กลับไปเกจิ

พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร

ชีวิตและการปฏิบัติในป่าของพระอาจารย์ฝั้น

ชีวิตและการปฏิบัติในป่าของพระอาจารย์ฝั้น

พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร หรือหลวงปู่ฝั้น เป็นครูบาอาจารย์สำคัญในสายพระกรรมฐาน ช่วงบั้นปลายชีวิตท่านพำนักที่วัดป่าอุดมสมพร จังหวัดสกลนคร ในวงการพระเครื่องภาษาจีนมีการใช้ชื่อ 阿贊芬 และ 龍普芬 ส่วนชื่อวัดพบคำว่า 烏董松篷寺 นักสะสมจำนวนไม่น้อยรู้จักท่านผ่านเหรียญรูปเหมือน แต่ความทรงจำของศิษย์ยังมีทั้งครูผู้สอนให้เผชิญความกลัวและพิจารณาจิต ตลอดจนพระผู้นำชาวบ้านทำถนน สร้างสะพาน และจัดหาโรงพยาบาลให้ชุมชน

ท่านมีนามเดิมว่า ฝั้น สุวรรณรงค์ เกิดวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2442 หรือ ค.ศ. 1899 ที่บ้านม่วงไข่ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร บิดาคือเจ้าไชยกุมมาร หรือเม้า มารดาชื่อนุ้ย ทั้งสองฝ่ายมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลขุนนางท้องถิ่น หนังสือประวัติเรียงท่านเป็นบุตรคนที่ห้าในพี่น้องแปดคน ขณะที่บทความอีกแห่งเรียกว่าเป็นบุตรชายคนที่สอง การนับลูกทั้งหมดกับการนับเฉพาะลูกชายจึงไม่จำเป็นต้องขัดกัน ครอบครัวเป็นชาวภูไท ความสัมพันธ์กับหมู่บ้านและวัดในท้องถิ่นยังปรากฏต่อเนื่องทั้งในชีวิตการปฏิบัติและงานสาธารณประโยชน์ของท่าน

ท่านเริ่มเรียนหนังสือที่วัดโพธิ์ชัย บ้านม่วงไข่ ในสมัยที่อาญาครูดีเป็นเจ้าอาวาส ครูผู้สอนคือครูหุ่น ไชยชมภู และต่อมาคือพระอาจารย์ตัน วุฒิสาร เมื่อเป็นหนุ่ม ท่านเคยตั้งใจรับราชการและไปอยู่กับพี่สาวพี่เขยที่ขอนแก่นและเลย ความทรงจำที่หลวงปู่สุวัจน์บันทึกไว้เล่าว่า การเห็นผู้มีอำนาจกลับกลายเป็นนักโทษทำให้ท่านสะเทือนใจต่อความไม่แน่นอนของชีวิต พี่ทั้งสองเข้าใจในตอนแรกว่าท่านเพียงคิดถึงบ้าน และอยากให้รอการบรรจุเข้ารับราชการ แต่ท่านตัดสินใจกลับไปขอบวชแล้ว การเดินทางด้วยเท้าผ่านอุดรธานีและพื้นที่อื่น ๆ จนถึงบ้านบะทองใช้เวลาสิบวัน

ใน พ.ศ. 2461 เมื่ออายุสิบเก้าปี ท่านขออนุญาตบิดามารดาออกบวช หนังสือเล่าเหตุการณ์ในครอบครัวไว้อย่างอบอุ่นว่า พ่อแม่ได้ปรึกษากันเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว มารดาเตรียมดอกไม้ ธูป เทียนไว้พร้อม เพียงแต่ยังไม่ได้บอกลูก บิดาจึงพาไปวัดโพนทอง ฝากกับอาญาครูธรรมเพื่อบรรพชาเป็นสามเณร หนังสือยังเก็บคำทำนายของย่าว่า หลานจะอยู่ในผ้าเหลืองตลอดชีวิตและเป็นที่เคารพของคนจำนวนมากไว้ในฐานะความทรงจำของครอบครัวและศิษย์ ส่วนบันทึกของหลวงปู่สุวัจน์กล่าวถึงความขยันเรียนบทสวดและอักษรธรรมของสามเณรฝั้น จนสามารถท่องหนังสือนวโกวาทได้ทั้งเล่ม

