กลับไปบทความ

ตลาดและการตรวจสอบ · ต.ค. 2569

“การประลองวิชา” พ.ศ. 2452: ตำนานที่ควรตรวจสอบ

เรื่องเล่ายอดนิยมกล่าวว่าพระเกจิกว่าร้อยรูป หรือบางฉบับถึงกว่าพันรูป มาชุมนุมที่พระปฐมเจดีย์เพื่อบังคับกบไสไม้ด้วยพลังจิต และเหลือผู้ผ่านสิบรูป หากงานใหญ่เช่นนั้นเกิดขึ้นจริง ผู้จัด หนังสือเชิญ การเดินทาง กติกา และผลอยู่ที่ใด บทความนี้ไม่ปฏิเสธตำนานอย่างด่วนสรุป แต่จะวางหลักฐาน ประวัติการเดินทาง และพระธรรมวินัยไว้บนโต๊ะเดียวกัน

23 นาที

ภาพแนวคิด: กบไสไม้ แผนที่เก่า ข้อมูลทางรถไฟ ซองจดหมาย และสมุดบัญชีเปล่า แทนหลักฐานที่เรื่องเล่าชวนให้นึกถึงแต่ยังต้องค้นหา ภาพนี้มิใช่ภาพถ่ายเหตุการณ์ พ.ศ. 2452 และมิได้หมายความว่าเหตุการณ์ได้รับการยืนยันแล้ว
ภาพแนวคิด: กบไสไม้ แผนที่เก่า ข้อมูลทางรถไฟ ซองจดหมาย และสมุดบัญชีเปล่า แทนหลักฐานที่เรื่องเล่าชวนให้นึกถึงแต่ยังต้องค้นหา ภาพนี้มิใช่ภาพถ่ายเหตุการณ์ พ.ศ. 2452 และมิได้หมายความว่าเหตุการณ์ได้รับการยืนยันแล้ว

“การประลองวิชา” พ.ศ. 2452: ตำนานที่ควรตรวจสอบ

เรื่องเล่ายอดนิยมกล่าวว่าพระเกจิกว่าร้อยรูป หรือบางฉบับถึงกว่าพันรูป มาชุมนุมที่พระปฐมเจดีย์เพื่อบังคับกบไสไม้ด้วยพลังจิต และเหลือผู้ผ่านสิบรูป หากงานใหญ่เช่นนั้นเกิดขึ้นจริง ผู้จัด หนังสือเชิญ การเดินทาง กติกา และผลอยู่ที่ใด บทความนี้ไม่ปฏิเสธตำนานอย่างด่วนสรุป แต่จะวางหลักฐาน ประวัติการเดินทาง และพระธรรมวินัยไว้บนโต๊ะเดียวกัน

ในวงการพระเครื่องและชีวประวัติพระเกจิ มักพบเรื่องการประลองวิชาที่อ้างว่าเกิดใน พ.ศ. 2452 หรือ ค.ศ. 1909 เรื่องส่วนใหญ่วางสถานที่ไว้ที่พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม และกล่าวว่าพระเกจิทั่วสยามได้รับนิมนต์ บางฉบับบอกว่ามากกว่าร้อยรูป บางฉบับเพิ่มเป็นกว่าพันรูป แล้วเชื่อมผู้ผ่านการทดสอบสิบรูปเข้ากับรายชื่อสุดยอดพระเกจิอย่างเด็ดขาด

เรื่องฉบับที่แพร่หลายกล่าวว่าอย่างไร

เนื้อเรื่องที่พบซ้ำในเว็บและงานเขียนตลาดพระยุคปัจจุบันคือ ผู้ร่วมงานจับสลากทดสอบครั้งละสิบรูป วางท่อนไม้บนขารองและวางกบไสไม้บนไม้ ผู้ทดสอบต้องใช้พลังจิตให้กบเคลื่อนไปข้างหน้าแล้วกลับมาตามทางเดิมโดยไม่ตก เรื่องเล่าว่าทดสอบสามวันสามคืน ส่วนมากทำได้เพียงขาไป และมีเพียงสิบรูปที่ทำให้กบไปกลับได้

