสะสมชาวจีนเรียกว่า 媚南詹 เรื่องการมอบวิชาเพื่อช่วยบูรณะวัดของนางจึงถ่ายทอดควบคู่กับประวัติตะกรุด
ตามคำบอกเล่าที่ถ่ายทอดผ่านไมตรี บุญสูง เมื่อพระอาจารย์นองมาอยู่วัดทรายขาวในระยะแรก วัดทรุดโทรมและขาดเครื่องใช้สำหรับพระ คืนหนึ่งท่านนิมิตเห็นหญิงแต่งกายโบราณห่มสไบแดงปรากฏข้างเสากุฏิ นางสอนวิธีลงตะกรุดและคาถาปลุกเสกเพื่อช่วยสร้างวัด อีกฉบับเล่าเป็นการมาเยือนยามค่ำคืนแทนการพบกันในฝัน
ในฉบับนิมิต หญิงนั้นบอกว่าตนชื่อแม่นางจันทร์ อยู่บนเขาสันกาลาคีรี และเคยอุปัฏฐากหลวงพ่อสิทธิชัย อดีตเจ้าอาวาส นางต้องการช่วยสร้างกุฏิให้สำเร็จ และขอให้พระอาจารย์นองอยู่ที่วัดทรายขาวตลอดไป
เรื่องเล่านี้กล่าวต่อว่า เมื่อตื่นแล้วพระอาจารย์นองยังจำบทสนทนาและวิชาได้ชัดเจน ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ แม่นางจันทร์ก็กลับมาปรากฏในนิมิต อีกทั้งมีคำเล่าว่าเคยมีภาพสีน้ำมันของนางอยู่ในวัด
ส่วนฉบับเยือนยามค่ำคืน เล่าว่าแม่นางจันทร์ร้องไห้ขอพบหน้ากุฏิเก่า พระอาจารย์นองลังเลเพราะไม่เหมาะจะพบสตรีในเวลาวิกาล นางจึงบอกว่าไม่ใช่มนุษย์ ต้องการถ่ายทอดวิชาเพื่อช่วยสร้างวัดก่อนจะไปเกิดใหม่ ท่านจึงยอมพบ ตามเรื่องเล่า นางสั่งให้จำเท่านั้น ห้ามจดหรือสอนผู้อื่น และให้วิชาสิ้นไปเมื่อท่านมรณภาพ
เรื่องนิมิตข้างต้นกล่าวถึงตะกรุดยุคแรกที่ทำจากปลอกกระสุน ภายในบรรจุวัสดุเรียกว่าไม้หลวงปู่ทวด ซึ่งได้จากภูเขาตามคำบอกของแม่นางจันทร์ ต่อมายังมีตะกรุดเงินและทองคำด้วย
ส่วนเรื่องไม้ที่บรรจุไว้ อีกฉบับในภาษาจีนกล่าวถึงไม้จากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์นอกวัด แหล่งที่มาจึงมีทั้งภูเขาและบริเวณนอกวัด ข้อมูลที่มีอยู่ยังระบุไม่ได้ว่าเป็นวัสดุเดียวกันหรือไม่
ผู้ศรัทธาเชื่อว่าตะกรุดช่วยให้แคล้วคลาดและกลับร้ายเป็นดี พร้อมถือข้อห้ามไม่ให้แกะออก วัสดุ อายุการสร้าง และประวัติการส่งต่อของตะกรุด จึงเป็นรายละเอียดที่นักสะสมเล่าศึกษากันควบคู่ไปด้วย
วิชาที่ส่งต่อและวัตถุมงคลแต่ละวาระ
เรื่องการสืบวิชากล่าวว่า พระอาจารย์นองเดิมตั้งใจถ่ายทอดให้พระครูสังฆรักษ์สายันต์ จนฺทสโร แห่งวัดช้างให้ แต่ท่านไม่ได้รับไว้ วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2539 เวลา 9 นาฬิกา จึงถ่ายทอดคาถาปลุกเสกพระหลวงพ่อทวดให้พระอาจารย์พลแห่งวัดนาประดู่ที่วัดทรายขาว การมอบวิชาครั้งนี้ไม่รวมตะกรุดนารายณ์แปลงรูป พระอาจารย์พลจึงไม่ได้รับวิชาทุกแขนงของท่าน
การถ่ายทอดใช้วิธีบอกปากต่อปาก พระอาจารย์นองท่องคาถาให้ฟังก่อน พระอาจารย์พลจดตาม แล้วอ่านกลับให้ครูตรวจ เมื่อเห็นว่าถูกต้องจึงมอบวิชาให้อย่างเป็นทางการ พร้อมกำชับให้นำสิ่งที่เรียนไปช่วยชาวบ้านและทำประโยชน์แก่ส่วนรวม
ประวัติวัตถุมงคลของพระอาจารย์นองเกี่ยวข้องกับหลายวัดและหลายช่วงเวลา ในระยะแรกท่านร่วมงานที่วัดช้างให้ ส่วนรุ่นที่เกี่ยวกับการจัดสร้างของท่านเอง มีพระหลวงพ่อทวดหมานและพระสามทวด พ.ศ. 2507 ซึ่งประวัติระบุว่าพระอาจารย์ทิมร่วมปลุกเสก ตามด้วยพระหลวงพ่อทวดหลายพิมพ์ใน พ.ศ. 2514 และรุ่นฉลองอายุแปดสิบปี วัตถุมงคลวัดทรายขาวเหล่านี้มีที่มาต่างจากงานที่ท่านเคยร่วมจัดสร้างที่วัดช้างให้
เมื่อท่านจากไป
พระอาจารย์นองมรณภาพวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2542 ประวัตินักสะสมระบุว่าเป็นที่โรงพยาบาลโคกโพธิ์ หากยึดวันเกิด 15 ตุลาคม พ.ศ. 2462 จะมีอายุเต็มเจ็ดสิบเก้าปี ต่างจากการเรียกกันว่าอายุแปดสิบปี ขณะที่งานวิจัยท้องถิ่นอีกชิ้นให้ปีเกิดเป็น พ.ศ. 2461 เจดีย์อนุสรณ์ที่วัดทรายขาวยังเป็นสถานที่รำลึกถึงท่าน และข่าวการเยี่ยมวัดของหน่วยงานรัฐใน พ.ศ. 2567 ก็กล่าวถึงการเข้าสักการะที่นี่
หลังท่านมรณภาพ ผู้ศรัทธาและหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนยังช่วยกันสร้างพระพุทธรูปบนยอดเขาต่อ ประวัติโครงการระบุว่าแล้วเสร็จต้น พ.ศ. 2553 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จมาทรงเบิกพระเนตรวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556 องค์พระจึงสืบทั้งความตั้งใจของท่านและแรงสนับสนุนของผู้ที่มาร่วมงานภายหลัง
หลังพระอาจารย์นองมรณภาพ ยังมีการสร้างพระรุ่นใหม่โดยนำตะกรุดหรือมวลสารที่ท่านเคยอธิษฐานจิตมาบรรจุ เพื่อสืบความระลึกถึงท่าน งานภายหลังเหล่านี้ต่างจากวัตถุมงคลที่ท่านควบคุมการสร้างหรือร่วมปลุกเสกเมื่อยังมีชีวิต ผู้ริเริ่ม ผู้จัดสร้างและวันปลุกเสกจึงต้องแยกตามประวัติของแต่ละรุ่น