การอุปสมบทและครูบาอาจารย์สายกรรมฐาน

พ.ศ. 2462 ท่านอุปสมบทฝ่ายมหานิกายที่วัดสิทธิบังคม บ้านไฮ่ หนังสือระบุพระอาจารย์ในพิธีไว้ครบสามรูป ได้แก่ พระครูป้อง หรือป้อง นนตะเสน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์นวลเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์สังข์เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ในพรรษาแรกท่านเรียนกรรมฐานกับพระอุปัชฌาย์ พอออกพรรษาจึงกลับไปอยู่กับอาญาครูธรรมที่วัดโพนทอง ซึ่งภายหลังได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูสกลสมณกิจ ก่อนพบพระอาจารย์มั่น ท่านจึงได้เรียนทั้งพระวินัยและกรรมฐานกับครูบาอาจารย์เหล่านี้มาแล้ว

หนังสือประวัติระบุการพบพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ครั้งแรกไว้ใน พ.ศ. 2463 เมื่อพระอาจารย์มั่นนำคณะมาพักในป่าช้าข้างบ้านม่วงไข่ ชาวบ้านช่วยจัดสถานที่ น้ำดื่ม และทางเดินจงกรม พระอาจารย์ฝั้นไปฟังธรรมพร้อมอาญาครูดี พระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน และคนอื่น ๆ เนื้อหาที่บันทึกไว้เริ่มจากทาน ศีล และภาวนา รวมถึงการตักเตือนเรื่องฆ่าสัตว์เซ่นสรวงเพื่อหวังความคุ้มครอง และให้ยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง การฟังครั้งนั้นทำให้ท่านหันมาให้ความสำคัญกับการลงมือปฏิบัติยิ่งขึ้น ต่อมาบริเวณที่ได้ฟังธรรมครั้งแรกยังได้รับการพัฒนาเป็นสถานที่ระลึกถึงพระอาจารย์มั่นด้วย

การออกธุดงค์ในระยะต่อมาไม่ได้หมายถึงการอยู่กับครูรูปเดียวในวัดเดียว ประวัติกล่าวถึงการพบพระอาจารย์ดูลย์ อตุโล การไปกราบพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และการฝึกปฏิบัติทั้งกับพระอาจารย์มั่นและหมู่เพื่อน ส่วนพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโมมีบทบาทสำคัญในการนำคณะพระกรรมฐานออกเผยแผ่ธรรม พระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโนกับพระอาจารย์กว่า สุมโนเป็นทั้งญาติและเพื่อนร่วมทาง ช่วงเวลาธุดงค์จึงเป็นการเรียนรู้ทั้งจากครูบาอาจารย์และการอยู่ร่วมกับสหธรรมิก

วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2468 เวลา 15.22 น. ท่านญัตติเป็นพระฝ่ายธรรมยุตที่วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี หนังสือระบุพระอุปัชฌาย์คือจูม พนฺธุโล ซึ่งขณะนั้นดำรงสมณศักดิ์พระครูสังฆวุฒิกร และเป็นที่รู้จักในเวลาต่อมาในนามพระธรรมเจดีย์ พระอาจารย์รถเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์มุกเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ฉายาอาจาโรมีความหมายเกี่ยวกับความประพฤติและกิริยามารยาทอันดี ท่านเป็นพระภิกษุมาตั้งแต่ พ.ศ. 2462 ส่วนการนับพรรษาที่ใช้กันในประวัติช่วงหลังเริ่มจากการญัตติครั้งนี้

ความกลัวระหว่างการธุดงค์

หลายสิบปีต่อมา ชีวิตของท่านเชื่อมโยงหมู่บ้าน ป่าช้า และสำนักปฏิบัติหลายแห่งในภาคอีสาน วัดป่าศรัทธารวมเป็นฐานสำคัญในการอบรมพระที่นครราชสีมา เมื่อกลับสกลนคร ท่านมีความผูกพันกับวัดป่าธาตุนาเวง ซึ่งภายหลังเรียกว่าวัดป่าภูธรพิทักษ์ และกับถ้ำขาม ก่อนพำนักที่วัดป่าอุดมสมพรในวัยชรา หมู่พระและชาวบ้านผู้ถวายความอุปถัมภ์ยังร่วมแรงกันพัฒนาทางเข้าและเสนาสนะในเวลาต่อมา

หนังสือบันทึกเรื่องเผชิญเสือบริเวณพระพุทธบาทบัวบกไว้ว่า ขณะพักชั่วคราวที่บ้านผักบุ้งเชิงเขา วันหนึ่งพระอาจารย์ฝั้นเดินไปตามพื้นที่ค่อนข้างราบบนภูเขาแล้วได้ยินเสียงสัตว์คุ้ยดินทางซ้าย ไม่นานเสือก็ตั้งหัวขึ้นจากกอหญ้าในระยะใกล้มาก ท่านตกใจจนตัวแข็ง เหงื่อออกและหายใจติดขัด แต่คิดว่าหากหันหลังวิ่งหนีอาจเป็นอันตรายยิ่งกว่า จึงยืนนิ่งบริกรรมพุทโธและพยายามตั้งสติ