แหล่งเหล่านี้ยืนยันได้ว่าเรื่องนี้แพร่หลายในปัจจุบัน แต่ไม่ใช่บันทึกจากปี 2452 เมื่อหลายเว็บใช้ถ้อยคำ ลำดับ และรายชื่อแทบเหมือนกัน จำนวนหน้าที่มากอาจยังสืบมาจากเรื่องเล่ารุ่นหลังเพียงสายเดียว การถูกคัดลอกซ้ำจะกลายเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ได้ ก็ต่อเมื่อสาวไปถึงหลักฐานร่วมสมัยที่เป็นอิสระต่อกัน

ปัญหาแรก ใครเป็นผู้จัด

เรื่องเล่ายุคใหม่บางฉบับระบุผู้ริเริ่มว่า “สมเด็จพระสังฆราช (เข) วัดบวรนิเวศวิหาร” แต่แทบไม่ให้ฉายาเต็ม สมณศักดิ์ ช่วงดำรงตำแหน่ง หน่วยงานผู้จัด หรือเอกสารต้นทาง ลำดับเวลาก็มีปัญหา เพราะข้อมูลทางการด้านการศึกษาระบุว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส แห่งวัดบวรนิเวศ ซึ่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่สิบ ได้รับสถาปนาใน พ.ศ. 2453 หลังปีที่อ้างหนึ่งปี ส่วนลำดับสมเด็จพระสังฆราชและประวัติวัดที่ตรวจพบ ยังไม่ชี้ตัว “สมเด็จพระสังฆราช (เข)” ผู้จัดงานใน พ.ศ. 2452 ได้อย่างชัดเจน

ข้อขัดกันนี้ยังไม่พิสูจน์ว่าเรื่องทั้งหมดแต่งขึ้น แต่ผู้จัดไม่อาจยืนยันด้วยชื่อในวงเล็บเพียงคำเดียว งานประวัติศาสตร์ต้องแยกให้ชัดระหว่างพระผู้ใหญ่อยู่ในงาน เป็นประธานพิธี วัดให้ใช้สถานที่ คณะสงฆ์ท้องถิ่นช่วยงาน และองค์กรหนึ่งวางแผนการแข่งขันระดับประเทศ หากอ้างถึงตำแหน่งสูงสุดของคณะสงฆ์หรือพระอารามสำคัญ ก็ควรมีหลักฐานระดับสถาบันรองรับ

งานระดับร้อยหรือพันรูปควรทิ้งร่องรอยอะไรไว้

หากมีผู้มาร่วมเกินร้อยรูป จำนวนผู้ได้รับแจ้งย่อมไม่น่าจะพอดีกับผู้มา และหากเกินพัน เครือข่ายติดต่อยิ่งต้องกว้างขึ้น พระทุกรูปอาจไม่ได้รับบัตรเชิญสวยงามแบบปัจจุบัน การนิมนต์อาจผ่านหนังสือคณะสงฆ์ เจ้าคณะท้องถิ่น เครือข่ายวัด คำบอก หรือผู้ติดตาม แต่ไม่ว่าใช้วิธีใด งานข้ามจังหวัดขนาดใหญ่ต้องจัดการคำตอบ วันเวลา รายชื่อ เส้นทาง ที่พัก อาหาร พื้นที่ การจับสลาก ระเบียบ และค่าใช้จ่าย

สิ่งที่ควรค้นหาจึงไม่ใช่บัตรเชิญลึกลับเพียงใบเดียว แต่เป็นสายร่องรอยทั้งระบบ ได้แก่ สำเนาหนังสือออกหรือคำสั่ง สมุดประจำวันวัด หนังสือตอบรับ บันทึกการเดินทาง บัญชีเงินและอาหาร ที่พัก รายชื่อผู้ร่วมและพยาน กติกา ผล และความทรงจำที่วัดต่าง ๆ เก็บแยกกัน การไม่พบหนังสือเชิญใบเดียวไม่พอจะตัดสินว่าไม่มีเหตุการณ์ เพราะกระดาษสูญได้จากความชื้น แมลง ไฟ สงคราม การย้าย หรือการไม่เห็นคุณค่า ประเด็นสำคัญกว่าคือหลักฐานหลายชนิดที่คาดว่าจะเกิด กลับหายไปพร้อมกันเป็นเวลานาน

จากพิจิตรถึงนครปฐมไม่ใช่การแวะไปอย่างง่าย ๆ

รายชื่อยุคใหม่มักใส่หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จังหวัดพิจิตร เป็นผู้ร่วมงาน ตัวอย่างนี้ใช้ตรวจความเป็นไปได้ด้านการเดินทางได้ แต่ไม่ใช่หลักฐานว่าท่านไปจริง งานวิจัยทางรถไฟระบุว่าสายเหนือผ่านเขตพิจิตรในช่วง พ.ศ. 2450 ส่วนสายใต้จากธนบุรีผ่านนครปฐมไปทางเพชรบุรีเปิดก่อนหน้านั้นใน พ.ศ. 2446 ดังนั้น การเดินทางข้ามจังหวัดในปี 2452 ไม่ได้เป็นไปไม่ได้

แต่คำว่ามีรถไฟไม่ได้แปลว่าการเดินทางไร้ต้นทุน การออกจากวัดชนบทไปสถานี ลงใต้ เปลี่ยนการเดินทางแถบกรุงเทพหรือธนบุรี แล้วไปนครปฐม ยังต้องใช้เวลา เงิน ผู้ติดตาม และการจัดงานที่วัดเดิม หากเจ้าอาวาสจากพื้นที่ไกลหลายรูปออกจากวัดพร้อมกันหลายวัน ชุมชนท้องถิ่นย่อมมีโอกาสบันทึกเส้นทาง ผู้ติดตาม พิธี และการกลับวัด ความทรงจำอิสระเหล่านี้จะมีน้ำหนักกว่ารายชื่อมาตรฐานที่คัดลอกกันในภายหลัง

กติกา ผู้ตัดสิน และผลยังไม่ชัดเจนเช่นกัน

แม้สมมุติไว้ก่อนว่ามีการทดสอบกบไสไม้จริง คำถามพื้นฐานยังมีอีกมาก ความยาว ความลาด และผิวไม้เหมือนกันหรือไม่ ตรวจตัวกบหรือไม่ ตัดลม แรงสั่น ด้ายซ่อน หรือแรงอื่นอย่างไร ใครเป็นผู้สังเกต ใครตัดสิน แต่ละรูปลองได้กี่ครั้ง ผู้ผ่านสิบรูปผ่านร่วมกันหรือมีอันดับหนึ่ง สอง สาม เรื่องที่แพร่หลายเก็บฉากน่าตื่นเต้นไว้ แต่ไม่เก็บวิธีทดสอบที่ผู้อื่นตรวจซ้ำได้

รายชื่อเองต้องมีฉบับเก่าสุดและเส้นทางการถ่ายทอด เมื่อแต่ละวงการใส่ครูต่างกันลงในกลุ่มเก้า สิบ หรือจำนวนอื่น ย่อมชวนให้สงสัยว่าชื่อเหล่านี้อาจไม่ได้มาจากผลคะแนนทางการชุดเดียว หากชัยชนะเป็นเกียรติสูง เหตุใดวัด ศิษย์ และประวัติท้องถิ่นจึงไม่ค่อยเก็บหนังสือเชิญ ลำดับ หรือหลักฐานชัยชนะไว้ แต่หากผู้ร่วมไม่มีใจอยากชนะ เหตุใดจึงเล่าเป็นการแข่งขันคัดออก ความตึงนี้เปิดความเป็นไปได้อีกแบบว่า เดิมอาจเป็นงานชุมนุม พิธีปลุกเสก หรือแลกเปลี่ยนความรู้ ก่อนถูกเติมการแข่งขันและอันดับในภายหลัง

ฤทธิ์ปรากฏในคัมภีร์ได้ แต่ไม่ใช่มาตรวัดผู้ปฏิบัติ

คัมภีร์พุทธไม่ได้ปฏิเสธว่าอาจมีความสามารถพิเศษจากสมาธิลึก แต่ทิศทางของศีล สมาธิ ปัญญาคือความคลายกำหนัด ความดับทุกข์ และความหลุดพ้น แม้ยอมรับว่าฤทธิ์เป็นผลข้างเคียงของสมาธิ ก็ยังใช้ยืนยันศีลบริสุทธิ์ ปัญญา ความเป็นพระอรหันต์ หรือความพ้นทุกข์ไม่ได้ ศาสนาและแนวปฏิบัติอื่นก็มีเรื่องอำนาจเหนือปกติ การใช้ฤทธิ์เป็นเกณฑ์หลักคัดเลือกคนในพุทธศาสนา จึงนำสิ่งประกอบไปวางเหนือจุดหมายของทาง