เรื่องดำเนินต่อว่า เสือจ้องอยู่ครู่หนึ่งก่อนคำรามแล้วกระโจนจากไป พระเณรที่อยู่ข้างล่างได้ยินเสียงจึงถือไม้รีบขึ้นมาดู เมื่อรู้ว่าท่านปลอดภัยจึงโล่งใจ ศิษย์เล่าสืบกันมาถึงเหตุการณ์นี้ด้วยความศรัทธาในสติและความคุ้มครองของธรรม สัตว์ป่ายังคงเป็นอันตราย จึงไม่ควรเข้าใกล้หรือใช้คำบริกรรมทดลองเสี่ยงภัย

การค้นหาถ้ำขามและชีวิตบนเขา

ชีวประวัติเล่าว่า กลางพรรษา พ.ศ. 2496 พระอาจารย์ฝั้นเห็นนิมิตเป็นถ้ำทางตะวันตกของเทือกเขาภูพาน ภายในสว่างคล้ายมีตะเกียงเจ้าพายุสองดวง อากาศเย็นและเงียบสงัด เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านพาพระหนึ่งรูปกับสามเณรหนึ่งรูปออกเดินทาง แต่แวะวัดป่าอุดมสมพรเพื่อทำบุญอุทิศแก่บุพการีก่อน แล้วจึงไปวัดป่ากลางโนนภู่ร่วมงานครบรอบวันฌาปนกิจพระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน ต้นปี พ.ศ. 2497 คณะจึงเดินทางถึงบ้านคำข่า พักในป่าข้างหมู่บ้านที่ชาวบ้านเรียกว่าดงวัดร้างราวครึ่งเดือน ระหว่างนั้นค่อยสอบถามและให้ชาวบ้านพาไปดูถ้ำหลายแห่ง เมื่อยังไม่พบที่ตรงกับนิมิต จึงได้รับคำแนะนำให้ขึ้นไปถ้ำขามบนเขา ซึ่งชาวบ้านมีประเพณีขึ้นไปทำบุญและสรงพระพุทธรูปในวันสงกรานต์อยู่แล้ว

ทางขึ้นในครั้งแรกต้องไต่เขาฝ่าดงหนาม เมื่อสำรวจบริเวณถ้ำแล้ว ท่านบอกว่าเป็นสถานที่ที่เห็นในนิมิต และให้ทำแคร่พักชั่วคราวสองที่ แต่เพราะยังไม่ได้เตรียมบริขารและอาหาร จึงต้องกลับลงมาก่อน พร้อมช่วยกันเปิดทางให้ขึ้นได้สะดวกขึ้น วันรุ่งขึ้นหลังฉันอาหารจึงนำข้าวของกลับขึ้นไป ถ้ำอยู่ห่างหมู่บ้านประมาณห้าถึงหกกิโลเมตร การบิณฑบาตไม่สะดวก ต้องอาศัยฆราวาสช่วยเตรียมอาหาร และบางครั้งพักค้างด้วยเพราะไม่กล้าเดินป่ากลับค่ำด้วยความกลัวเสือ ชื่อถ้ำขามสัมพันธ์กับต้นมะขามใหญ่ที่ปากถ้ำ ท่านชอบอากาศที่ไม่ร้อนจัดหรือหนาวจัด โดยเฉพาะช่องหินที่ช่วยระบายลมจนท่านเปรียบเป็นเครื่องปรับอากาศของตน อีกเรื่องที่เล่าสืบกันในหมู่ผู้ปฏิบัติคือมีเทวดาผู้รักษาสถานที่มาสวดมนต์ไหว้พระยามค่ำ จึงให้สำรวมและไม่ส่งเสียงหรือกีดขวางบริเวณหน้าพระประธาน