ในเกวัฏฏสูตร คฤหัสถ์ขอให้ภิกษุแสดงอิทธิปาฏิหาริย์เพื่อให้ชาวเมืองเลื่อมใสมากขึ้น พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงกำหนดการแสดงต่อสาธารณะเป็นวิธีเผยแผ่ แต่ทรงแยกอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทศนาปาฏิหาริย์ และอนุสาสนีปาฏิหาริย์ แล้วให้น้ำหนักกับความอัศจรรย์ของคำสอนที่เปลี่ยนความเข้าใจและการปฏิบัติ ประเด็นไม่ใช่ว่าคัมภีร์ไม่มีฤทธิ์ แต่การแสดงฤทธิ์เพื่อชนะศรัทธาฆราวาสไม่ใช่แกนกลางที่ทรงวางไว้

เรื่องบาตรไม้ในพระวินัยเกี่ยวอะไรกับตำนานกบไสไม้

จุลวรรคในพระวินัยเล่าเหตุพระปิณโฑลภารทวาชะแสดงฤทธิ์ต่อหน้าฆราวาสเพื่อเอาบาตรไม้จันทน์ที่แขวนไว้สูง พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและทรงห้ามภิกษุแสดงอุตริมนุสธรรมแก่คฤหัสถ์ ประเด็นทางจริยธรรมชัดเจนว่า แม้เชื่อว่าฤทธิ์มีได้ ก็ไม่ควรนำมาแสดงเพื่อรางวัล ชื่อเสียง หรือความตื่นตา

เรื่องในคัมภีร์มีโครงสร้างคล้ายตำนาน พ.ศ. 2452 อย่างน่าสังเกต คือการท้าทายต่อสาธารณะ พระสงฆ์ วัตถุไม้ การใช้ฤทธิ์พิสูจน์ความสามารถ และสายตาฆราวาส แต่ความคล้ายยังไม่พิสูจน์ว่าเรื่องหลังดัดแปลงจากเรื่องแรก สิ่งที่เสนอได้เป็นเพียงสมมติฐานให้ตรวจต่อว่า ผู้เล่ารุ่นหลังอาจหยิบแบบเรื่องพุทธที่คุ้นเคยมาโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ การยืนยันอิทธิพลตรงต้องมีฉบับเก่า ความสัมพันธ์ของถ้อยคำ หรือสายถ่ายทอดที่ตามได้

หากพระผู้ใหญ่เป็นผู้จัด ความขัดแย้งยิ่งต้องอธิบาย

หากเรื่องเป็นเพียงการแลกวิชาส่วนตัวของผู้รู้ ก็ยังมีคำถามทางหลักธรรมแต่ไม่น่าประหลาดเท่าใด ทว่าเมื่ออ้างว่าสมเด็จพระสังฆราชหรือพระผู้มีอำนาจระดับประเทศจัดการทดสอบฤทธิ์ต่อสาธารณะเพื่อคัดบุคคลทางพุทธศาสนา ความขัดแย้งยิ่งชัด พระผู้ใหญ่น่าจะทราบพระวินัย พระสูตร และเป้าหมายของการปฏิบัติ รวมทั้งทราบว่าเกียรติของสงฆ์ไม่อาจวัดด้วยวัตถุเคลื่อนหรือไม่ ยิ่งยกผู้จัดสูงเท่าใด ยิ่งต้องมีคำอธิบายจุดประสงค์และหลักฐานตรงชัดเท่านั้น

คำว่าไม่ควรในหลักธรรมไม่เท่ากับเป็นไปไม่ได้ในประวัติศาสตร์ พระสงฆ์ก็เป็นมนุษย์ สถาบันอาจห่างจากอุดมคติ และชีวิตศาสนาไทยผสมพุทธ ความเชื่อคุ้มครองท้องถิ่น พิธี และวิชาอาคมมานาน จึงใช้ความขัดกันทางหลักธรรมเพียงอย่างเดียวลบเหตุการณ์ไม่ได้ แต่ควรเปลี่ยนความขัดกันนั้นเป็นคำถามเอกสารที่คมขึ้นว่า ใครอนุมัติ จัดในนามใด ส่งคำสั่งถึงใคร เขียนวัตถุประสงค์อย่างไร และวัดหรือคณะสงฆ์อธิบายอย่างไร