ปัญหาใหญ่เมื่อขึ้นอยู่ใหม่ ๆ คือเรื่องน้ำ ชีวประวัติวางเหตุการณ์ไว้ราวเดือนมีนาคม พ.ศ. 2497 แหล่งน้ำที่ใช้ได้อยู่บนเขาอีกลูกทางตะวันออก ห่างประมาณสี่กิโลเมตร พระเณรต้องแบกน้ำด้วยกระบอกไม้ไผ่ใหญ่ที่เรียกว่าบั้งทิง เพราะหากใช้ถังเดินข้ามป่าข้ามเขา น้ำจะกระฉอกเสียมาก หลังทนความขัดสนอยู่ประมาณครึ่งเดือน มีเรื่องเล่าว่าท่านนิมิตเห็นแอ่งน้ำซึ่งดินกลบอยู่หลังถ้ำ พอผ่านไปสองสามวันจึงพากันออกหา รื้อหญ้า ใบไม้ และโกยดินลึกลงไปราวเมตรเศษก็พบน้ำซึม เมื่อแห้งก็ขุดต่อ ใช้ประคองชีวิตบนเขาไปได้เดือนเศษ ต่อมาชาวบ้านมาช่วยจนพบโพรงใต้ดินสองสามโพรงเชื่อมถึงกัน กลายเป็นอ่างใหญ่สำหรับเก็บน้ำฝน ปีถัดไปจึงเปิดหินทำสระเพิ่มอีกสามแห่ง การจัดหาน้ำบนเขาจึงค่อย ๆ ดีขึ้น

หลวงตามหาบัวเล่าเหตุการณ์พบเสืออีกคราวหนึ่งว่า ในคืนเดือนหงาย พระอาจารย์ฝั้นขึ้นไปนั่งบนลานหินหลังถ้ำ ขณะยังไม่หลับตา มีแม่เสือกับลูกสองตัวขึ้นมาบนหินอีกก้อนหนึ่ง ท่านนั่งนิ่ง ไม่ลุกหรือขยับแขนขา เมื่อแม่เสือมองเห็นก็พาลูกถอยกลับเข้าป่า ท่านจึงนั่งภาวนาต่อ เหตุการณ์ที่ถ้ำขามนี้เป็นคนละเรื่องกับการพบเสือที่บัวบกในช่วงก่อนหน้า ซึ่งท่านเคยเล่าถึงความกลัวและเหงื่อที่ออกท่วมตัว

หลวงปู่สรวง สิริปุญฺโญ ผู้ต่อมาพำนักวัดป่าบ้านศรีฐาน อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร เคยขึ้นไปศึกษาข้อวัตรและช่วยงานที่ถ้ำขามใน พ.ศ. 2497 ท่านเล่าถึงความกลัวเสือของตนว่า หลังช่วยสรงน้ำและนวดถวายพระอาจารย์ฝั้นวันหนึ่ง ท่านอยู่เป็นองค์สุดท้ายเพราะนำกระโถนไปเท เมื่อครูบาอาจารย์ถามเรื่องภาวนาและกล่าวถึงช้างเสือก็ยิ่งกลัว พระอาจารย์ฝั้นจึงเรียกเข้าไปใกล้ บอกว่าจะสอนวิธีลี้ช้างลี้เสือ แล้วนำมือที่ประนมอยู่ให้ชี้ตรงอก สอนให้รวบรวมจิตเข้ามาพิจารณาโครงกระดูกภายใน ไม่ส่งออกไปข้างนอก คืนนั้นเสียงเสือดังสะเทือนป่า จิตของท่านเผลอออกไปหาเสียงอยู่หลายครั้ง แต่ก็ย้อนกลับมาพิจารณาร่างกายตามคำสอนจนสงบ รู้สึกตัวอีกทีก็ได้ยินนกยูงออกหากินในยามเช้า ท่านระลึกว่าแต่นั้นความรู้สึกเมื่อเผชิญช้างเสือเปลี่ยนไป เรื่องนี้ถ่ายทอดทั้งวิธีสอนกรรมฐานอย่างเจาะจงและความเปลี่ยนแปลงภายในของศิษย์

วันวิสาขบูชาในปีเดียวกัน ชาวบ้านช่วยทำความสะอาดลานหินหลังถ้ำที่มีต้นลั่นทมขาว พระอาจารย์ฝั้นนำเวียนเทียนบนเขาเป็นครั้งแรก แล้วแสดงธรรม นั่งสมาธิ และเดินจงกรมกันจนเช้า ชีวประวัติเล่าถึงผู้คนที่ขึ้นมาร่วมงานจำนวนมาก ท่ามกลางกลิ่นดอกไม้ แสงจันทร์ และแสงเทียน เมื่อใกล้เข้าพรรษาจึงช่วยกันนำไม้ไผ่และไม้ในบริเวณนั้นมาทำแคร่ หลังคา และฝาบังฝน แต่ยังต้องจำกัดจำนวนผู้พักเพราะส่งอาหารได้ลำบาก พรรษาแรกที่ถ้ำขามใน พ.ศ. 2497 มีพระอาจารย์ฝั้นพร้อมพระอีกสามรูปและสามเณรสามรูป ที่พักของท่านเรียกกันว่ากุฏิถ้ำเสือ ด้วยมีเรื่องเล่าว่าเสือเคยเข้าออกตรงนั้นอยู่เสมอ เสนาสนะเรียบง่าย แหล่งน้ำ และการผลัดกันอุปถัมภ์ของชาวบ้าน จึงค่อยทำให้ถ้ำบนเขาเป็นที่ปฏิบัติซึ่งอยู่ได้นานขึ้น

ศิษย์และการสอนในชีวิตประจำวัน

หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจเป็นศิษย์รูปหนึ่งของท่าน ตามความทรงจำของท่าน หลังออกพรรษา พ.ศ. 2483 ท่านเดินทางมานครราชสีมาเพื่อแสวงหาครู ยังไม่รู้ว่าจะพักที่วัดใด จนมีชาวบ้านแนะนำวัดป่าศรัทธารวม พระอาจารย์ฝั้นถามถึงวัดเดิม จำนวนพรรษา และความประสงค์ในการมาครั้งนั้น แล้วจัดที่พักให้ ตอนเย็นมีการทำวัตร ฟังธรรม และถามปัญหาพระวินัยหรือสภาวะในการภาวนา หลวงปู่สุวัจน์ได้ฟังและสังเกตอยู่ระยะหนึ่งก่อนกราบขออยู่เป็นศิษย์อย่างจริงจัง

เมื่อได้รับความเมตตารับไว้ หลวงปู่สุวัจน์ปฏิบัติธรรมควบคู่กับการเดินไปเรียนที่วัดสุทธจินดาทุกวันจนสอบนักธรรมชั้นโทได้ ก่อนญัตติเป็นธรรมยุตวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ในบันทึกท่านอธิบายว่าเป็นไปเพื่อความสะดวกในการอยู่ร่วมหมู่คณะ ไม่ได้หมายความว่าพระมหานิกายไม่มีทางปฏิบัติให้พ้นทุกข์ ท่านจำได้ว่าวัดในเวลานั้นมีต้นไม้หนาทึบ เดินทางลำบาก และเคยใช้เป็นป่าช้าสำหรับผู้เสียชีวิตจากโรคติดต่อ ความเงียบที่ทำให้คนทั่วไปไม่อยากผ่านกลับเกื้อกูลต่อการภาวนา

ศิษย์อีกรูปคือหลวงปู่คำดี ปญฺโญภาโส ซึ่งต่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสุทธาวาส เมื่อมาฝากตัว หลวงปู่สุวัจน์เป็นผู้ดูแลเรื่องข้อวัตร ส่วนพระอาจารย์ฝั้นสอนภาวนา วันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 หลวงปู่สุวัจน์พาท่านไปญัตติที่วัดศรีเทพประดิษฐาราม หลวงปู่คำดีเล่าว่า ครูเน้นพุทธานุสสติและกายคตาสติ ให้รู้ตัวทั้งยืน เดิน นั่ง และนอน

คำสอนของพระอาจารย์ฝั้นยังปรากฏในบทสนทนากับฆราวาส หนังสือยกความทรงจำของแม่ชีที่วัดเกี่ยวกับครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกล่าวว่ามีพระราชภารกิจมากจึงไม่ค่อยมีเวลาไปวัด ท่านใช้คำว่า “วัด” ในความหมายของการตรวจดูใจตนเอง ไม่ใช่นับว่าเดินทางไปวัดแห่งใดมาบ้าง คำสอนลักษณะนี้นำการปฏิบัติกลับมาสู่ความคิด คำพูด และการกระทำ คนมีภาระมากจึงไม่จำเป็นต้องรอให้ว่างจากทุกอย่างเสียก่อนจึงเริ่มฝึกสติได้

เรื่องเล่าในสงครามและในวัยชรา

ในเรื่องจิตตานุภาพ หนังสือนำคำเทศน์ของหลวงตามหาบัวมาเล่าเหตุการณ์ช่วงสงคราม เมื่อบริเวณทางรถไฟนครราชสีมาเสี่ยงต่อการทิ้งระเบิด นายทหารได้มาขอให้พระอาจารย์ฝั้นช่วยห้ามเครื่องบิน ตามคำบอกเล่า ท่านไม่ได้ตอบอะไรมากแต่รับความประสงค์นั้นไว้ในใจ คืนนั้นหลังเวลาประมาณห้าทุ่ม ท่านเดินจงกรมคอยฟังเสียงเครื่องบิน ตั้งใจว่าจะใช้กำลังสมาธิหยุดยั้ง