ตำนานอาจก่อตัวอย่างไร

  1. 01อาจมีพิธีหรือการชุมนุมพระเกจิจริง แล้วถูกเติมฉากแข่งขันภายหลัง พระปฐมเจดีย์เป็นศูนย์ศาสนาสำคัญอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือการประลอง ไม่ใช่พิสูจน์ว่าไม่เคยมีคนชุมนุมที่นั่น
  2. 02การลองหรือแลกวิชาส่วนตัวขนาดเล็กอาจถูกขยายเป็นงานทั่วประเทศ การบอกต่ออาจเปลี่ยนคนไม่กี่รูปเป็นทั่วสยาม และเปลี่ยนการแลกเปลี่ยนเป็นแพ้ชนะ
  3. 03แบบเรื่องการท้าฤทธิ์ต่อสาธารณะและวัตถุไม้ในคัมภีร์อาจไหลเข้าสู่ตำนานท้องถิ่นหรืองานเขียนรุ่นหลัง นี่คือความคล้ายที่ควรศึกษา ไม่ใช่ข้อยืนยันว่าลอกมา
  4. 04ตลาดสะสมอาจต้องการที่มาอำนาจร่วม จึงย่อชื่อเสียงและสายวิชาที่ซับซ้อนเป็นรายชื่อเก้าหรือสิบที่จำง่าย รายชื่อแพร่สะดวกและเพิ่มเรื่องกับราคาให้พระที่เกี่ยวข้องได้ แต่ประโยชน์ทางตลาดแทนหลักฐานไม่ได้

หลักฐานแบบใดจะทำให้การค้นคว้าก้าวหน้า

หลักฐานที่มีค่าที่สุดคือสมุดวัด หนังสือเวียนคณะสงฆ์ จดหมายพระผู้ใหญ่ เอกสารปกครองนครปฐม หนังสือพิมพ์ บันทึกเดินทางหรือรถไฟ บัญชีบริจาคและอาหาร หรือบันทึกร่วมสมัยจากอย่างน้อยสองวัดที่ไม่พึ่งต้นทางเดียวกัน แม้พบเอกสารหนึ่งชิ้นก็ยังต้องตรวจกระดาษ ลายมือหรือตัวพิมพ์ ตรา ภาษา ตำแหน่ง วันที่ และประวัติการเก็บ เพื่อไม่ให้ของที่ระลึกสร้างภายหลังถูกนับเป็นเอกสารร่วมสมัย

ส่วนรายชื่อควรตามหาฉบับเก่าสุด ดูว่าชื่อใดถูกเพิ่มหรือตัด เนื้อหาคัดลอกกันหรือไม่ และรายชื่อเพิ่งนิ่งหลังพระที่เกี่ยวข้องมีราคาหรือเปล่า ตราบใดที่ยังไม่พบหลักฐานที่เข้มกว่า คำเรียกที่แม่นที่สุดไม่ใช่ประวัติศาสตร์ยืนยันแล้วหรือเรื่องหลอกที่ถูกเปิดโปง แต่คือ ตำนานที่แพร่กว้างและมีรายละเอียดมาก ทว่ายังขาดหลักฐานร่วมสมัยรองรับ

การยังไม่พบหลักฐานไม่เท่ากับพิสูจน์ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ภาระการพิสูจน์เหตุการณ์ใหญ่ เป็นระบบ และมีผลชัดเจน ยังคงอยู่กับผู้เสนอข้ออ้างนั้น

เป้าหมายไม่ใช่ตัดสินประหารตำนาน

การประลองวิชา พ.ศ. 2452 อาจเก็บเงาของการชุมนุมจริงบางอย่าง หรืออาจประกอบจากหลายเหตุการณ์ แบบเรื่องในคัมภีร์ และเรื่องตลาดที่ค่อย ๆ รวมกัน ท่าทีรับผิดชอบคือยอมรับสิ่งที่ยังไม่รู้ ไม่ใช้ศรัทธาเติมช่องว่างเอกสาร และไม่ใช้ความสงสัยลบประสบการณ์ศาสนาทั้งหมด

สำหรับนักสะสม การแยกนี้กระทบการตัดสินในตลาดโดยตรง คุณค่าการปฏิบัติ งานต่อชุมชน และวัตถุมงคลของพระเกจิ ไม่จำเป็นต้องพึ่งการแข่งขันที่ยังไม่ยืนยัน ขณะเดียวกัน เรื่องที่เล่านานก็ไม่กลายเป็นหลักฐานเพราะความคุ้นเคย การเคารพครูและการเคารพประวัติศาสตร์เรียกร้องสิ่งเดียวกัน คือบอกให้ชัดว่าเรารู้อะไร รู้จากอะไร และส่วนใดยังเป็นตำนานที่รอหลักฐาน

อ่านต่อ