ตอนจบของเรื่องคือคืนนั้นเครื่องบินไม่ได้มา ภายหลังพระอาจารย์ฝั้นนึกได้ว่า หากทำให้เครื่องยนต์ดับ เครื่องบินอาจตกและคนบนเครื่องต้องตาย ท่านจึงสะดุ้งใจที่ครั้งหนึ่งมุ่งแต่จะหยุดการโจมตีโดยยังไม่ได้พิจารณาชีวิตของผู้คนให้รอบคอบ หลวงตามหาบัวใช้ความทรงจำนี้ประกอบการอธิบายนิสัยและการใช้จิตของผู้ปฏิบัติ

หนังสือยังบันทึกความทรงจำในยามสงครามเกี่ยวกับจอมพลผิน ชุณหะวัณ ว่าฝ่ายทหารเคยไปนมัสการพระอาจารย์ฝั้นที่วัดป่าศรัทธารวม และเล่าถึงเชียงตุงภายหลังสงครามพร้อมชักชวนให้ท่านไปช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาและความเป็นอยู่ของผู้คน ท่านตอบว่าขณะนั้นอยู่ป่าทรงคุณ จังหวัดปราจีนบุรี การเดินทางไกลเกินไป แต่กล่าวว่าการฟื้นบ้านเมืองต้องฟื้นพระพุทธศาสนาก่อน ภายหลังท่านยังเอ่ยถึงผินว่าเป็นนายทหารผู้หนึ่งที่ท่านรู้จัก เรื่องเล่าในเล่มเดียวกันเชื่อมการสร้างวัดพระศรีมหาธาตุที่บางเขนหลัง พ.ศ. 2478 กับความตั้งใจให้พระธรรมยุตและพระมหานิกายอยู่ร่วมกัน

อีกเรื่องในวัยชราเกี่ยวข้องกับการเสด็จที่วัดไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้า หนังสือเล่าว่าก่อนงานของวัดใน พ.ศ. 2518 ท่านสั่งพระเณรและชาวบ้านทำความสะอาดและสร้างปะรำรับเสด็จ แม้ไม่มีหมายกำหนดการแจ้งมา ทุกคนก็ทำตามด้วยความเคารพ สองวันต่อมาจึงมีการเสด็จมาจริง โดยหนังสือเชื่อมเรื่องนี้กับการเสด็จวันที่ 14 ตุลาคมปีนั้น ศิษย์จึงเล่าสืบกันมาว่าท่านทราบล่วงหน้าว่าใครจะมาที่วัด

ศิษย์ยังเล่าถึงการรู้ล่วงหน้าว่าพระธาตุพนมจะล้ม หลังเทศน์ครั้งหนึ่ง ท่านกล่าวว่าพระธาตุล้มแล้ว ญาติโยมตกใจถาม ท่านตอบเพียงว่าได้ยินจากวิทยุ อีกสองวันจึงมีข่าวการล้มออกอากาศ ผู้ฟังจึงเชื่อมคำพูดก่อนหน้านั้นกับญาณรู้ล่วงหน้าของท่าน เหตุการณ์พระธาตุพนมล้มเกิดวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2518

ถนน สะพาน และงานแพทย์สองโครงการ

งานสาธารณะบางส่วนมีเส้นทางและปีให้ติดตามได้ หนังสือระบุว่าใน พ.ศ. 2498 ท่านนำชาวบ้านพัฒนาทางบ้านคำข่าถึงบ้านหนองไผ่ระยะสี่กิโลเมตรเศษ และบ้านคำข่าถึงบ้านไร่หกกิโลเมตรเศษ ซึ่งต้องสร้างสะพานข้ามห้วยสี่แห่ง นอกจากหาวัสดุแล้ว ท่านยังจัดอาหารให้ผู้มาช่วยงาน และอาศัยงานบุญรวมแรงคน ปีถัดมาท่านกับศิษย์และชาวบ้านทำทางจากบ้านคำข่าไปเชิงเขาถ้ำขามอีกเจ็ดกิโลเมตรเศษ ภายหลังมีศิษย์จากเขื่อนน้ำอูนและหน่วยงานเร่งรัดพัฒนาชนบทช่วยปรับปรุงผิวทางต่อ

งานใน พ.ศ. 2506 ยังมีทางจากโรงเรียนบ้านม่วงไข่ถึงบ้านหนองโดกประมาณหกกิโลเมตร จากตัวอำเภอพรรณานิคมถึงวัดป่าอุดมสมพรสามกิโลเมตรเศษ และสะพานข้ามห้วยทรายทางเข้าวัดป่าภูธรพิทักษ์ หนังสือระบุค่าใช้จ่ายสะพานสี่หมื่นบาทเศษ โดยมีตำรวจและชาวบ้านร่วมแรงกัน คุณหมออวย เกตุสิงห์ยังบันทึกว่า เมื่อท่านมาดูงาน คนมาช่วยมากขึ้นและมีกำลังใจ งานจึงมักเสร็จเร็ว

งานด้านการแพทย์ของท่านมีทั้งตึกสงฆ์อาพาธของโรงพยาบาลสกลนครและโรงพยาบาลใหม่ที่พรรณานิคม โครงการแรกเกิดจากตึกเดิมทรุดโทรม พระอาจารย์ฝั้นรับช่วยจัดสร้างใหม่ วางรากฐานวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2518 โดยพ่อค้า ข้าราชการ และประชาชนร่วมสมทบทุนเข้าบัญชีเฉพาะโครงการ ตึกเปิดใช้วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2519 หนังสือบันทึกว่าอีกยี่สิบห้าวันต่อมา ท่านกลับเข้าพักรักษาตัวในห้องพิเศษชั้นบนระหว่างการอาพาธครั้งสุดท้าย จากผู้ริเริ่มสร้างกลายมาเป็นผู้ป่วย งานชิ้นนี้จึงผูกกับชีวิตบั้นปลายของท่านโดยตรง

ประวัติโรงพยาบาลสกลนครของกระทรวงสาธารณสุขยังบันทึกภูมิหลังที่เก่ากว่าไว้ว่า ใน พ.ศ. 2503 พระอาจารย์ฝั้นอาพาธและพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ขณะนั้นทรัพยากรยังขาดแคลน นายเขียนและนางบัวแถว มาลัยกรองจึงสร้างตึกบัวแถวเพื่อดูแลพระภิกษุอาพาธ ต่อมาเมื่อตึกสงฆ์หลังใหม่สร้างแล้ว ตึกเดิมเปลี่ยนไปใช้ผลิตยาและน้ำเกลือ บันทึกนี้ชี้ถึงการตอบสนองของชุมชนต่อการดูแลพระสงฆ์ ไม่ได้ทำให้ผู้บริจาคหรือตึกยุคแรกกลายเป็นโครงการที่พระอาจารย์ฝั้นก่อตั้งเอง

อีกโครงการคือโรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ในอำเภอพรรณานิคม ซึ่งขณะนั้นมีเพียงสถานีอนามัยให้การดูแลเบื้องต้น ชาวบ้านต้องเดินทางไกลเมื่อเจ็บป่วย ท่านประสงค์ให้สร้างโรงพยาบาลสามสิบเตียง ไม่ยอมลดเหลือสิบเตียงตามข้อเสนอเบื้องต้น หนังสือเล่าถึงการเลือกสถานที่ จัดหาที่ดิน ระดมทุน และตกลงราคากับผู้รับเหมา ส่วนชาวบ้านอาสาถางและปรับพื้นที่ บางวันมีผู้มาช่วยเกินร้อยคน ท่านวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2519 และติดตามงานก่อสร้างต่อเนื่อง

ท่านไม่ได้อยู่ทันเห็นโรงพยาบาลเปิดใช้ หนังสือกล่าวว่าก่อนมรณภาพไม่ถึงสามวัน ท่านยังสั่งผู้รับผิดชอบให้ใช้เงินในบัญชีที่อยู่ในชื่อท่านทำงานต่อ ศิษย์กับชาวบ้านช่วยกันจนโรงพยาบาลสามสิบเตียงเริ่มบริการได้วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2520 ส่วนพิธีเปิดอย่างเป็นทางการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จมาทรงเปิดจัดในวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521 โรงพยาบาลจึงเปิดรับผู้ป่วยก่อนพิธีกว่าหนึ่งปี โดยการก่อสร้างได้รับทั้งเงินบริจาค แรงงานชาวบ้าน และการสนับสนุนจากรัฐ

รายละเอียดการเงินของทั้งสองโครงการยังมีความต่างในเอกสารย้อนหลัง หนังสือประวัติระบุค่าก่อสร้างตึกสงฆ์หนึ่งล้านสามแสนบาท ขณะที่บทความหนังสือพิมพ์ให้ตัวเลขหนึ่งล้านห้าแสนบาทและค่าอุปกรณ์อีกห้าแสนบาท สำหรับโรงพยาบาลใหม่ หนังสือเล่มเดียวกันกล่าวถึงงบรัฐสำหรับอาคารบริวาร แต่ตอนท้ายกลับบอกว่าไม่ได้ใช้งบประมาณราชการ ขอบเขตค่าใช้จ่ายและที่มาของเงินจึงยังต้องอาศัยบัญชีต้นฉบับช่วยคลี่คลาย

วัดและงานสาธารณะหลังมรณภาพ

พระอาจารย์ฝั้นมรณภาพที่วัดป่าอุดมสมพร วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2520 เวลา 19.50 น. หรือ ค.ศ. 1977 เมื่อนับอายุเต็มได้เจ็ดสิบเจ็ดปีสี่เดือนเศษ ขณะที่เอกสารอนุสรณ์มักใช้เจ็ดสิบแปดปี ส่วนห้าสิบสองพรรษานับตั้งแต่ญัตติเป็นธรรมยุต พิธีพระราชทานเพลิงศพจัดวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2521 หลังจากนั้นศิษย์ยังสร้างสถานที่ระลึกถึงท่านและสานต่องานด้านการแพทย์

หลังงานพระราชทานเพลิงศพ ศิษย์ทั้งบรรพชิตและฆราวาสร่วมกันสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์ ณ บริเวณเดิม ตัวอาคารมีฐานกลมและกลีบบัวสามชั้น ภายในมีรูปเหมือนขนาดเท่าองค์จริงในท่านั่งห้อยเท้าถือไม้เท้า เก็บอัฐิ เครื่องใช้ และแสดงชีวประวัติ ผู้มาเยือนจึงได้พบร่องรอยของชีวิตพระนอกเหนือจากเหรียญที่หมุนเวียนในตลาด การรักษาสิ่งของและเป็นจุดรวมศิษย์คือความหมายสำคัญของสถานที่แห่งนี้

หลวงปู่แปลง สุนทโรเป็นพระอีกรูปหนึ่งที่มีชื่อปรากฏในการสืบต่องานด้านการแพทย์ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนครรายงานว่า วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 ท่านในฐานะเจ้าอาวาสวัดป่าอุดมสมพรเป็นผู้แทนส่งมอบอาคารอาจาโรของโรงพยาบาล มูลค่าก่อสร้างและเครื่องมือแพทย์รวมห้าสิบล้านบาท สำหรับบริการโรคเรื้อรังและทันตกรรม งานนี้เป็นการสานต่อของวัดและศิษย์หลายสิบปีหลังพระอาจารย์ฝั้นมรณภาพ ไม่ใช่สิ่งที่ท่านสร้างด้วยตนเองขณะมีชีวิต

การสานต่อหลังมรณภาพยังปรากฏในงานสาธารณกุศลของมูลนิธิ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนครบันทึกว่า วันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569 มูลนิธิพระอาจารย์ฝั้น อาจาโรจัดมอบทุน “เด็กดีหลวงปู่ฝั้น” ณ พิพิธภัณฑ์วัดป่าอุดมสมพร รวม 220 ทุนแก่โรงเรียนในอำเภอพรรณานิคมและพังโคน นอกจากนี้ยังให้การสงเคราะห์พระภิกษุ สามเณร แม่ชี และผู้ยากไร้ผ่านโรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร และสนับสนุนสถานีตำรวจภูธรพรรณานิคมเพื่อสาธารณประโยชน์ นี่เป็นงานศึกษาและกุศลที่ผู้สืบทอดทำในนามของท่าน ไม่ใช่หลักฐานว่าท่านตั้งระบบมูลนิธินี้ด้วยตนเองในสมัยมีชีวิต

เหรียญรูปเหมือนและการจำแนกในวงการสะสม

วงการสะสมมักเริ่มการศึกษาเหรียญรุ่นแรกของท่านที่ พ.ศ. 2507 ทำเนียบพระเครื่อง เชื่อมรุ่นนี้กับคุณเกษม งามเอกและคณะศิษย์ทหารอากาศ ระบุว่าสร้างในโอกาสงานสร้างโบสถ์น้ำ และแยกเนื้อโลหะไว้ ข้อมูลเหล่านี้เป็นเบาะแสที่เจาะจงสำหรับตามหาเอกสารการจัดสร้าง แต่ยังต้องเทียบกับหลักฐานของวัดและเอกสารต้นทาง คำว่ารุ่นแรกในหมวดเหรียญไม่ได้แปลว่าก่อนหน้านั้นท่านไม่เคยอธิษฐานจิตหรือมอบสิ่งของใดแก่ศิษย์

รูปพระอาจารย์ฝั้นยังปรากฏในวัตถุมงคลแบบอื่น เช่น เหรียญที่มีบันทึกกล่าวว่าเป็น พ.ศ. 2516 ด้านหลังเป็นพระสีวลี แต่ละรุ่นอาจต่างกันทั้งปี ผู้จัดสร้าง วัด และแม่พิมพ์ โดยมีประวัติการสร้างและการครอบครองช่วยในการจำแนก

การเก็บ ความเห็น และห้องร่วมพิจารณา ต้องเป็นสมาชิกทั่วไปที่ผ่านแล้ว การอ่านไม่ต้องสมัคร สมัครเป็นผู้อ่าน